รีวิว LG 65G1 4K OLED evo วิวัฒนาการระดับตัวท็อป พร้อมดีไซน์ Gallery สุดหรู

มาแล้ว รีวิว OLED evo เครื่องแรกของแบรนด์ LG !! พ่วงด้วยการเป็น 4K OLED TV รุ่นเรือธงประจำปี 2021 ที่มาพร้อมดีไซน์แบบกรอบรูป… ตามมาพิสูจน์กันว่ารุ่นนี้จะสามารถพลิกโฉมวงการ ด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเดิมอย่างไร ?
ปัจจุบัน G1 มีให้เลือก 3 ขนาด ได้แก่ 55, 65 และ 77 นิ้ว รุ่นที่ทำการทดสอบในรีวิวนี้ คือ 65 นิ้ว ครับ
ดีไซน์
G1 คือ 4K OLED TV รุ่นเรือธงของ LG ประจำปี 2021 นอกจากมาพร้อมเทคโนโลยีจอภาพใหม่อย่าง “OLED evo” แล้ว การออกแบบยังอิงคอนเซ็ปต์ “Gallery Design” รูปลักษณ์แบบกรอบรูปใน Art Gallery
แน่นอนว่าออกแบบให้เป็นกรอบรูป ก็ย่อมต้องมี “ขาแขวนผนัง” มาด้วย ซึ่งออกแบบให้สามารถดึงจอให้มีระยะเพียงพอจะเสียบต่อสายที่ช่องต่อด้านหลังได้ หรือจะปรับมุมให้จอหันเอียงไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้
เมื่อติดตั้งแขวน G1 จะแนบชิดผนังแบบนี้เลย ให้ความรู้สึกแบบกรอบรูปจริง ๆ
กรณีที่ไม่ต้องการแขวนผนัง จะตั้งโต๊ะ หรือตั้งพื้นก็ทำได้ แต่ขาตั้งทั้ง 2 แบบ เป็นอุปกรณ์เสริม ต้องซื้อแยกครับ
ด้านล่างเป็นตำแหน่งปุ่ม Power
Magic Remote ที่มีความสามารถแบบ Air Mouse มาในรูปลักษณ์ใหม่ ความแตกต่างระหว่างรุ่นที่แถมมากับทีวีระดับพรีเมียม กับรุ่นเริ่มต้น คือ คุณสมบัติ “NFC” ซึ่งช่วยให้การจับคู่กับ Smartphone เพื่อแชร์คอนเทนต์ขึ้นจอทีวีทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น มีปุ่ม Shortcut สำหรับ Netflix, Amazon Prime Video, Disney+, Google Assistant, Amazon Alexa ฯลฯ (บางปุ่มยังไม่สามารถใช้งานได้) และแน่นอนว่ามีไมโครโฟนรับคำสั่งเสียงด้วย
ช่องต่อ
จุดเชื่อมต่อสัญญาณต่างๆ ที่อยู่ด้านหลัง สามารถเสียบต่อจากทางด้านข้างและด้านล่าง ประกอบไปด้วย HDMI In จำนวน 4 ช่อง เป็นเวอร์ชั่น 2.1 ทั้งหมด รองรับ ARC/eARC ที่ HDMI In 2
ช่องต่ออื่นๆ ที่ให้มา ได้แก่ Digital Optical Audio Output, Audio/Headphones Out (3.5 mm), Ethernet Port (มี Wi-Fi & Bluetooth Built-in ให้ด้วย) และ DVB-T2 Antenna In

ด้านข้างติดตั้งช่องต่อ USB 3 ช่อง เป็นเวอร์ชั่น 2.0 ทั้งหมด สามารถเชื่อมต่อกับ USB Flash Drive, External HDD และอาจรวมถึง Keyboard, Mouse ฯลฯ
ส่วนที่ขาดหายไป คือ Analog Video (Composite)/Audio Input ซึ่งไม่น่าจะมีใครใช้แล้ว
สรุปจำนวนช่องต่อของ LG 65G1 ได้ดังนี้
| HDMI™ In | 4 (ด้านล่าง) เป็น HDMI 2.1 ทั้งหมด |
| USB | 3 (ด้านข้าง) |
| Ethernet | 1 (ด้านล่าง) พร้อม Wi-Fi Built-In |
| Composite Video In | – |
| Component Video In | – |
| RF (Antenna) In | 1 (ด้านล่าง) พร้อม DVB-T2 Digital Tuner |
| PC HD15 In | – |
| Analog Audio In | – |
| Digital Audio Out | 1 (Optical ด้านล่าง) |
| Audio/Headphone Out | 1 (3.5mm ด้านล่าง) |
| Bluetooth Audio | Yes |
เพิ่มเติม
จุดเด่นของ webOS จาก LG Smart TV ประจำปี 2021 ปรับเปลี่ยนอินเทอร์เฟส Home Menu ดูเป็นทางการมากขึ้น รวมทุกอย่างที่น่าจะใช้งานบ่อยไว้ในหน้าเดียวให้เข้าถึงได้ง่าย และปีนี้น่าจะใช้งาน Google Assistant ได้แล้ว (แต่ขณะทดสอบยังไม่รองรับ) การรับคำสั่งเสียงทั้งไทย-อังกฤษ น่าจะตอบสนองได้ดีขึ้นไปอีกขั้น
webOS Home Dashboard จัดการอุปกรณ์ IoT ภายในบ้าน พร้อมตรวจสอบสถานะการทำงานได้ผ่านหน้าจอทีวี
ยังคงแอปความบันเทิงที่มีทั้งคุณภาพและความหลากหลายไว้อย่างเหนียวแน่น
Netflix รองรับการแสดงผล 4K Dolby Vision และระบบเสียง Dolby Atmos (DD+) ด้วย (แนะนำให้เชื่อมต่อ HDMI ARC ไปยังชุดโฮมเธียเตอร์หรือซาวด์บาร์ เพื่ออรรถรสเสียงรอบทิศทางจาก Dolby Atmos ที่ดีที่สุด)
Apple TV app รับชม iTunes Movies & tv+ ในแบบ 4K Dolby Vision ระบบเสียง Dolby Atmos (DD+)
Amazon Prime อีกหนึ่งผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งคุณภาพ รองรับ 4K Dolby Vision และระบบเสียง Dolby Atmos (DD+)
HBO Go สามารถรับชมภาพยนตร์ซีรีส์ Exclusive หลากหลาย
Viu รับชมซีรี่ส์เอเชียกันแบบจุใจ
YouTube app สามารถรับชมที่ความละเอียด 4K (2160p) HDR
น่าเสียดายช่วงที่ทำการทดสอบ ยังไม่รองรับ Disney+ Hotstar อย่างเป็นทางการ เมื่อกดปุ่ม Disney+ ที่รีโมทจะเข้าหน้าเว็บดังภาพ หากต้องการรับชมช่วงนี้ต้องใช้วิธีซิกแซ็กนิดหน่อย
จะให้ G1 ทำหน้าที่เป็นกรอบรูป ก็ต้องนี่เลย “Art Gallery” เปลี่ยนห้องรับแขกภายในบ้านให้กลายเป็นสตูดิโอจัดแสดงงานศิลป์จากศิลปินระดับโลก
พื้นฐานของ LG OLED evo และ OLED เดิม ก็ยังคงเป็น “WRGB OLED Panel” เหมือนเดิม… ทั้งนี้ความแตกต่างจะแยกแยะได้จากโครงสร้างภายใน
OLED evo ได้รับการปรับปรุงจุดใด จึงได้ศักยภาพสูงขึ้น ?
WRGB OLED Panel ประกอบขึ้นจากชั้น (Layer) ของตัวนำไฟฟ้าและสารเรืองแสง (B, R, YG, B) ขนาดบางเฉียบ นำมาซ้อนกันจนได้แหล่งกำเนิดแสงขาวที่สามารถปรับความสว่างและปิดแสงได้มืดสนิท เมื่อผ่านแม่สี RGB Color Filter แยกไปแต่ละ Subpixel ก็จะได้แสงสีจุดเล็ก ๆ ประกอบกันขึ้นเป็นภาพใหญ่บนจอ
ชั้น (Layer) ของตัวนำไฟฟ้าและสารเรืองแสงที่ว่านี้ ทาง LG พบว่า (1) หากเพิ่มชั้นเรืองแสงสีเขียว (Green emitter) เข้าไป (กลายเป็น B, R, YG+G, B) จะได้ระดับความสว่างสูงขึ้น
(2) เสริมด้วยการปรับเปลี่ยนสารประกอบในส่วนของชั้นเรืองแสงสีแดงและสีน้ำเงิน (Red & Dual Blue emitters) ส่งผลให้ได้ส่วนผสมของแสงขาวที่มีความยาวคลื่นแคบลง (Narrow Wavelength) ซึ่งใกล้เคียงแหล่งกำเนิดแสงตามอุดมคติมากขึ้น อันมีส่วนช่วยให้การแสดงขอบเขตสีขยายครอบคลุมกว้างขวางมากยิ่งขึ้นได้… นี่คือที่มาของ OLED evo !
*อ้างอิงกับโหมดภาพที่ให้ระดับความสว่างสูงที่สุด
ผลการทดสอบใช้งานจริงของทีมงานพบว่า หากทำการเทียบ G1 (OLED evo) กับรุ่น C1 (OLED) ที่วางจำหน่ายช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ยืนยันว่า G1 “สว่างกว่า” โดยเฉพาะเมื่อรับชม HDR content
นอกจากนี้ผลกระทบจาก ABL (Auto Brightness Limiter) ที่เป็นข้อจำกัดของเทคโนโลยี OLED ก็ลดน้อยลง ความสว่างที่ 100% Full Pattern ทำได้สูงกว่า C1 แบบที่สังเกตได้ไม่ยาก ผลคือ G1 ให้ภาพที่มีคอนทราสต์เจิดจรัสเตะตากว่าในหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะฉากสว่างหรือซีนกลางแจ้ง

มาดูความเที่ยงตรงสีสันของโหมดภาพต่าง ๆ กันบ้าง โหมดภาพของ G1 ที่เหมาะกับรับชม SDR Content มี 4 โหมด ต่างกันที่ Cinema/ISF Expert Bright เหมาะใช้งานในห้องรับแขกสภาพแสงทั่วไป, ISF Expert Dark ความสว่างจะเพลาลงกว่า 2 โหมดข้างต้นเล็กน้อย เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มีแสงรบกวนไม่มากนัก และ Filmmaker Mode เหมาะกับห้องที่จัดการกับแสงรบกวนได้เบ็ดเสร็จ หรือรับชมในเวลากลางคืน
– SDR –

อย่างไรก็ดีกรณีที่จะใช้งานโหมดภาพ Cinema/ISF Expert Bright รับชมกับสภาพห้องทั่วไป อาจติดดำจมอยู่สักหน่อย การแยกแยะรายละเอียดในส่วนมืด (Shadow Details) จะทำได้ยาก แต่ก็แก้ไขได้ง่าย ๆ สำหรับรุ่นนี้ คือ ชดเชย Screen Brightness ขึ้นสัก +3 ถึง +5 และหากต้องการเร่งความสว่างโดยรวมให้สูงขึ้นเพื่อสู้แสง สามารถปรับที่ตัวเลือก OLED Light เพิ่มได้อีกเล็กน้อย
Rec.709 – Post ColorChecker

SDR – Post Calibration

SDR – Pre Calibration

65G1 ตัวที่ทำการทดสอบ พบว่า โหมดภาพ Cinema มีความเที่ยงตรงของสีสันดีที่สุด อุณหภูมิสีเฉลี่ยอยู่ที่ราว 6484K ค่าความผิดเพี้ยนสมดุลแสงขาวเฉลี่ย (Grayscale Avg dE) ต่ำเพียง 2.6 ขอบเขตสีก็ทำได้เที่ยงตรงอิงมาตรฐาน Rec.709 ค่าความผิดเพี้ยน (Color Space Avg dE) ดีมากเพียง 1.9 การใช้งานตามบ้านอาจไม่จำเป็นต้องปรับภาพเพิ่ม (นอกจากชดเชย Screen Brightness กับห้องที่ไม่ได้คุมแสงรบกวน)
ถึงกระนั้นหากปรับภาพเชิงลึกก็ย่อมจะให้ความเพอร์เฟกต์ยิ่งกว่า ค่าความผิดเพี้ยนสมดุลแสงขาว (Grayscale Avg dE) ลดต่ำลงมาเหลือเพียง 0.6 เท่านั้นเอง ส่วนค่าความผิดเพี้ยนสี (Color Space Avg dE) จะลดลงเหลือเพียง 0.9
Rec.709 Color Checker หลังดำเนินการปรับภาพ ก็ให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยม ค่าความผิดเพี้ยนสีโดยรวมแบบเฉลี่ย (Saturation Avg dE) ที่ 0.9 (Max dE = 2) จะใช้อ้างอิงทำงานกราฟิก-ตัดต่อวิดีโอ แทนมอนิเตอร์ก็สามารถทำได้
– HDR –
การแสดงผล HDR รุ่น 65G1 รองรับมาตรฐาน Static HDR ทั้ง HDR10 และ HLG ส่วน Dynamic HDR รองรับมาตรฐาน Dolby Vision โดยสามารถให้ระดับความสว่าง HDR Peak Brightness (10% Window) ที่ 876 nits ในโหมด Dynamic ขณะที่โหมดความเที่ยงตรงสูงอย่าง Cinema/Filmmaker ความสว่างจะเพลาลงมาอยู่ที่ 819 nits
P3 – Post Saturation Sweeps

HDR – Post Calibration

HDR – Pre Calibration

ความเที่ยงตรงของสีสัน HDR ในโหมด Filmmaker ของ 65G1 นับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก (Grayscale Avg dE 2.6, Colorspace Avg dE 2.3) ส่วนขอบเขตสี HDR Color Space ทำได้ครอบคลุม 97.94/99.03% ของมาตรฐาน DCI-P3 (xy/uv) หรือเทียบเท่า 70.53/73.56% Rec2020 (xy/uv)
อย่างไรก็ดี หากใช้งานในห้องที่มีแสงรบกวน ควรชดเชย Screen Brightness ขึ้นเล็กน้อย (เช่นเดียวกับที่แนะนำให้ทำกับโหมดภาพ SDR) จะช่วยให้การแยกแยะรายละเอียดส่วนมืด (Shadow Dteails) ทำได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
และเช่นเคย ว่าหลังปรับภาพ HDR ในโหมด Cinema/Filmmaker ให้ความเที่ยงตรงยอดเยี่ยม (Grayscale Avg dE 0.7, Colorspace Avg dE 1.1) ความสว่าง HDR Peak Brightness จะลดลงอยู่ที่ 760 nits
แม้ความดำระดับ Perfect Black จะทำได้ดีไม่ต่างกับ C1 แต่ด้วยความสว่างที่สูงกว่าของ G1 จึงขับเน้นแสงสีและระดับคอนทราสต์ได้โดดเด่นขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
กรณีที่รับชม Dolby Vision HDR จะไม่มี Filmmaker Mode แต่สามารถเลือกใช้โหมดที่ให้สีสันเที่ยงตรงอย่าง DV Cinema หรือ DV Cinema Home ก็ได้ ความต่างคือ DV Cinema Home จะชดเชย Highlight/Shadow Details ให้เหมาะกับห้องที่มีแสงรบกวนมากกว่า
กรณีที่รู้สึกว่าภาพ Dolby Vison จ้าเกินไป ดูแล้วแสบตาในบางสภาพห้อง สามารถใช้คุณสมบัติ “Dolby Vision IQ” ระบบ AI และเซนเซอร์วัดแสงของทีวี จะปรับระดับความสว่างของภาพให้อัตโนมัติอิงตามสภาพแสงแวดล้อม สามารถเปิดใช้งานได้ที่ตัวเลือก General > AI Service > AI Brightness Settings
ตัวเลือก TruMotion ระบบแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว รุ่นปี 2021 มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยโดยเพิ่มตัวเลือก “Cinematic Movement” เข้ามา (ระดับการแทรกเฟรมต่ำ เน้นความเป็นต้นฉบับ) แต่ยังสามารถปรับระดับการแทรกเฟรมเองได้ผ่านตัวเลือก User Selection
65G1 นับเป็นหนึ่งทีวีในอุดมคติสำหรับการเล่นเกม ด้วย HDMI 2.1 ถึง 4 ช่อง ! นอกจากรองรับ 4K 120Hz พร้อมคุณสมบัติ Variable Refresh Rate (40-120Hz VRR/AMD FreeSync Premium Pro) แล้ว ยังเพิ่มเติมการแสดงผล Dolby Vision for Gaming กับ Xbox Series X ด้วย
คุณสมบัติ ALLM หรือ Auto Low Latency Mode จะปรับสถานะการแสดงผลเข้าสู่ “Game Optimizer Mode” อัตโนมัติ ซึ่งเฟิร์มแวร์ล่าสุดอัพเดตแถบสถานะ สามารถปรับตัวเลือกตั้งค่าภาพได้สะดวกครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ค่า Input Lag ที่ 4K 60Hz ของรุ่นนี้วัดได้ต่ำเพียง 12.6 ms และแน่นอนหากปรับการแสดงผลเป็น 4K 120Hz ได้ ผลลัพธ์ Input Lag จะยิ่งต่ำลงอีก
ดุลสีของ G1 โหมดภาพ Game Optimizer ยังติดโทนเย็นเหมือนเคย อุณหภูมิสีเฉลี่ย 9423K ใครที่จริงจังเรื่องสีสันอิงตามต้นฉบับ อาจปรับเปลี่ยนตัวเลือก Color Temperature เป็น Warm 50 สมดุลแสงขาวก็จะใกล้เคียงมาตรฐานอ้างอิงมากขึ้น (ภาพคล้าย Cinema/ISF Expert Bright Room แต่ผลลัพธ์ Input Lag จะเหมาะกับการเล่นเกมมากกว่า)

เวลาเล่นเกมในห้องสว่างมีแสงรบกวน หากรู้สึกว่าดำจม สามารถปรับเพิ่ม Screen Brightness หรือถ้าใครเคยชินกับการเปิด Black Stabilizer เวลาเล่นเกม จะใช้เป็นทางเลือกชดเชยในจุดนี้ก็ได้
เสียง
ในสเปคระบบเสียงของ 65G1 แจ้งว่าลำโพงแบบ 4.2 แชนเนล ติดตั้งที่บริเวณส่วนล่างของจอภาพ พร้อมภาคขยายรวมที่ 60 วัตต์ ถ่ายทอดรายละเอียดเสียงได้ชัดเจนดี เสียงสนทนาชัดเจน น้ำหนักเสียงก็กำลังดีไม่รู้สึกว่าแห้งบาง หากอิงมาตรฐานลำโพงทีวีต้องถือว่าเบสเพียงพอสำหรับการรับชมภาพยนตร์และฟังเพลง ไม่รู้สึกว่าขาด ส่วนหนึ่งน่าจะได้อานิสงส์จากการติดตั้งแนบผนัง จึงช่วยส่งเสริมให้ย่านต่ำมีน้ำหนักขึ้น
ทีวีของ LG ถือว่าจัดการเรื่องเสียงได้ยืดหยุ่นที่สุด สามารถนำลำโพงไร้สาย Bluetooth มาใช้เป็นลำโพงเซอร์ราวด์ด้านหลังเพื่อเสริมเอฟเฟกต์เสียงโอบล้อมรอบตัวผู้ฟัง โดยเป็นการทำงานประสานกับลำโพงในตัวของทีวี หรือจะกำหนดในส่วนของตัวเลือก Sound Out เพื่อให้เสียงออกพร้อมกันหลายช่องทางก็ได้ เช่น ให้เสียงออกลำโพงทีวี พร้อมหูฟังบลูทูธ หลากหลายดี
*หมายเหตุ: อ้างอิง HDMI eARC โดยเชื่อมต่อสัญญาณจาก Oppo UDP-203 4K BD Player ผ่าน 65G1 ไปยัง Pioneer VSX-LX504 AVR
สรุป
จอภาพแบนบางแนบชิดผนังในแบบกรอบรูป Gallery Design พร้อมก้าวไปอีกขั้นกับเทคโนโลยี OLED evo ซึ่งให้ความต่างจากรุ่นปกติ (C1) ค่อนข้างชัดเจน เติมเต็มความสมบูรณ์ด้านแสงสีที่เปิดเจิดจรัสมากยิ่งขึ้นจากเดิมที่ทำระดับความดำได้เพอร์เฟกต์อยู่แล้ว เสริมด้วยคุณสมบัติการแสดงผลด้านเกมครบครันผ่าน HDMI 2.1 ที่มีถึง 4 ช่อง และความบันเทิงหลากหลายในแบบ Online Streaming รองรับ Dolby Vision/Atmos หลายแพลตฟอร์ม

ข้อดีของ LG 65G1
1. Gallery Design ติดตั้งแนบชิดผนังด้วยขาแขวนที่ออกแบบมาเฉพาะ, เปลี่ยนการใช้งานเป็นกรอบรูปดิจิทัลได้
2. OLED evo Panel ให้คอนทราสต์โดดเด่น สว่างกว่าจอ OLED ปกติ (C1), Perfect Black ดำสนิทปราศจากแสงลอดแสงรั่วโดยสิ้นเชิง
3. โหมดภาพ Filmmaker Mode/ISF Expert/Cinema ให้สมดุลสีเที่ยงตรงดีทั้ง SDR/HDR หลังปรับภาพยิ่งยอดเยี่ยม, ผลลัพธ์ HDR Tone Mapping ทำได้โดดเด่น
4. HDMI 2.1 ทั้ง 4 ช่อง รองรับ 4K 120Hz VRR (FreeSync), อัพเดต Game Optimizer แจ้งสถานะและตั้งค่าภาพต่าง ๆ เวลาเล่นเกมได้สะดวกกว่าเดิม
5. แอปความบันเทิงครบครัน หลายแอปรองรับระบบภาพและเสียงอย่าง Dolby Vision/Atmos
ข้อจำกัดของ LG 65G1
1. ขาแขวนแนบชิดผนังแม้ออกแบบให้ดึงจอเข้า-ออกได้เวลาจะเสียบต่อสาย แต่ก็ทำได้ไม่สะดวกนัก, ขาตั้งโต๊ะ-ตั้งพื้น (Gallery Stand) ต้องซื้อแยกต่างหาก
2. โหมดภาพรับชมกลางวันติดดำจมเล็กน้อย แต่สามารถปรับภาพแก้ไขได้ง่าย ๆ, ผลของ ABL (Auto Brightness Limiter) แม้ส่งผลกระทบน้อยลงกับ OLED Evo แต่ก็ยังมีส่วนลดทอนระดับความสว่างโดยรวมในซีนกลางแจ้งหรือฉากที่สว่างมาก ๆ อันเป็นข้อจำกัดของเทคโนโลยี OLED
3. ช่องต่อ Analog Video (Composite)/Audio In ถูกตัดออกไป
4. ช่วงที่ทำการทดสอบ ยังไม่รองรับ Disney+ Hotstar อย่างเป็นทางการ (ต้องใช้วิธีซิกแซ็กหน่อยถ้าต้องการดูช่วงนี้), ยังไม่รองรับ Google Assistant
ราคาเปิดตัว LG G1 OLED evo
77G1 219,990 บาท
65G1 129,990 บาท
55G1 99,990 บาท