Skip to content
|

รีวิว LG 65G7T 4K OLED TV ระดับ Signature หรูหราไฮไซโก้ที่สุด

by EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 17 Feb 2022 0 comments

Signature Series หรือ “รุ่นลายเซ็น” คือหมวดสินค้ารุ่นท็อปสุดของ LG ซึ่งเริ่มใช้ชื่อนี้ตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งก็คือ OLED TV รุ่น G6 มีดีไซน์ที่หรูหราไฮไซ พร้อมอาณาบริเวณพื้นที่ดิสเพลย์พิเศษที่ทำไว้โดยเฉพาะ แต่จะพบได้เฉพาะประเทศโลกที่ 1 เท่านั้นในช่วงปีที่ผ่านมา อย่างที่ผมไปเจอมากับตาก็ อาทิ ประเทศอังกฤษ ที่ห้างสุดหรูกลางกรุงลอนดอนอย่าง Harrods หรือหากเป็นประเทศเกาหลีใต้บ้านเกิด ก็จะมีโชว์ขายที่ห้างไฮโซอย่าง Shinsegae และ Lotte ที่เปรียบดั่งสยามพารากอนบ้านเรา เพราะระดับราคาของมันสูงจนต้องขึ้นห้างระดับ 5-6 ดาวเท่านั้น ประกอบกับพื้นที่ดิสเพลย์จะต้องถูกตกแต่งให้เปนธีม Signature เท่านั้น ส่วนในบ้านเรานั้นไม่มีขายสำหรับซีรีส์ G จะมีขายก็แต่รุ่นรองๆลงมาอย่างซีรส์ E, C, B เท่านั้น พอมาในปี 2017 ก็ต้องใช้คำว่า Dream Comes True หรือฝันที่เป็นจริง ประเทศไทยบ้านเราก็ไม่ถูกกั๊กรุ่นอีกต่อไป ได้ฤกษ์เปิดตัว OLED TV Signature Series รุ่น G7 เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดดเด่นที่ดีไซน์อันเฉียบคม พร้อมแท่งลำโพง Soundbar ที่สานต่อมาจากรุ่น G6 อันเป็นเอกลักษณ์ มาดูการทดสอบเจาะลึกกันดีกว่าว่าเจ้า G7 รุ่นนี้จะสมกับคำว่า “Signature Series” หรือรุ่นระดับ “ลายเซ็น” หรือไม่ ???

LG 65G7T “Signature Series” OLED TV
ราคาเปิดตัว 299,990 บาท
(อัพเดท 9/2017 ราคาเปิดตัวปรับเป็น 249,990 บาท)

LG OLED TV “Signature Series” เพิ่งเปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ความแตกต่างระหว่างซีรีส์ B7 C7 E7 G7 และ W7 
หมายเหตุว่า E7 และ W7 มีจำหน่ายในไทยเฉพาะขนาด 65″

– OLED TV
– 4K Ultra HD 
– HDR 10 & Dolby Vision
– Perfect Mastering Engine
– 60 Watts with Dolby Atmos 
– webOS 3.5
– Magic Remote
– HDMI x 4
– USB x 3


ราคาเปิดตัว 299,990 บาท (อัพเดทเดือน 9/2017 ปรับลงเป็น 249,990 บาท)

Design – การออกแบบ

ดีไซน์ของ LG OLED TV 65G7T ก็สวยหรูในแบบฉบับของทีวี OLED ตัวท็อป ความบางในจุดที่บางที่สุดคือ 2.57 มิลลิเมตรเท่านั้น ตัวแผง OLED Panel มีความบางมากจึงถูกยึดกับตัวกระจกอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้มีความแข็งแรง ด้านหลังเล่นเป็นลวดลายคิวบิค 3 มิติ ฐานด้านล่างเป็นลำโพงซาวด์บาร์ทรงเหลี่ยม รองรับระบบเสียง Dolby Atmos จากพวกแอพส์ดูหนังในเครื่อง รีโมทคอนโทรลให้มา 2 แบบคือ 1) Magic Remote บังคับเป็นแอร์เมาส์ได้เลย 2) รีโมทขนาดจิ๋ว โดยรีโมททั้ง 2 มีการใช้โทนสี Brushed Gold ที่ดูแล้วหรูหรา คลาสซี่มีสไตล์

ดีไซน์หน้าตรงของ G7 เรียบหรูดูดี

หันด้านข้างให้เห็นถึงความบางและความลึกของฐานลำโพง Soundbar

มีโลโก้ LG Singature Series ผนึกเอาไว้เพื่อบ่งบอกว่า “ข้าคือรุ่นท็อป” !

ตัวแผง OLED Panel บางเฉียบสีดำ ซึ่งตามหลักจะมีความยืดหยุ่น
 จึงถูกผนึกติดกับแผ่นกระจกด้านหลังอีกชั้นเพื่อความแข็งแรง ป้องกันการเสียรูป

บางเฉียบเพียง 2.57 มม. เท่านั้น บางแค่ไหนถามใจเธอดู ???

แผ่นกระจกด้านหลังมีลวดลายคิวบิค 3 มิติ

ปุ่มกดแบบ Joystick เป็นทั้งปุ่ม Power เปิด-ปิดเครื่อง และปุ่มเข้าสู่เมนูต่างๆได้ในเวลาเดียวกัน

หรูยันรีโมท ! ทั้ง 2 แบบดีไซน์สีทองดูสวยทันสมัย
ผมขอแอบเหน็บค่ายญี่ปุ่นว่าชอบใช้ดีไซน์รีโมทแบบอนุรักษ์นิยม


Connectivity – ช่องต่อ

เนื่องจากเป็นรุ่นท็อป พวกช่องต่อนั้นจัดให้เต็มไม่มีกั๊กอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น HDMI ถึง 4 ช่อง, USB 3 ช่อง รวมถึงความสามารถในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบไร้สายและมีสายโดยใช้สาย LAN

– HDMI x 4
– USB x 3
– AV x 1 (ต้องใช้ Adapter)
– Component x 1 (ต้องใช้ Adapter)
– Antenna x 1 รองรับดิจิตอลทีวี
– Optical Out x 1
– LAN x 1
– Audio Out / Headphone 3.5 mm out x 1
– รองรับการเชื่อมต่อ Wireless LAN
– รองรับการเชื่อมต่อหูฟังและลำโพง Bluetooth

หมายเหตุ : การที่จะให้ช่องต่อ HDMI รองรับสัญญาณ 4K HDR แบบเต็มประสิทธิภาพ จะต้องเปิดฟังก์ชั่น HDMI Ultra HD Deep Color เสียก่อน

ช่องต่อ HDMI และ USB

Picture – ภาพ

คุณสมบัติด้านภาพของ LG 65G7T มีความละเอียดหน้าจอ 4K Ultra HD 3840 x 2160 = 8.29 ล้านพิกเซล ใช้จอ OLED Panel ปี 2017 ซึ่งให้ระดับสีดำที่ดำสนิทกว่ารุ่นปี 2016 สังเกตได้ว่าเวลาปิดเครื่องจอภาพจะเป็นสีดำสนิท ไม่เป็นสีไวน์แดง โครงสร้างพิกเซลเป็นแบบ WRGB แบบไฮเอ็นด์สูงสุด กล่าวคือ 1 เม็ดพิกเซลมีถึง 4 ซับพิกเซลย่อยได้แก่ White Red Green Blue ทำให้จำนวนซับพิกเซลย่อยก็มีรวมกว่า 33.16 ล้านจุดเม็ดสี รองรับมาตรฐาน HDR : High Dynamic Range ทั้ง 3 รูปแบบไม่ว่าจะเป็น Dolby Vision, HDR10, และ HLG จัดว่าเป็นแบรนด์ที่รองรับมาตรฐาน HDR มากที่สุดในปีนี้ มีโหมดภาพสำเร็จรูปหลากหลาย โดยเฉพาะโหมด Expert ที่ถูกรับรองโดยสถาบันมาตรฐานภาพระดับโลกอย่าง ISF : Imaging Science Foundation โดยโหมดนี้จะให้ค่าแสงสีได้ค่อนข้างเที่ยงตรงตั้งแต่ต้น และยังสามารถเข้าไปปรับภาพเบื้องลึกอย่างละเอียดเพื่อความถูกต้องสมบูรณ์สูงสุดได้อีกด้วย

โครงสร้าง WRGB OLED Pixel ของ LG G7 1 เม็ดพิกเซลมีถึง 4 ซับพิกเซลย่อย
ตัวพาแนลจากโรงงาน LG Display นี้ก็ถูกส่งให้แบรนด์ญี่ปุ่นไปใช้ทำ OLED TV เช่นกัน

โหมดภาพสำเร็จรูป ที่แสงสีค่อนข้างถูกต้องแม่นยำได้แก่
Expert 1 (ISF Day) และ Expert 2 (ISF Night) ผมใช้โหมด Expert 2 ในการปรับภาพอย่างละเอียด

ค่าก่อนปรับภาพ สมดุลแสงขาวได้ “ดีมาก” ตั้งแต่ต้น แต่ในช่วงระดับความสว่างสูงๆอาจจะยังไม่เข้าที่สมบูรณ์นักวัดความกว้างของขอบเขตของสีได้ 99.8% ของมาตรฐาน REC 709

หลังปรับภาพ ทั้งค่า White Balance แบบ 20 จุดอย่างละเอียด 
พร้อมขอบเขตของการแสดงเฉดสีแม่สีหลักและรองหรือ CMS ภาพที่อยู่ในเกณฑ์ดีเลิศเลย 
ขอบเขตของสีอยู่ราว 99.6% ของมาตรฐาน REC 709

ค่าก่อนปรับภาพ 4K HDR
วัดความกว้างของขอบเขตสีได้ 95.6 % ของมาตรฐาน DCI-P3

ค่าหลังปรับภาพ 4K HDR ขอบเขตของสีทำได้ประมาณ 95.8 % ของมาตรฐาน DCI-P3
ส่วนระดับความสว่างสูงสุดจะอยู่ประมาณ 650 nits ซึ่งผ่านข้อกำหนดของ Ultra HD Premium ที่ 550 nits
ส่วนโหมด Cinema Home จะเป็นโหมดที่ให้ความสว่างสูงสุดราว 752 nits
ซึ่งสูงกว่าตัว OLED TV รุ่น B7 ด้วยเหตุผลของเมนบอร์ดและภาคจ่ายไฟที่ดีกว่า

ทดสอบด้วยแผ่น 4K Ultra HD Blu-ray แท้ๆเรื่อง Jason Bourne ภาคล่าสุด คาแรกเตอร์ภาพ OLED แสดงออกมาได้เด่นชัดคือ มีความเข้มข้นของเม็ดสี สามารถถ่ายทอดรายละเอียดบนใบหน้าอันตึงเครียดของพระเอก Matt Damon ออกมาได้อย่างหมดจด เผยให้เห็นริ้วรอยบนหน้าผากอันเหี่ยวย่น เส้นผมที่ดูร่วงโรยตามอายุ ถึงแม้เรื่องนี้เป็นหนังแอ็คชั่นไล่ล่าแบบปกติ มิได้มีฉากแสงสีจัดจ้านเพื่ออวดพลานุภาพของ HDR มากนัก แต่ก็เอาไว้อ้างอิงเช็คความถูกต้องของสีผิวคนและวัตถุได้อย่างดี ซึ่ง G7 ก็ไม่ทำให้ผิดหวังแต่อย่างใด ให้คุณภาพได้ในระดับท็อป ส่งผ่านความรู้สึก “ลุ้นระทึก” ผ่านตัวละครออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ผลลัพธ์คืออรรถรสการรับชมนั้นมันส์สะเด่ากว่าดูผ่าน LED LCD TV ทั่วไปหลายขุม

สีหน้าของเฮีย Matt Damon ที่ดูเครียดและอิดโรย
เวลาดูผ่าน OLED มันจะเข้มข้นสมจริง 
ส่งอารมณ์ตึงเครียดและลุ้นระทึกมาให้เราดูหนังมันส์ขึ้น

ถัดมาทดสอบเรื่อง Ghost Buster : Answer The Call ภาคล่าสุด ในฉากที่เหล่าสาวๆนักล่าผีปะทะกับผี เป็นฉากที่เอาไว้ทดสอบเอฟเฟกต์ HDR ได้เป็นอย่างดี ปืนลำแสงถูกสาดออกมาได้อย่างสว่างไสว สีแดงวาววับถูกเปล่งออกมาอย่างเจิดจรัส ลำแสงทะลักพื้นที่ภาพส่วนหลักออกมาแสดงบนแถบ Black Bar บนและล่างจนมีกลิ่นอายความเป็นภาพ 3 มิติไปโดยปริยาย รวมถึงฉากผีมังกรทะยานออกมานี่ก็แทบทะลุจอออกมา สีเหลืองสลับเขียวก็จำแนกไล่เฉดได้ดี เม็ดสีมีประกาย จะเรียกได้ว่าเตะตาสะใจ เนื่องจากเม็ดพิกเซลของ OLED สามารถปิดดับได้สนิท พื้นหลังที่ดำสงัดเช่นนี้จะช่วยยกระดับสีสันต่างๆให้สดป็อปอัพขึ้นอย่างเห็นผล ยิ่งปิดไฟห้องมืดก็อย่างสดสกาวอย่างน่าอัศจรรย์ ท้าให้ผู้ถือครอง LG OLED TV ทุกท่านลองพิสูจน์ดูด้วยตาตนเอง

หลืองสลับเขียวอันเจิดจรัสของเจ้าผีมังกร
จุดที่ G7 OLED ทำได้แต่ทีวีทั่วไปทำไม่ได้คือ “ความวาววับ” ซึ่งทำให้ภาพดูมีมิติขึ้นมาก

สีแดงจากปืนลำแสงถูกยิงออกมาทะลุจอมาแสดงบนพื้นที่ Black Bar ที่ดำสนิท
ส่งผลให้ภาพก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ได้กลิ่นอายความเป็น 3 มิติ

ไฮไลท์การทดสอบครั้งนี้คือการลองแผ่น Dolby Vision เรื่อง Power Rangers 
ทีวีโชว์โลโก้ Dolby Vision ให้เห็นเป็นประจักษ์ว่าเล่นได้จริงนะ

ซึ่งภาพ Dolby Vision ก็จัดว่าชัดโดดเด้ง ส่วนโหมดภาพที่แนะนำสำหรับการเล่น HDR ประเภทนี้คือ
Cinema Home = ดูตอนกลางวัน Cinema = ดูตอนกลางคืนหรือปิดไฟมืดสนิท

อย่างเรื่อง Okja จาก Netflix นี่เป็น HDR แบบ Dolby Vision 
ซึ่งเจ้า OLED G7 ก็รองรับโดยการเด้งโชว์โลโก้มุมขวาบน
ในปีนี้ก็คงมีเพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้นที่รองรับ Dolby Vision ซึ่ง LG ก็คือเจ้าแรกสุด

ในส่วนของ Motion ภาพเคลื่อนไหว สามารถใช้ฟีเจอร์ TruMotion แทรกเฟรมภาพช่วยให้ภาพลื่นไหลเป็นธรรมชาติขึ้นอีกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากดูกับคอนเทนต์ HD/ Full HD จะช่วยลดอาการอ่อนล้าของภาพลงเปลี่ยนให้สมูธเนียนตาขึ้นอย่างชะงัก แนะให้เปิดระดับคือ User ซึ่งเราสามารถเข้าไปปรับค่าเพื่อลดภาพเบลอ (De-Blur) และลดอาการกระตุก (De-Judder) ได้เองแบบแมนนวล แล้วให้ปรับ De-Judder หรือลดอาการกระตุกของภาพให้เป็น 3 ส่วน De-Blur หรือลดอาการเบลอของภาพ ปรับแล้วไม่ค่อยเห็นผลต่างเท่าไหร่นัก ฉะนั้นเซ็ตไว้สัก 2-3 ให้สอดคล้องกันไว้ก็ได้ ส่วนระดับอื่นอย่าง Smooth นี่จะก่อให้เกิดวุ้นเรืองแสงรอบตัวละครและวัตถุจึงไม่แนะนำอย่างแรง ส่วนระดับ Clear ก็จัดว่าลื่นไหลใช้ได้ แต่ก็ไม่ได้ดีกว่าระดับ User ที่เราปรับเองข้างต้นเพราะในระดับ Clear นี้หากสังเกตแบบจับผิดจริงจะยังแอบเห็นวุ้นเรืองแสงเล็กๆอยู่เล็กน้อย

TruMotion คือฟีเจอร์แทรกเฟรมภาพที่ช่วยให้ภาพเคลื่อนไหวลื่นไหลขึ้น
สามารถเลือกเข้าไปปรับฟีเจอร์ลดอาการเบลอและกระตุกของภาพได้

ดูดิจิตอลช่องไทยรัฐ HD ภาพเด้งดี

Input Lag

ค่า Input Lag คือค่าความดีเลย์ต่อการตอบสนองต่อคำสั่งจอยเกมส์ ยิ่งมีน้อยยิ่งดี หากเปิดโหมด Game ค่า Input Lag ลดลงเหลือเพียง 21.3 ms เท่านั้น ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมมาก โดยหากให้เทียบกับการปิดโหมด Game แล้วไปใช้โหมดภาพทั่วไป ค่า Input Lag จะดีดสูงขึ้นไปถึง 80 ms ฉะนั้นหากเล่นเกมส์ก็แนะนำใช้โหมด Game ได้เลย

สรุปเรื่องภาพ

โดดเด่นด้วยความสามารถที่เม็ดพิกเซลสามารถกำเนิดแสงสีได้ด้วยตัวเอง จึงช่วยการแสดงสีดำให้ดำสนิท เป็นรากฐานที่สำคัญที่ช่วยสำแดงพลังภาพ HDR ออกมาได้อย่างเจิดจรัสเตะตาทั้งมาตรฐาน Dolby Vision ซึ่งแทบเป็นเจ้าเดียวที่รองรับ ณ ตอนนี้ และ HDR10 ในขณะที่ภาพ SDR แบบปกติก็มีความเข้มข้นโดดเด้งไม่แพ้กัน โดยส่วนตัวทำให้ผมดูพวกเกมส์โชว์ตามช่องดิจิตอลทีวีสนุกขึ้นด้วย เรื่องความถูกต้องของสีสันทำได้ดีกว่า OLED TV ของปีก่อน สมดุลแสงขาวและขอบเขตของสีกว้างขึ้น คุณภาพโดยรวมก็อยู่ใน “ระดับดีเลิศ” อย่างมิต้องสงสัย

ส่วนคำถามที่ว่า LG OLED TV รุ่น G7 ต่างกับรุ่น B7 อย่างไร ? คำตอบคือ G7 ให้ความสว่างสูงสุด Peak Brightness ได้สูงกว่าราว 20-80 nits แล้วแต่โหมดภาพ ด้วยเหตุผลที่ขนาดของเมนบอร์ดที่ใหญ่กว่าตลอดจนภาคจ่ายไฟมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า (คาดว่าเอาไปหล่อเลี้ยงลำโพง Soundbar ที่มีขนาดใหญ่) ก่อนปรับภาพ B7 จะติดโทนเย็นกว่านิดๆในขณะที่ G7 สมดุลสีจะดีกว่าตั้งแต่ต้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ค่อนจำแนกความแตกต่างได้ยากหากสกิลตาไม่เทพจริง ส่วนหลังปรับภาพนั้นเป็นบุคลิกภาพโทนเดียวกันเป๊ะเลยไม่หนีกัน ประหนึ่งพี่น้องคลานตามกันมา

Sound – เสียง

ลำโพงของ LG G7 OLED TV เป็น Soundbar สี Rose Gold ดูหรูหรา ผมชอบสีนี้เป็นพิเศษเพราะชื่นชอบนาฬิกาข้อมือที่ใช้ Rose Gold เป็นส่วนประกอบ คือมันจะดูสวยแพงแบบทันสมัยไม่ได้ดูป๋าเหมือนพวกสีทองที่มักจะเหลืองจ๋า กำลังขับของ Soundbar ตัวนี้สูงถึง 60 Watts ไฮไลท์คือรองรับระบบเสียง Dolby Atmos ซะด้วย Dolby Atmos คือระบบเสียงรอบทิศงทางแบบใหม่ล่าสุดที่เพิ่มมิติเสียงรอบทิศทางด้านบน Top Surround ด้วยลำโพงบนเพดาน เพื่อสร้างสนามเสียงนั้นครอบคลุม 360 องศา แต่ของ LG G7 จะเป็นลักษณะของการจำลองเสียงแบบ Dolby Enabled Speaker คือยิงเสียงจากลำโพง Soundbar ขึ้นเพดานแล้วชิ่งลงมายังผู้รับชมแทน การรองรับระบบเสียง Dolby Atmos นั้นจะผ่านการสตรีมมิ่งบนแอพในตัวเครื่องเท่านั้น อย่างเช่นเรื่อง Okja ใน Netflix นี่เป็นระบบเสียง Dolby Atmos ให้แต่ต้นเลย ส่วนหากคอนเทนต์ที่ดูผ่าน HDMI จะสามารถจำลองเสียงจากแบบปกติให้มีความใกล้เคียง Dolby Atmos ได้ สามารถเข้าไปเลือกปรับใช้ฟีเจอร์จำลองเสียงนี้ได้ที่เมนูด้านใน

โหมดเสียงสำเร็จรูปมี Standard / Cinema / Clear Voice / Football / Music / Game
มีโหมดเสียงรอบทิศทางอย่าง Ultra Surround ซึ่งถือว่าใช้ได้ 
เสียงเปิดโปร่งกว้างขึ้น แถมฟังสบายขึ้นซะด้วย

คุณภาพเสียงโดยรวมก็จัดว่ามีความหนักแน่นกว่าซีรีส์ E ที่เป็นลำโพง Soundbar เหมือนกัน แต่ให้พื้นที่ด้านหลังสำหรับการบรรจุลำโพงนั้นตื้นกว่าซีรีส์ G จึงเป็นข้อได้เปรียบของเจ้า G7 ที่จัดเต็มดอกลำโพงไว้ด้านใน ทดสอบจากเพลง I saw her standing there ในคอนเสิร์ตของป๋า Billy Joel ที่ได้ Paul McCartney แห่งวง The Beatles มาฟีเจอริ่ง ซึ่ง G7 ก็ถ่ายทอดเพลงออกมาได้ค่อนข้างสนุก เบสมีน้ำหนัก ฟังแล้วคึกคัก ส่วนการดูหนังก็ยกระดับจากลำโพงทั่วไปแบบขาดลอยเช่นกัน ฟังแล้วสนุก ไม่มีอาการเหือดแห้งโผล่ออกมาให้ได้ยิน ติเล็กน้อยเรื่องความใสก็อาจจะมิได้ใสปิ๊งดั่งตาตั๊กแตนนัก ส่วนเรื่องมิติเสียงของ Dolby Atmos นั้นก็อาศัยหลักการยิงเสียงขึ้นบนเพื่อชิ่งลงมาเพื่อสร้างสนามเสียงด้านบน ระดับความลอยทีได้จริงก็อยู่ประมาณหนึ่งคือจะอยู่ประมาณด้านบนสุดของจอ อาจจะไม่สูงเหนือหัวจริงแบบลำโพงฝังเพดาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความสูงเพดานด้วยว่ายิ่งต่ำจะยิ่งเห็นผล หากเพดานสูงไม่เกิน 2.7 เมตรพร้อมระยะนั่งรับชมไม่เกิน 2.75 เมตรจะยังรู้สึกถึงมิติความลอยได้อยู่ เป็นกิมมิคลูกเล่นด้านเสียงที่พอเอามาใช้งานกล้อมแกล้มได้

ทดสอบด้วยคอนเสิร์ตของป๋า Billy Joel

Extra – เพิ่มเติม

webOS ยังคงเป็นระบบปฏิบัติการคู่บุญของ LG Smart TV มาถึง 4 เจนเนอเรชั่นด้วยกัน ตั้งแต่ 1.0 / 2.0 / 3.0 และมาในปี 2017 นี้ก็เดินทางมาถึงเวอร์ชั่น 3.5 ซึ่งลูกเล่นและความคล่องตัวก็อัพเกรดขึ้นมาตามลำดับเช่นกัน แต่จุดเด่นคือเรื่อง “การใช้งานที่แสนง่าย”  ด้วย Magic Remote ตัวเก่ง ที่มีการใช้งานแบบ “แอร์เมาส์” พร้อม “ลูกศร” บอกตำแหน่งโชว์บนหน้าจอทีวี  มีแอพพลิเคชั่นให้ดาวน์โหลดพอประมาณ ทีเด็ดสุดผมยกให้ Netflix แอพดูซีรีส์และหนังของต่างประเทศ ที่มีซีรีส์ความละเอียด 4K พร้อม HDR  ติดมาให้ด้วย ซึ่งในตอนนี้ซีรีส์และหนังใน Netflix มีมาตรฐาน Dolby Vision ที่ LG G7 ตัวนี้รองรับให้ทดสอบรับชมกันอยูหลายเรื่อง ส่วนแอพส์ดูหนังและซีรีส์หลักๆก็ยังมีให้ครบ อาทิ YouTube, MonoMaxx, Google Movies, Amazon ในขณะที่แอพส์เกมส์ก็เล่นพอขำๆได้ บางเกมส์ก็ใช้ Magic Remote ควบคุมแบบแอร์เมาส์ได้ด้วย

webOS 3.5 มีลูกเล่นปลีกย่อยเพิ่มเติมขึ้นมาหลายจุดอยู่ ได้แก่

1) การรับชมคอนเทนต์ VR แบบ 360 องศา
2) การเล่นไฟล์เพลงจาก USB ในขณะที่เปิดช่องรายการต่างๆอยู่ ตลอดจนดูเนื้อร้อง (ไฟล์ต้องมีเนื้อร้อง)
3) การเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือด้วยแอพ LG TV Plus
4) ฟีเจอร์ซูมภาพแบบ Picture in Picture ในตำแหน่งที่ต้องการ พร้อมบันทึกวีดีโอที่ซูมลงใน USB
5) Magic Link ที่จะช่วยค้นหาและดึงวีดีโอคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับรายการดิจิตอลทีวีที่เรารับชมอยู่มาจัดแสดงให้เราเลือกรับชมเพิ่มเติม

แผงเมนูหลักของ webOS 3.5 ที่รวมแอพส์เด็ดๆที่ใช้บ่อยเอาไว้หน้าแรก
วิธีการเรียกแผงนี้ขึ้นแสดงหน้าจอก็เพียงแค่กดปุ่ม Home

LG Content Store หรือศูนย์รวมแอพพลิเคชั่นให้เราเลือกดาวน์โหลด

Netflix แอพดูหนังและซีรีส์อันดับ 1 ของโลก
มีความละเอียดแบบ 4K HDR และ Dolby Vision ให้เลือกชมด้วย

YouTube แอพสามัญประจำเครื่อง

ฟังมิวสิควีดีโอเพลง Versace On The Floor ของ Bruno Mars 
ซึ่งคำร้องและทำนองนี่รัญจวนเร้าอารมณ์มาก 
ยิ่งมีลำโพง Soundbar ยิ่งไล่ฟังเพลงโปรดผ่าน YouTube ได้มีอรรถรสยิ่งขึ้น

แอพ Amazon Video มีความละเอียดแบบ 4K Ultra HD เช่นกัน แต่จำนวนเรื่องจะน้อยกว่า Netflix

ส่วนแอพ Google Play Movies & TV ก็มีหนังให้เลือกซื้อเลือกเช่า
หนังจะสดใหม่มากที่สุด แต่ก็จะตามมาด้วยระดับราคาที่ไม่สดชื่นเสียเท่าไหร่

แอพ LG On TV เป็นแอพที่ LG และ LCDTVTHAILAND ร่วมกันพัฒนาขึ้นมา
เพื่อแนะนำการใช้งาน Smart TV แบบเจาะลึก รวมถึงแนะนำฟีเจอร์ใหม่ๆบนทีวี LG

แอพ LG On TV นำเสนอในรูปแบบวีดีโอโดยทีมงาน LCDTVTHAILAND ที่คุ้นหน้าคุ้นตาทั้ง
คุณโรมัน คุณ DearSir และคุณบิ๊กบูม

พวกเกมส์ก็จะเน้นเป็นแนว Puzzle โดยส่วนใหญ่จะสามารถใช้ Magic Remote ควบคุมได้

แอพ LG TV Plus แนะนำให้โหลดติดมือถือไว้ได้เลย เป็นแอพที่ทำให้ท่านใช้มือถือควบคุมทีวีได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการแชร์วีดีโอไปเล่นบนจอทีวี การเลือกเล่นตอนบนแอพส์หนังซีรีส์ต่างๆได้สะดวกขึ้น หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนมือถือให้เป็นรีโมทคอนโทรลเต็มรูปแบบ

Conclusion – สรุป

ข้อดี

1) ดีไซน์สวยเฉียบคมสมเป็น Signature Series
2) ระดับสีดำที่ดำสนิท ส่งเสริมให้แสดงสีสันได้เจิดจรัส
3) รองรับมาตรฐานภาพ HDR แบบ Dolby Vision 
4) มีโหมดภาพ Expert ISF ที่ให้แสงสีเที่ยงตรง พร้อมโหมดปรับภาพอย่างละเอียด
5) webOS 3.5 พร้อม Magic Remote ใช้งานได้ดีและง่าย
6) รองรับระบบภาพ HDR และเสียง Dolby Vision และ Dolby Atmos ใน Netflix

ข้อเสีย

1) ฐานตั้งกว้างมาก ตวรจสอบชั้นวางทีวีที่บ้านให้ดี
2) เอฟเฟกต์เสียง Dolby Atmos หากให้เห็นผลเพดานต้องต่ำไม่ควรเกิน 2.7 เมตร
3) G6 ปีที่แล้วมี 3D แต่ G7 ไม่มีแล้ว แอบเสียดาย 3D ที่หายไปทั้งตลาด
4) ราคาค่อนข้างกระโดดไปไกลจากพวกซีรีส์ E และ B

หากติดตั้งแบบแขวนผนัง ตัวลำโพง Soundbar สามารถพับขึ้นได้เช่นนี้

LG 65G7T “Signature Series” OLED TV
ราคาเปิดตัว 299,990 บาท
(อัพเดท 9/2017 ราคาเปิดตัวปรับเป็น 249,990 บาท)

สรุป

LG 65G7T Signature Series OLED TV คือทีวีระดับท็อปคลาสทั้งในแง่ของงานดีไซน์ไปจนถึงคุณสมบัติความเป็นทีวีที่เหนือกว่าทีวี ! การออกแบบของ Signature Series จัดว่าสวยคม หรูหราทั้งรูปลักษณ์และวัสดุ ไม่ว่าจะแขวนหรือตั้งโต๊ะก็สวยสะท้านทั้งคู่ หรือไม่ว่าจะเปิดหรือปิดภาพ ก็ยังคงแผ่รัศมีความ Extravagance หรูหราไฮโซเอาไว้ทั่วห้อง คุณภาพของภาพก็อยู่ในเกณฑ์ “ดีเลิศ” แทบจะไม่มีจุดให้ติ สีดำดำสนิทส่งผลให้การแสดงแสงสีนั้นทะยานไปได้สุด กระแทกให้มิติภาพมีความหลุดลอย จนได้กลิ่นอายเป็นภาพ 3 มิติโดยมิต้องใส่แว่น จุดเด่นที่ฉีกหนีชาวบ้านคือรองรับมาตรฐาน HDR ขั้นสูงสุดในตลาดอย่าง Dolby Vision ในขณะที่ค่ายอื่นส่วนใหญ่จะไม่รองรับ หรือถึงจะรองรับก็จะต้องรออัพเดทเฟิร์มแวร์ภายหลัง ระบบเสียงก็เป็นทีวีรุ่นแรกๆที่รองรับ Dolby Atmos เป็นการผนึกกำลังมาตรฐานภาพและเสียงระดับท็อปจากค่าย Dolby เอาไว้ภายในเครื่องเดียว สุดท้ายมีระบบ Smart TV อย่าง webOS 3.5 เคียงคู่ Magic Remote ชิ้นงาม ซึ่งเนื้อแท้ของ webOS คือการใช้งานอันแสนง่ายดาย มีแอพส์ดูหนังและซีรีส์หลักๆให้เลือกรับชมอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะ Netflix นี่มีซีรีส์ภาพแบบ 4K Dolby Vision ให้เลือกดูอยู่หลายเรื่อง จึงสามารถใช้ประสิทธิภาพสูงสุดของ G7 ได้อย่างเต็มที่ตั้งแต่เปิดเครื่องครั้งแรก

สรุปว่าหากมีงบประมาณสูงจัด แล้วต้องการ “สุดยอดภาพ” ภายใต้ “สุดยอดงานดีไซน์” LG OLED TV G7 Signature Series ตัวนี้ตอบโจทย์ทุกข้อ คู่ควรกับชื่อซีรีส์ระดับ “ลายเซ็น” เป็นทีวีที่มีตั้งไว้กลางบ้านแล้วยกระดับบารมีเจ้าสัวสุดๆ…ฟังธง !!!

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
Prev post
Next post

Leave a comment

All blog comments are checked prior to publishing

Thanks for subscribing!

This email has been registered!

Shop the look

Choose options

Have Questions?
Back In Stock Notification

Leave your email and we will notify as soon as the product/variant is back in stock

is added to your shopping cart.

Choose options

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้