Skip to content
|

รีวิว JBL Bar 5.1 ซิสเต็มรุ่นคุ้ม 2 In 1 เป็นได้ทั้งซาวด์บาร์ และชุดโฮมเธียเตอร์ไร้สาย

by EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 17 Feb 2022 0 comments

5.1-Channel 4K Ultra HD Soundbar

JBL Bar 5.1

ราคา 28,900 บาท

อาการที่พบเห็นบ่อยๆ ของหลายๆ ท่านที่กำลังเลือกซื้อซาวด์บาร์ นั่นคือ “อาการรักพี่เสียดายน้อง” ลังเลเลือกไม่ถูกว่าจะเลือกซื้อซาวด์บาร์ หรือชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์เต็มระบบดี เพราะทั้งสองต่างก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่จะดีสักแค่ไหน ถ้าทั้งสองอย่างถูกรวมกันไว้ในเครื่องเดียว เป็นให้ได้ทั้งซาวด์บาร์สุดแสนจะประหยัดพื้นที่ และกลายร่างเป็นชุดโฮมเธียเตอร์ 5.1 แชนแนล เพิ่มอรรถรสการรับชมแบบเต็มๆ

และที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน JBL ได้ปล่อยซาวด์บาร์รุ่นล่าสุดออกมาในชื่อ Bar 5.1 แค่ชื่อก็พอจะเดาลูกเล่นได้แล้ว JBL Bar 5.1 รุ่นนี้เป็นซาวด์บาร์ที่สามารถแยกชิ้นส่วนออกมา แถมด้วยซับวูฟเฟอร์ไร้สายไซส์ยักษ์ รองรับการติดตั้งในรูปแบบ 5.1 แชนแนล ราคาเปิดตัวก็สูสีกับชุด HTiB อยู่ที่ 28,900 บาท น่าสนใจขนาดนี้ ประสิทธิภาพจริงๆ จะโดนใจหรือเปล่า มาชมรีวิวกันเลยดีกว่า…

Design – การออกแบบ

JBL Bar 5.1 มาในรูปลักษณ์แท่งสี่เหลี่ยมขนาดยาว ขอบโค้งมนดูทันสมัย หน้ากว้างอยู่ที่ 45 นิ้ว (รวมลำโพงเซอร์ราวด์) ความสูง 2.3 นิ้ว ขนาดพอดีกับทีวีทั่วไป ตัวเครื่องทั้งหมดครอบด้วยตะแกรงอะลูมิเนียมแข็งแรง ให้ความทนทานสูง ตรงกลางมีโลโก้ JBL ส่วนข้างๆ กันเป็นจอแสดงผล LED ซ่อนอยู่หลังตะแกรง จอมีขนาดใหญ่ เห็นตัวหนังสือได้ชัดเจน

รูปลักษณ์และขนาดตัวต่างจากซาวด์บาร์ JBL รุ่นก่อนหน้า ที่มีดีไซน์ยกสูง ขอบโค้งเว้า

ด้านบนมีปุ่ม ปิด/เปิดเครื่อง, ปุ่มเพิ่ม/ลดความดัง และปุ่มสลับอินพุตการเชื่อมต่อ

ตัวซาวด์บาร์ให้กำลังขับรวมอยู่ที่ 150W ส่วนซาวด์บาร์ข้างละ 30W ประกอบด้วยดอกลำโพง Racetrack ขนาด 2.25 นิ้ว จำนวน 6 ดอก และทวีตเตอร์ขนาด 1.25 นิ้ว จำนวน 3 ดอก มีโหมดเสียงให้เลือกใช้ถึง 5 โหมด ได้แก่ Standard – ให้เสียงแบบไม่ปรุงแต่ง, Music – โหมดเสียงสำหรับฟังเพลง,Movie – เพิ่มความกระแทกกระทั้นในการรับชมภาพยนตร์, Voice – เน้นเสียงพูดของภาพยนตร์ให้ชัดขึ้น และสุดท้าย Sport – เพิ่มเสียงย่านต่ำกับแหลมให้จัดจ้านมากกว่าเดิม

จอแสดงผล LED สว่างชัดเจน หากรู้สึกว่าแสงจ้าแยงตา สามารถลดความสว่างได้บนรีโมท

หน้าตาของลำโพงเซอร์ราวด์ บริเวณขั้วต่อจะมีสัญลักษณ์บอกข้าง

ช่องต่อด้านหลังมีให้ครบครัน มีช่องต่ออินพุต HDMI จำนวน 4 ช่อง เอ๊าท์พุต HDMI ARC จำนวน 1 ช่อง ทุกช่องจะรองรับ HDCP 2.2 สามารถส่งผ่านสัญญาณภาพ 4K HDR ได้อย่างไม่มีปัญหา นอกจากนี้ยังมีช่องต่อ Optical และ AUX 3.5 มม. ด้วย อีกหนึ่งจุดน่าสนใจของรุ่นนี้ยังอยู่ที่ช่องต่อ USB 2.0ซึ่งซาวด์บาร์ทั่วไปจะมีเอาไว้สำหรับอัพเดทเฟิร์มแวร์เท่านั้น แต่ในรุ่นนี้สามารถใช้เล่นไฟล์ได้ ส่วนสกุลไฟล์ที่รองรับก็ได้แก่ MP3 และ WAV หรือจะเชื่อมต่อฟังเพลงแบบไร้สาย รุ่นนี้ก็รองรับสัญญาณ Bluetooth เวอร์ชั่น 4.2 ด้วย

ช่องต่อด้านหลังจะทำมุมเฉียงเล็กน้อย มีสัญลักษณ์บอกชัดเจน

มีช่องต่อ HDMI ARC รองรับการถอดรหัสเสียง Dolby Digital จาก Netflix

ลำโพงเซอร์ราวด์ซ้าย – ขวา สามารถถอดแยกออกมาได้อย่างง่ายดาย ออกแรงดึงนิดหน่อยก็ออกแล้ว เนื่องจากยึดติดระหว่างเซอร์ราวด์กับตัวซาวด์บาร์มีลักษณะคล้ายแม่เหล็ก และมีขั้วยึดแข็งแรง หากแยกกัน จะสังเกตเห็นแท่งเหล็กยื่นออกมาจากซาวด์บาร์ แท่งเหล็กนี้มีไว้สำหรับชาร์จไฟเข้าลำโพงเซอร์ราวด์นั่นเอง เมื่อเสียบลำโพงเซอร์ราวด์เข้าซาวด์บาร์แล้วทำการปิดเครื่องโดยไม่ดึงปลั๊กออก ซาวด์บาร์ก็จะทำการชาร์จไฟแบบอัตโนมัติ จะแสดงไฟสถานะสีแดงขึ้นมาที่ด้านบนตัวเครื่อง

สามารถจัดวางได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ไม่ต้องมีสายโยงใยให้เกะกะ

ขนาดของลำโพงเซอร์ราวด์มาความยาว 6.5 นิ้ว เป็นลำโพงไร้สายสมบูรณ์แบบ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ไม่ต้องเสียบปลั๊กหรือโยงสายใดๆ ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 10 ชม. จากการชาร์จเพียง 3 ชม. ติดตั้งได้ทั้งแบบวางแนวนอน วางแนวตั้ง หรือกระทั่งแขวน ซึ่งภายในกล่องก็ให้ชุดติดตั้งแบบแขวนมาอย่างครบครัน ส่วนใครจะวางนอนวางตั้งบนชั้นวางก็ไม่มีปัญหา มีฐานเป็นยางกันสะเทือนสำหรับการติดตั้ง 2 แบบนี้ ตรงส่วนประกบเข้าซาวด์บาร์มีปุ่ม Power สำหรับปิดเมื่อไม่ใช้งาน และยังมีช่องต่อ Micro USB เพื่อชาร์จไฟ หากไม่ต้องการเสียบเข้ากับตัวเครื่องซาวด์บาร์

เสียบเข้า-ออกสะดวก มีความแข็งแรงสูง ไม่ต้องกลัวข้อต่อหลวมหรือเสียหาย

มีช่องต่อ Micro USB มาให้ด้วยนะ!

ขยับมาดูซับวูฟเฟอร์ไร้สายกันบ้าง แรกเห็นต้องรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะขนาดตัวที่มาในไซส์มหึมา ด้วยความสูงกว่า 16 นิ้ว บวกหน้ากว้างอีก 12 นิ้ว แถมน้ำหนักยังมากกว่าทั่วไปที่ 13 กก. มีดีไซน์แบบยิงเสียงลงพื้น ผ่านดอกลำโพงขนาด 10 นิ้ว ให้กำลังขับสูงสุด 300W รับส่งสัญญาณจากซาวด์บาร์ที่คลื่นความถี่ 5.8GHz

ซับวูฟเฟอร์ไซส์ยักษ์ แรงขับ 300W สะเทือนทั้งบ้านแน่นอน

ดอกลำโพงก็มีขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน ลงเสียงได้ต่ำถึง 35Hz

ด้านหลังเรียบง่าย มีเพียงช่องต่อสายไฟ และปุ่มเชื่อมต่อสัญญาณกับซาวด์บาร์ 
หากขึนไฟแสดงผลสีขาว แปลว่าเชื่อมต่อแล้วเรียบร้อย

รีโมทของ Bar 5.1 มีการจำแนกปุ่มออกมาชัดเจน ช่วยให้ใช้งานได้ง่ายกว่ารุ่นก่อนๆ ซึ่งซาวด์บาร์รุ่นนี้รองรับ HDMI CEC สามารถใช้ร่วมกันกับรีโมททีวีได้ ปุ่มคำสั่งที่น่าสนใจ ได้แก่ ปุ่มเพิ่ม/ลดเสียงเบสและเซอร์ราวด์, Sound Mode – โหมดเสียงต่างๆ , SoundShift – สลับเสียงการใช้งาน, Night Mode – โหมดเสียงกลางคืน, Dim Displays – ลดความสว่างของไฟหน้าจอ, Audio Sync – ปรับให้ภาพและเสียงสัมพันธ์กัน และสุดท้าย ปุ่ม Calibration ปุ่มนี้คืออะไร มาดูในส่วนถัดไปเลย

รีโมทใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน สัญลักษณ์บอกชัดเจน

Features – ลูกเล่น

ซาวด์บาร์ที่แยกร่างมาเป็นระบบ 5.1 แบบนี้ จะให้ความเซอร์ราวด์ที่ดีเท่าชุดโฮมฯ จริงๆ ได้หรือ? เชื่อว่านี่คงเป็นคำถามที่ยังคงอยู่ในใจหลายๆ ท่าน แต่ทาง JBLก็ตอบโจทย์เหล่านั้นด้วยฟีเจอร์ Auto Calibration ทำการปรับแต่งคาลิเบรทเสียงแบบอัตโนมัติ ใช้เวลาจูนเสียงเพียงนาทีเดียวเท่านั้น ก็ให้ความมันได้แล้ว

ไมโครโฟนรับเสียงสำหรับการคาลิเบรท สายมีขนาดยาว ใช้ได้กับห้องขนาดทั่วไป

วิธีการใช้ก็ไม่ยาก จัดวางชุดลำโพงในรูปแบบ 5.1 ให้เรียบร้อย จากนั้นนำไมโครโฟนรับเสียงภายในชุด เชื่อมต่อเข้ากับซาวด์บาร์ โดยช่องต่อจะอยู่บริเวณปลายซาวด์บาร์ (จุดเสียบลำโพงเซอร์ราวด์ด้านขวา) เชื่อมต่อแล้วให้วางไมโครโฟนรับเสียงในระดับเดียวกับหูขณะนั่งฟัง กดปุ่ม Calibration ค้างไว้ประมาณ 3 วินาที เมื่อจอแสดงผลบนซาวด์บาร์ขึ้นคำว่า Calibration พร้อมนับถอยหลัง 5 วินาที ผู้ใช้งานควรออกจากจุดฟัง รอซาวด์บาร์ทำการคาลิเบรทไม่เกิน 1 นาที จะมีคำว่า Done ขึ้นที่หน้าจอ นั่นหมายถึงเสร็จสิ้นการคาลิเบรท พร้อมรับชมกันได้แล้ว

รูเสียบไมโครโฟนรับเสียงจะอยู่ข้างข้อต่อลำโพงเซอร์ราวด์

หากคาลิเบรทแล้วยังได้เสียงไม่ถูกใจ สามารถเลือกปรับตามโหมดเสียงได้ที่ Sound Mode ทั้งเพิ่มลดระดับเสียงของลำโพงเซอร์ราวด์และซับวูฟเฟอร์ เพื่อสร้างความสมดุลย์ของเสียงด้วยตัวเองได้ และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ให้มา SoundShift ช่วยให้ผู้ใช้งานสลับเสียงจากอินพุต โดยที่ยังคงรับชมภาพจากอีกอินพุตในขณะเชื่อมต่อกับเครื่องเล่นอื่นๆ ได้ เช่น รับชมภาพยนตร์จากเครื่องเล่น Blu-ray แต่เปิดเสียงเพื่อฟังเพลงจาก Bluetooth เป็นต้น

หน้าตาเรียบง่าย แต่ลูกเล่นมากมาย มี 2 ร่าง ในรุ่นเดียว

Sound – เสียง

หลังจากติดตั้งพร้อมคาลิเบรทเสียง ในที่สุดก็มาถึงเวลาทดสอบ เมื่อเทียบคุณภาพเสียงที่จากเปิดฟังครั้งแรกกับพ้นระยะเบิร์นเสียงแล้ว เสียงที่ได้นั้นไม่ต่างกันมาก ซาวด์บาร์รุ่นนี้ให้เสียงที่ดีมาตั้งแต่โรงงาน แทบไม่ต้องเบิร์นเลย พร้อมฟังได้ทันที บวกกับการจับคู่สัญญาณทั้งของซับวูฟเฟอร์และลำโพงเซอร์ราวด์ที่มีมาแต่แรก ไม่ต้องค้นหาสัญญาณเองให้วุ่นวาย ตอบโจทย์ด้านความสะดวกในการใช้งานเป็นอย่างมาก

คอนเท็นต์แรกที่ใช้ทดสอบเป็นแผ่นทดสอบเสียงระดับอ้างอิง นั่นคือแผ่น Dolby Atmos Demo Blu-ray ที่ทาง Dolby เป็นผู้ผลิตเอง แผ่นนี้จะมีฟอร์แมตเสียง 2 รูปแบบ ได้แก่ Dolby Atmos และ Dolby Digital Plus ซึ่ง JBL Bar 5.1 รองรับระบบเสียง Dolby Digital, Dolby Pro Logic II และ DTS ไม่สามารถถอด Dolby Atmos ได้

แผ่นทดสอบระอ้างอิงจาก Dolby ซึ่งคอนเท็นต์นี้มีการกำหนดเสียงและภาพให้มีตำแหน่งตรงกัน 
ด้าน JBL Bar 5.1 ก็ตอบสนองได้แม่นยำ ตรงตามวัตถุในภาพ

ซึ่งคอนเท็นต์ทดสอบเซอร์ราวด์ที่ยอดเยี่ยมของแผ่นนี้ คงหนีไม่พ้น Audiosphere และ Horizon ที่มีการโยนเสียงเซอร์ราวด์ชัดเจน ตัวซาวด์บาร์ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ระบุตำแหน่งของแต่ละเสียงได้อย่างดี เซอร์ราวด์ว่องไว ให้ความฉวัดเฉวียนรุกเร้า เสียงเซอร์ราวด์มีความต่อเนื่องไม่ขาดช่วง หากทำการปิดตา Blind Testคงต้องนึกว่าเสียงมาจากชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์จริงๆ แน่นอน

มาพิสูจน์คุณภาพเสียงกันต่อด้วยภาพยนตร์ Valerian and the City of a Thousand Planets ยกตัวอย่างจากฉากที่ตัวเองขับยานไล่ตามคนร้ายที่ลอบมาลักพาตัวนายพลฯ ไป JBL Bar 5.1 ตอบสนองต่อรายละเอียดเสียงต่างๆ และโยนเสียงเซอร์ราวด์ได้รวดเร็ว เสียงต่างๆ ที่วูบมาผ่านหู ให้อารมณ์เหมือนอยู่ในยานจริงๆ ส่วนเนื้อเสียงก็อยู่ในเกณฑ์ดี เสียงค่อนข้างโปร่ง ให้เสียงกลางและแหลมที่ชัดกระจ่าง แต่ไม่เสียดหู ไม่จำเป็นต้องใช้โหมดเสียง Voice มากดย่านเสียงอื่นแล้วดันย่านเสียงกลางขึ้น จนขาดอรรถรสของภาพยนตร์

รองรับ HDCP 2.2 ส่งผ่านสัญญาณภาพจากเครื่องเล่นไปยังทีวีได้อย่างคมชัด

ซับวูฟเฟอร์ให้เบสที่ต่ำลึก แผ่เสียงเบสให้สะเทือนได้อย่างดี ฉากตูมตามก็ให้น้ำหนักกระแทกกระทั้นได้ยอดเยี่ยมเช่นกัน แต่ความสัมพันธ์ของย่านเสียงเบส-กลาง ช่วงประมาณ 100Hz ระหว่างซับวูฟเฟอร์และซาวด์บาร์อาจขาดช่วงไปนิด เนื่องจากซับวูฟเฟอร์ไม่สามารถปรับจุดตัดเสียงได้ แต่โดยรวมแล้วยังฟังสนุก หนักแน่นทรงพลัง สมขนาดตัวที่บึกบึนจริงๆ ใครที่ชอบสไตล์เสียงเบสลึกๆ หนักๆ เขย่าบ้านให้สะเทือนรับรองว่าสมใจบวกกับความสามารถในการส่งสัญญาณเสียงที่ย่านความถี่ 5.8GHz ช่วยให้สัญญาณเสียงถูกส่งมาแบบเต็มๆ รองรับการติดตั้งระยะไกล จัดวางไว้ท้ายห้องก็ยังสามารถรับสัญญาณได้ดี

ส่วนด้านภาพนั้น ได้ทำการทดสอบเพิ่มเติมบนทีวี OLED เพื่อพิสูจน์ความสามารถการส่งผ่านสัญญาณ ซึ่ง Bar 5.1 ก็ส่งผ่านภาพ 4K HDR ได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง ไม่เกิดอาการภาพกะพริบ สีสันผิดเพี้ยน หรือจอดำ ให้ภาพที่ดีทุกช่องต่อ HDMI เลย แต่ถ้าไม่ต้องการเพิ่มความยุ่งยากในการสลับอินพุต ใช้วิธีง่ายๆ ด้วยการต่อ HDMI เพียงเส้นเดียวผ่านช่อง ARC สามารถถอดรหัสเสียง Dolby Digital 5.1 จาก Netflix ได้ด้วย

โหมดเสียงที่แนะนำสำหรับรับชมภาพยนตร์คงหนีไม่พ้นโหมด Movie โหมดนี้จะช่วยดันเสียงเบสให้มีเนื้อมีหนังขึ้น แต่ไม่กลับรายละเอียดเสียงอื่นๆ คาแรกเตอร์เสียงของชุดนี้ให้อารมณ์คล้ายกับชุดโฮมเธียเตอร์สำเร็จรูป คมชัด ปลายเสียงค่อนข้างเปิด ได้ปริมาณเสียงที่กำลังดี เหมาะต่อห้องขนาดเล็ก เช่น ห้องนอน, หอพัก หรือ คอนโดฯ เป็นต้น จนถึงห้องที่มีความใหญ่ขนาดปานกลางก็เอาอยู่ อีกหนึ่งจุดน่าชื่นชมอยู่ที่การรองรับการติดตั้งหลายรูปแบบของลำโพงเซอร์ราวด์ หากต้องการติดตั้งแบบแขวน ภายในชุดก็มีขายึดแขวนให้ด้วย

ใช้เล่นเกมก็บันเทิงไม่ใช่เล่น ส่งสัญญาณผ่านซาวด์บาร์ก็ไม่ทำให้เกิดอาการ Delay หรือ Input Lag สูง ให้สีสันจัดจ้าน พร้อมเสียงทรงพลัง สนองความต้องการของคอเกมอย่างเต็มอารมณ์

ทดสอบด้วยภาพยนตร์ไปแล้ว มาต่อที่การฟังเพลงกันบ้าง หากติดตั้งซาวด์บาร์รุ่นนี้ในรูปแบบ 5.1 อยู่ ตัวซาวด์บาร์จะไม่เล่นเสียงในรูปแบบ All Channel Stereo แต่จะจำลองระบบเสียงแบบอัตโนมัติ ขับเสียงบางส่วนออกมาที่เซอร์ราวด์ เพิ่มบรรยากาศของการรับฟัง หรืออยากได้เนื้อเสียงเต็มๆ จากจุดเดียวก็นำลำโพงเซอร์ราวด์ไปเชื่อมต่อกับซาวด์บาร์ได้อย่างไม่ยากเย็น

เสียงทดสอบจริงของ JBL Bar 5.1

JBL Bar 5.1 สามารถถ่ายทอดเสียงร้องออกมาได้ดี น้ำเสียงชัดเจน ปลายเสียงติดประกายแหลมเล็กน้อย มีเวทีเสียงที่กว้างพอตัว แยกเสียงเครื่องดนตรีออกเป็นชิ้นๆ ซึ่งในการฟังเพลงโหมด Music นั้น จะเพิ่มย่านเสียงกลางและแหลมขึ้นมา จนทำให้เสียงย่านแหลมมีฟุ้งบ้าง แนะนำว่าฟังในโหมด Standard จะได้สมดุลย์ที่ดีกว่า

ในด้านการรับชมคอนเสิร์ต เมื่อเซ็ตอัพเป็นรูปแบบ 5.1 ก็ถ่ายทอดอารมณ์และบรรยากาศมาได้หมดจด ลำโพงเซอร์ราวด์ช่วยขยายขอบเขตของพื้นที่ฟัง ให้อรรถรสที่โปร่งกว้าง ไม่ยัดเยียดเสียงจนรู้สึกอึดอัด คงความรู้สึกเหมือนอยู่ในฮอลล์เอาไว้อย่างแนบเนียน เนื้อเสียงเบสอาจยังไม่คมกระชับเท่าไร แต่ชดเชยมาด้วยความกระแทกกระทั้น ลงเสียงได้ลึก เพิ่มสัมผัสจากแรงสะเทือน

Rihanna อีกหนึ่งเจ้าแม่ R&B ที่มีสุ้มเสียงบาดแผดลึก ในสไตล์การร้องขึ้นจมูกอันเป็นเอกลักษณ์
ซึ่งซาวด์บาร์รุ่นนี้ก็ซื่อสัตย์ต่อผู้ฟังมาก ถ่อยทอดเสียงค่อนข้างเที่ยงตรง คงเอกลักษณ์เสียงร้องของ Rihanna ได้ไม่ผิดเพี้ยน

การเชื่อมต่อฟังเพลงผ่าน Bluetooth นั้น สามารถทำการจับคู่รับส่งสัญญาณได้อย่างลื่นไหล และเชื่อมต่อได้ในระยะไกลพอสมควร คุณภาพเสียงอยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ หรือใครใคร่จะฟังเพลงผ่านไฟล์ด้วย USB Drive ก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน ได้ทั้งไฟล์สกุล MP3 และ WAV ตัวเครื่องจะทำการเล่นเพลงแบบอัตโนมัติ ดูรายชื่อเพลงได้ที่บนหน้าจอซาวด์บาร์เท่านั้น นับว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ตอบโจทย์การฟังได้หลากหลาย

Conclusion – สรุป

ต้องบอกเลยว่า JBL Bar 5.1 ให้อารมณ์การฟังใกล้เคียงกับชุดโฮมเธียเตอร์เลยทีเดียว ให้ความเซอร์ราวด์ที่รุกเร้า โยนเสียงฉวัดเฉวียนว่องไว อันเป็นความสามารถจากการรับส่งสัญญาณที่ความที่ 5.8GHz ไม่มีความเหลื่อมให้ขุ่นเคืองใจ ทำได้ดีจนไม่คิดว่ามาจากซาวด์บาร์ ซึ่งลำโพงเซอร์ราวด์ใช้งานได้นานถึง 10 ชม. ชมกันยาวๆ ไม่ต้องกังวลว่าจะแบตเตอรี่หมดระหว่างรับชม อีกทั้งใช้งานง่าย สะดวกต่อการติดตั้ง ผู้ที่ไม่เคยใช้งานหรือไม่มีความรู้ด้านเครื่องเสียงเลย ก็สามารถปรับจูนคาลิเบรทเสียงได้ด้วยตนเอง

หากได้ฟังด้วยตัวเองแล้ว คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะตัดสินใจ เหมือนซื้อ 1 ได้ถึง 2 เป็นให้ทั้งซาวด์บาร์และโฮมเธียเตอร์ในเครื่องเดียว

ด้านการเชื่อมต่อก็ไม่ธรรมดา ใส่ช่องต่อมาให้ครบครัน โดยเฉพาะอินพุต HDMI ที่ให้มา 3 ช่องเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถเล่นไฟล์ผ่านช่องต่อ USB ต่างจากซาวด์บาร์ทั่วไปที่เอาไว้สำหรับการอัพเดทเฟิร์มแวร์เท่านั้น จึงทำให้ JBL Bar 5.1 เป็นอีกหนึ่งซาวด์บาร์มากความสามารถ ให้เสียงเซอร์ราวด์ได้จริง ไม่ต้องอาศัยการยิงเสียงชิ่งกำแพงอีกต่อไป ภายใต้น้ำเสียงโปร่งสบาย แต่ก็ให้ความกระแทกกระทั้นสะใจผู้ฟังทุกประเภท

สามารถรับชมตัวจริงเสียงจริงของ JBL Bar 5.1 ได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายหรือ โชว์รูมมหาจักร ซอยนานาเหนือ เปิดทำการทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 09.00-18.00 น. โทร. 02-256-0020-9

ข้อดีของ JBL Bar 5.1
1. เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทุกประเภท ติดตั้งง่าย รองรับการติดตั้งที่หลากหลาย สามารถคาลิเบรทเสียงได้แบบอัตโนมัติ 2. ให้ความเป็นระบบ 5.1 ได้ดีเยี่ยมไม่แพ้ชุด HTiB มีเนื้อเสียงที่ดี พร้อมโหมดเสียงหลายแบบ 
3. ลำโพงเซอร์ราวด์ใช้งานไร้สายได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีแม้กระทั่งสายไฟ ใช้ได้นานถึง 10 ชม. 
4. ช่องต่อสายสัญญาณครบครัน รองรับ 4K HDR

ข้อเสียของ JBL Bar 5.1
1. บริเวณช่องต่อสายสัญญาณค่อนข้างคับแคบ อาจไม่เหมาะต่อสายที่มีหัวเสียบขนาดใหญ่
2. ซับวูฟเฟอร์มีขนาดใหญ่และหนักกว่าทั่วไปมาก
3. ไม่รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi
4. ซับวูฟเฟอร์มีจุดตัดเสียงที่ต่ำ คาดว่าเร็วๆ นี้จะมีอัพเดทเฟิร์มแวร์มาแก้ไข

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
Prev post
Next post

Leave a comment

All blog comments are checked prior to publishing

Thanks for subscribing!

This email has been registered!

Shop the look

Choose options

Have Questions?
Back In Stock Notification

Leave your email and we will notify as soon as the product/variant is back in stock

is added to your shopping cart.

Choose options

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้