รีวิว Revel Concerta 2 !!? ความโมเดิร์นที่ผสานรวมน้ำเสียงแบบไฮเอ็นด์
Home Theater Speaker System
Revel Concerta 2 Series

Revel อีกหนึ่งแบรนด์ลำโพงไฮเอ็นด์สัญชาติอเมริกันเก่าแก่ ที่มีอายุอานามมากกว่า 2 ทศวรรษ แน่นอนหากพูดชื่อออกไป เชื่อว่านักเล่นเครื่องเสียงรุ่นเก๋าต้องรู้จักเป็นอย่างดี…
ความยอดเยี่ยมของลำโพง Revel ยืนยันได้จากการที่ถูกนำไปใช้อ้างอิงควบคู่กับแบรนด์เครื่องเสียงไฮเอ็นด์สัญชาติอเมริกันเหมือนกันอย่าง “Mark Levinson” เสมอ ซึ่งลำโพงที่นับเป็นตำนานแห่งเสียงอย่างแท้จริงของ Reve อาทิ Ultima Gem ลำโพงสร้างชื่อรุ่นแรกของแบรนด์ ถึงแม้จะมีดีไซน์แบบลำโพงวางขาตั้ง แต่ให้คุณภาพเสียงได้เด็ดดวงด้วยเทคโนโลยีการออกแบบตัวขับเสียงและตัวตู้ที่ทันสมัยมากในเวลานั้น และขาดไม่ได้กับซีรี่ส์ลำโพงที่สร้างตำนานมาอย่างต่อเนื่อง คือ Ultima Solon ลำโพงตั้งพื้นรุ่นเรืองธงที่มากับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ปัจจุบันได้รับการพัฒนามาถึงเจนเนอเรชั่นที่ 2

Ultima Salon ลำโพงตั้งพื้นรุ่นสูงสุดที่สร้างชื่อให้กับ Revel มาอย่างต่อเนื่อง ซ้ายมือคือเจนฯ แรก ส่วนขวามือเป็นเจนฯ 2 ที่ได้รับการพัฒนาล่าสุด
อย่างไรก็ดีด้วยการวางตำแหน่งรุ่น Ultima Salon โดยเน้นเทคโนโลยีขั้นสูงสุดเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงระดับสุดยอดไร้การประนีประนอม ระดับราคาจึงย่อมต้องสูงเป็นเหตุเป็นผลกัน หาก Revel ต้องการกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมขึ้น จึงต้องทำการออกแบบและผลิตลำโพงซีรี่ส์ที่มีระดับราคาย่อมเยาลงตามออกมา อาทิ Performa และ Concerta ซึ่งแน่นอนว่ายังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเด่นๆ ด้านเสียงจากรุ่นท็อปมาด้วย
ล่าสุดนับเป็นข่าวดีที่ Revel ได้เปิดตัว Concerta 2 ซีรี่ส์ลำโพงระดับความคุ้มค่าสูงเจนเนอเรชั่นล่าสุด ที่มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ทันสมัย กับคุณภาพเสียงตามแบบฉบับสายเลือดลำโพงไฮเอ็นด์ ดังจะกล่าวถึงต่อไปในรีวิวนี้…
Design – การออกแบบ
ลำโพงในซีรี่ส์ Concerta 2 ของ Revel มีทั้งหมด 6 รุ่นด้วยกัน ประกอบไปด้วย ลำโพงตั้งพื้น 2 รุ่น ได้แก่ F36 และ F35, ลำโพงวางหิ้ง M16, ลำโพงขนาดเล็กแบบแขวนผนัง S16, ลำโพงเซ็นเตอร์ C25 และลำโพงแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์รุ่น B10

Revel Concerta 2 ทุกรุ่นที่กล่าวไปข้างต้น สามารถเลือกสีตัวตู้ได้ 2 สี คือ สีขาว และ สีดำ ผ่านการเคลือบผิวมันเงาแบบเปียโน (ในรูปคือสีขาว) สามารถไปดูตัวจริงที่โชว์รูมมหาจักร มีโชว์ทั้ง 2 สีเลยครับ

ดังที่เรียนไปตอนต้นว่า Revel ผลิตลำโพงไฮเอ็นด์ขึ้นชื่ออย่างรุ่นเรือธง Ultima Series มาแล้ว ด้วยประสบการณ์ที่มี จึงนับเป็นประโยชน์สำหรับรุ่นรองลงมา เพราะจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับสูงเหล่านั้น นอกจากดีไซน์ตัวตู้ที่ดูโมเดินร์นขึ้นแล้ว ภายใน Concerta 2 ยังอัดแน่นไปด้วยเทคนิคเชิงวิศวกรรมทางเสียงขั้นสูงมากมาย

เริ่มจากรูปทรงตัวตู้โค้งมนเคลือบผิวภายนอกมันเงาดูสะดุดตานั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการคำนึงถึงความแกร่งของตัวตู้ลำโพงโดยรอบ เพื่อผลลัพธ์ทางเสียง ลดการก้องสะท้อนของเสียงส่วนเกินภายในตัวตู้ นอกจากนี้ยังเสริมโครงสร้างบริเวณใกล้กับเบสวูฟเฟอร์เพื่อให้ตัวขับเสียงทำงานได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น ลดโอกาสเกิดการกระพือ

ปัจจัยลำดับถัดมาซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดของลำโพง คือ ตัวขับเสียง ในส่วนของตัวขับเสียงสูง หรือ Tweeter นั้น Revel เพิ่มโครงสร้างพิเศษเข้าไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เหนือกว่า Tweeter ทั่วไป ได้แก่ Acoustic Lens และ Wave Guide

ทั้งนี้ Wave Guide หรือโครงสร้างโค้งเว้าบริเวณโดยรอบ Tweeter ทำหน้าที่ควบคุมมุมกระจายเสียงให้มีความต่อเนื่องโดยเฉพาะย่านความถี่ช่วงรอยต่อเสียงกลาง เพื่อให้มีความกลมกลืนเข้ากับ Woofer ที่จะรับช่วงต่อนั่นเอง นอกจากนี้ยังเพิ่มเกน หรือระดับเสียงของ Tweeter ขึ้นโดยรวมราว 3 – 7dB ส่วนของ Acoustic Lens จะช่วยเพิ่มระดับเสียงช่วงย่านความถี่ตั้งแต่ 9kHz ขึ้นไป ทำให้กินกำลังขับภาคขยายน้อยลง และลดทอนความเครียดที่จะเกิดขึ้น
รือแม้แต่โครงสร้างของ Tweeter เอง ทาง Revel ก็พัฒนามาได้ไม่ธรรมดา โดยในส่วนของไดอะแฟรมทรงโดมผลิตจากอะลูมิเนียม และมีการเพิ่มช่องว่างด้านหลังโครงสร้างแม่เหล็กเพื่อทอนความถีเรโซแนนซ์ให้ต่ำเพื่อขยายย่านการตอบสนองความถี่ของ Tweeter ให้สัมพันธ์กับโครงสร้างการควบคุมมุมกระจายเสียง

ถัดมา คือ Woofer กับเทคนิคการผลิตแบบพิเศษด้วยการใช้วัสดุไดอะแฟรมที่เรียกว่า Micro-Ceramic Composite (MCC) อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ Harman เป็นการนำเซรามิกสอดไส้กลางด้วยอะลูมิเนียมเพื่อเสริมจุดเด่นด้วยเนื้อวัสดุ 2 ชนิด ที่มีความแตกต่างเข้าด้วยกัน แล้วทำการวิเคราะห์ปรับปรุงให้ Woofer ทำงานอย่างเที่ยงตรงด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Klippel Analysis

และสุดท้าย คือ Bass-reflex port ที่มีชื่อเรียกว่า Constant Pressure Gradient Port อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ Harman เช่นเดียวกัน หลักการ คือ ดีไซน์โครงสร้างให้มีเส้นผ่านศูนย์กลางเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ เพื่อไม่ให้ขนานกันตลอดทั้งความยาวท่อ แนวทางนี้จะช่วยลดการก่อตัวของแรงต้าน การถ่ายเทมวลอากาศภายในท่อจึงเป็นไปโดยสมบูรณ์ ไม่ก่อให้เกิดความเพี้ยน
ก่อนจะพูดถึงการจัดซิสเต็มเพื่อทดสอบคุณภาพเสียง มาดูรายละเอียดของลำโพงในแต่ละรุ่นว่ามีความแตกต่างอย่างไรกันสักนิดครับ

ลำดับแรกเริ่มกันที่ F36 ลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่สุดของซีรี่ส์ ออกแบบเป็นลำโพงตู้เปิด มี Constant Pressure Gradient Port จำนวน 2 ชุด อยู่ทางด้านหลัง ติดตั้งตัวขับเสียงแบบ 2.5 ทาง 4 ไดรเวอร์ ประกอบไปด้วย Aluminium Tweeter ขนาด 1 นิ้ว และ Aluminium Woofer ขนาด 6.5 นิ้ว จำนวน 3 ชุด

ถัดมา F35 ลำโพงตั้งพื้นที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับ F36 แต่ย่อมลงมาทั้งขนาดตัวตู้และตัวขับเสียง ออกแบบเป็นลำโพงตู้เปิด มี Constant Pressure Gradient Port จำนวน 2 ชุด อยู่ทางด้านหลัง ติดตั้งตัวขับเสียงแบบ 2.5 ทาง 4 ไดรเวอร์ ประกอบไปด้วย Aluminium Tweeter ขนาด 1 นิ้ว และ Aluminium Woofer ขนาด 5.25 นิ้ว จำนวน 3 ชุด

C25 ลำโพงเซ็นเตอร์หนึ่งเดียวในซีรี่ส์ ออกแบบเป็นลำโพงตู้ปิด ติดตั้งตัวขับเสียงแบบ 2 ทาง 3 ไดรเวอร์ ประกอบไปด้วย Aluminium Tweeter ขนาด 1 นิ้ว ขนาบ 2 ข้างด้วย Aluminium Woofer ขนาด 5.25 นิ้ว จำนวน 2 ชุด

M16 ลำโพงวางขาตั้ง ออกแบบเป็นลำโพงตู้เปิด มี Constant Pressure Gradient Port อยู่ทางด้านหลัง ติดตั้งตัวขับเสียงแบบ 2 ทาง 2 ไดรเวอร์ ประกอบไปด้วย Aluminium Tweeter ขนาด 1 นิ้ว และ Aluminium Woofer ขนาด 6.5 นิ้ว

ด้านหลัง M16 จะเห็น Constant Pressure Gradient Port และจุดเชื่อมต่อสายลำโพง

Concerta 2 ทุกรุ่น ติดตั้งจุดเชื่อมต่อสายลำโพงไบดิ้งโพสต์ชุบทองแบบซิงเกิลไวร์ โครงสร้างขนาดใหญ่ การขันล็อคแน่นหนา สามารถใช้งานร่วมกับสายลำโพงตัวนำใหญ่ได้

หน้ากากผ้าสีกลมกลืนกับสีตัวตู้ลำโพง ใช้วิธียึดติดด้วยแม่เหล็ก การถอด-ใส่ง่ายดาย และยังช่วยให้แผงหน้าลำโพงดูส่วยงามปราศจากรูยึดหน้ากาก

สุดท้าย คือ ลำโพงแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ B10 มาพร้อมภาคขยายกำลังขับสูงถึง 800 วัตต์ (1600 วัตต์พีค) ออกแบบเป็นลำโพงตู้เปิด มี Constant Pressure Gradient Port อยู่ทางด้านหลัง ติดตั้งตัวขับเสียง Coated Fiber-Composite Cone แบบช่วงชักยาว ขนาด 10 นิ้ว

ที่ด้านหลัง B10 จะเห็น Constant Pressure Gradient Port ช่องต่อรับรับสัญญาณ (มีเฉพาะ Low-level input เท่านั้น) และปุ่มปรับเซ็ตจำนวนมาก ได้แก่ ปุ่มปรับชดเชยระดับเสียง (Subwoofer Gain), ปุ่มปรับจุดตัดความถี่ (Low-pass Crossover), ปุ่มชดเชยเฟส (Phase) และที่พิเศษ คือ ปุ่มปรับ Equalizer สำหรับปรับแก้อาการเบสบวมจากปัญหา Room Mode (แต่เลือกชดเชยได้แค่ช่วงความถี่เดียวเท่านั้น)
Setup – การติดตั้ง

ลำโพงตั้งพื้นทั้ง 2 รุ่น คือ F36 และ F35 มาพร้อมขายางรองรับที่บริเวณส่วนล่างของตู้ลำโพง จึงตั้งวางบนพื้นแข็งที่ได้ระดับ อาทิ พื้นกระเบื้อง พื้นไม้ ได้อย่างมั่นคง แต่กรณีที่เป็นพื้นพรมแนะนำติดตั้งเดือยแหลมจะให้ความมั่นคงดีกว่า
ส่วนลำโพงเซ็นเตอร์ C25 เนื่องจากตู้ลำโพงที่มีลักษณะโค้งเว้า จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดตั้งขายางรองรับ ลำโพงจะได้ไม่โยกเยกไปมา อีกทั้งยังใช้กำหนดมุมก้มเงยได้ด้วย โดยขายางที่ให้มาจะมีความสูง 2 ระดับให้เลือก
Sound – เสียง
ตอนที่เห็นเอกสารอ้างอิงการออกแบบและพัฒนา Concerta 2 ของทาง Revel ก็ไปสะดุดกับรูปนึง เป็นรูปที่ทางผู้ผลิตทำการทดสอบเปรียบเทียบคุณภาพเสียง Concerta 2 กับลำโพงแบรนด์ดังในท้องตลาด แน่นอนว่าหากไม่มั่นใจว่าเหนือกว่า คงไม่กล้าเผยแพร่… นี่ยื่งกระตุ้นต่อมอยากลองเข้าไปใหญ่ว่าเสียงของลำโพงรุ่นนี้จะออกมาดีเพียงใด

ภาพส่วนหนึ่งในขั้นตอนพัฒนาลำโพง Concerta 2 ซึ่งทาง Revel กล้าทำการอ้างอิงเปรียบเทียบคุณภาพเสียงกับลำโพงแบรนด์ดังที่เราๆ ท่านๆ คุ่นเคยกันดีหลากหลายยี่ห้อ นี่น่าจะยืนยันได้ว่าเสียงไม่ธรรมดาแน่นอน
การทดสอบในครั้งนี้ เป็นการอ้างอิงจากซิสเต็มลำโพงที่จัดแสดงอยู่ภายในโชว์รูมของทางตัวแทนจำหน่าย บริษัทมหาจักรฯ (นานา) โดยจะเน้นชุดลำโพง Revel Concerta 2 แบบ 5.1 แชนเนล ประกอบไปด้วย F36 = ลำโพงคู่หน้า, C25 = ลำโพงเซ็นเตอร์, M16 = ลำโพงเซอร์ราวด์ และ B10 = ลำโพงซับวูฟเฟอร์ ร่วมด้วย AV Receiver ของ Denon รุ่น AVR-X6300H

Denon AVR-X6300H AV Receiver ที่นำมาอ้างอิงทดสอบร่วมกับ Revel Concerta 2 ครั้งนี้

การทดสอบครั้งนี้ทำการอ้างอิงกับซิสเต็มที่ได้รับการติดตั้งอยู่ในโชว์รูมตัวแทนจำหน่าย บริษัทมหาจักรฯ (นานา)
เปิดกันด้วยภาพยนตร์ Deep Water Horizon ซึ่ง Concerta 2 ให้มิติเสียงโอบได้อย่างน่าทึ่ง การแจกแจงทิศทางของเศษวัตถุที่ปลิวว่อนจากแรงระเบิดมีความชัดเจน เสียงเอเฟ็กต์จากแรงระเบิดมีความดุดัน หนักแน่น ซึ่งต้องยกอานิสงส์ให้กับ B10 ลำโพงซับวูฟเฟอร์ ถึงแม้พื้นที่ด้านหลังห้องทดสอบจะเป็นโชว์รูมเปิดโล่ง นับรวมพื้นที่แล้วหลายสิบตารางเมตรจึงต้องเร่งวอลลุ่มสูงกว่าปกติ ทว่า B10 สามารถเติมเต็มย่านความถี่ต่ำอย่างแข็งขัน ไม่รู้สึกถึงความอ่อนเปลี้ย หรือมีอาการสำลักเบส ย่านความถี่ต่ำลึกเป็นระลอกให้สัมผัสกันได้ไม่ยาก
ความดุดันของย่านความถี่ต่ำ ยืนยันอีกครั้งด้วยคอนเสิร์ต Imagine Dragon: Smoke + Mirrors Live การกระหน่ำกลองมีพลังหนักแน่น แม้ลำโพงซับวูฟเฟอร์จะรับภาระเป็นหลัก แต่ก็ถือเป็นความท้าทายของลำโพงคู่หน้าในการถ่ายทอดย่านความถี่ต่ำ ซึ่ง F36 ให้ได้อย่างพอเพียง ความมันจึงบังเกิด เวทีเสียงโอ่อ่าสมขนาดตัว แต่ที่เด็ดถือเป็นความโหดหินลำโพงทั่วไป แต่ Concerta 2 ทำได้ คือ การแจกแจงรายละเอียดเสียงได้ดี ไม่ตีรวนสับสน
ทดสอบเสียงร้องดูบ้างกับ Susan Wong: My Live Stories ซึงไม่ว่าจะทดลองฟังแบบ 5.1 ตามระบบเสียงต้นฉบับ โดยลำโพงเซ็นเตอร์รับหน้าที่หลัก ไปจนถึงปรับการรับฟังแบบ Stereo เพื่อทดสอบศักยภาพของลำโพงคู่หน้า พบว่าไปในแนวทางเดียวกัน คือ ซิสเต็ม Concerta 2 นี้ ให้ความไหลลื่น ไม่มีความหยาบกร้านในน้ำเสียง ฟังได้ไหลลื่น เนียนสะอาด การแยกแยะชิ้นดนตรีกับเสียงร้องทำได้ชัดเจนดี กล่าวได้ว่าน้ำเสียงมีความกลมกล่อมทั้งการฟังเพลงและรับชมภาพยนตร์
อธิบายด้วยตัวหนังสืออาจจะไม่เห็นภาพ มาพิสูจน์กันด้วยวิดีโอรีวิว พร้อมการทดสอบคุณภาพเสียงจริงกันครับ แต่จะให้ดี ลองหาโอกาสไปสัมผัสรับฟังด้วยหูของท่านเองจะดีที่สุด ซึ่งโชว์รูมของทางมหาจักรฯ (นานา) พร้อมบริการทุกวัน เวลาทำการจันทร์ถึงศุกร์
Conclusion – สรุป
เป็นการผสานรวมรูปลักษณ์แนวโมเดิร์นที่ดูสวยงาม ทันสมัย เข้ากับคุณภาพเสียงอันเกิดจากเทคนิคการออกแบบลำโพงขั้นสูง ผลพวงประสบการณ์ของผู้ผลิตที่คร่ำหวอดอยู่กับลำโพงระดับไฮเอ็นด์มาช้านาน จึงไม่ทำให้ผิดหวังทั้งในแง่คุณภาพเสียงที่ให้ความเป็นดนตรีสูง พร้อมๆ กับสะกดอารมณ์จากภาพยนตร์ได้อย่างน่าประทับใจ

by ชานม !
2017-09