Skip to content
|

Let The SKYFALL !!! รีวิว B&W 684 Theatre 5.1

by EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 05 Jan 2022 0 comments

Home Theater Speaker System

B&W 684 Theatre 5.1

Let The SKYFALL !!!

(When it crumbles, we will stand tall ?)

หากสอบถามความเห็นถึงแบรนด์ลำโพงในฝัน เชื่อว่า B&W หรือ Bowers & Wilkins จากประเทศอังกฤษ คงเป็นหนึ่งในรายชื่อขวัญใจของใครหลายๆ คน แน่นอนว่าชื่อเสียงของลำโพงที่สั่งสมมาอย่างยาวนานจนเป็นที่เลื่องลือนั้น เป็นผลเกี่ยวเนื่องจากการถ่ายทอดคุณภาพเสียงของลำโพง ที่ถูกกล่าวขานต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

หากเป็นงานยนตกรรม ก็มี Concept Car การออกแบบลำโพงเองก็มี Concept Speakers เช่นกัน เรียกว่าผู้ผลิตมีเทคโนโลยี แนวคิด และประสบการณ์เหนือล้ำอย่างไร ก็มักทุ่มใส่ของดีเหล่านั้นลงไปแบบไม่เกี่ยงงบประมาณ เพื่อให้ได้ลำโพงที่ถ่ายทอดคุณภาพเสียงเป็นเลิศ (ใกล้เคียงกับคำว่า “เพอร์เฟ็กต์” มากที่สุด) และ Concept Speakers นี้ ก็กลายเป็นเครื่องหมาย “เชิงสัญลักษณ์” ของลำโพงยี่ห้อนั้นไปโดยปริยาย และเช่นเดียวกันว่า แนวทางดำเนินการข้างต้นจะถูกใช้เป็น “ต้นแบบ” ในการพัฒนาลำโพงในซีรี่ส์รองๆ ลงมา…

จากแนวทางข้างต้น หากจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน คงไม่มียี่ห้อใดเป็นตัวอย่างได้ดีเท่า B&W ซึ่งความเหนือล้ำของเทคโนโลยี ความสามารถในการผลิตลำโพง โดดเด่นพอๆ กับความหวือหวาของรูปทรงลำโพงที่เห็นนั่นแล ทั้งนี้ Concept Speakers ของ B&W นั้น หลายท่านคงจะได้ยลโฉมและได้รับฟังเสียง Nautilus หรือลำโพงหอย (โข่ง?) นี้ กันแล้วจากงาน BAV Show 2012 ที่ผ่านมา…

ผมคงไม่ลงรายละเอียดของ Nautilus ในบททดสอบนี้มากนัก (เพราะนี่มิใช่บททดสอบลำโพง Nautilus) แต่ที่หยิบยกรายละเอียดของมันขึ้นมา (บางส่วน) เพราะต้องการอ้างอิงถึง “ที่มา” ของ B&W 600 Series

“Skyfall is where we start,
a thousand miles and poles apart…”

Design – การออกแบบ

ถึงแม้จะเป็นรุ่นแรกเริ่ม ที่เน้นความคุ้มค่าสำหรับซิสเต็มลำโพงบ้านของ B&W แต่ทางผู้ผลิตก็เอาใจใส่กับการออกแบบ 600 Series ในทุกขั้นตอน เท่าที่งบประมาณกำหนด เพื่อให้อยู่ในเกณฑ์จับต้องได้ง่าย แต่พยายามคงศักยภาพของลำโพงที่ดี ในแง่ของเทคโนโลยีที่ช่วยให้ได้เสียงที่เที่ยงตรง

เทคโนโลยีหลายๆ อย่างที่ใช้กับลำโพงซีรี่ส์ 600 นี้ เป็นการส่งผ่านมาจาก Nautilus ตั้งแต่เทคโนโลยีไดรเวอร์ หรือตัวขับเสียง อันเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะเป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการกำเนิดเสียงโดยตรง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผู้ผลิตลำโพงพยายามเลือกสรรวัสดุที่ดีที่สุด ประเด็นเรื่องความแกร่ง เพื่อป้องกันการเสียรูป (Break up) ต้นเหตุของการเกิดเสียงที่ผิดเพี้ยน คือประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเป็นอันดับแรก…

การนำโลหะอย่าง “อะลูมิเนียม” มาใช้ทำทวีตเตอร์อาจมิใช่เรื่องแปลกใหม่ ที่ผ่านมาก็มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย และปัจจุบันก็สามารถหาวัสดุที่มีความแกร่งกว่าอะลูมิเนียม เพื่อใช้ผลิตทวีตเตอร์โดมได้ แต่ถึงกระนั้นอะลูมิเนียมก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของตัวขับเสียงที่ให้ผลลัพธ์ที่ดี (จากเทคนิคการปรับจูนของ B&W) จุดที่แตกต่างเด่นชัดของ B&W Aliminium Tweeter นอกเหนือจากส่วนประกอบละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ คือ โครงสร้างส่วนท้ายที่เป็นทรงกรวยปลายแหลม แน่นอนมันเป็นเทคนิคจาก Nautilus โดยโครงสร้างดังกล่าวจะทำหน้าที่สลายเสียงส่วนเกิน (ที่เกิดขึ้นด้านหลังไดอะแฟรม) สำหรับรูปแบบที่ใช้กับรุ่น 600 Series แม้จะลดรูปลงมา แต่ก็ให้ผลลัพธ์ไปในแนวทางเดียวกับต้นฉบับ มันจึงสามารถใช้ชื่อเรียกว่า Nautilus Tube Loaded Aluminium Dome Tweeter ได้เช่นเดียวกัน

หมายเหตุ: อย่างไรก็ดี จุดหนึ่งที่อยากจะแนะนำสำหรับลำโพงที่ใช้ทวีตเตอร์โดมแข็งแบบนี้ (ที่ไม่มีโครงสร้างปิดบังป้องกัน) คือ ต้องระมัดระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากแรงกระทำภายนอก ไม่ว่าจากความบังเอิญหรือตั้งใจ อย่างการถูก “นิ้วจิ้ม” หรือโดนวัตถุอื่นใดกระแทก เนื่องจากลักษณะโครงสร้างวัสดุ อาจทำให้เกิดความเสียหายถาวรกับตัวโดม คือ เมื่อยุบแล้วไม่อาจคืนรูปกลับมาได้ หรือได้แต่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งประเด็นนี้จะแตกต่างจากทวีตเตอร์โดมอ่อน (ผ้า) ดังนั้นการตั้งวางลำโพงในพื้นที่ที่มีการสัญจรหนาแน่น อย่างเช่น ห้องรับแขก ควรใส่หน้ากากลำโพงไว้เสมอ หรือถอดหน้ากากออกเฉพาะบางเวลาที่จำเป็น หากเป็นไปได้พยายามตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างจากมือเด็ก (หรือผู้ใหญ่มือบอน)

Woven Kevlar คืออะไร? เหตุใดมันจึงถูกนำมาใช้กับลำโพง B&W อย่างยาวนาน

อันที่จริง Woven Kevlar ก็เหมือนกับผ้า มีพื้นฐานมาจากเส้นใยสังเคราะห์จำนวนมากถักทอเข้าด้วยกัน แต่มีความประณีตแน่นหนาจนก่อเกิดเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงเหนียวแน่นระดับหยุดกระสุนปืนได้ คงไม่ต้องอธิบายถึงความแกร่งเพิ่มเติมให้มากความ ซึ่งความสามารถระดับนี้ แม้แต่เหล็กกล้า (ที่ความหนาเท่ากัน) ยังทำไม่ได้เลย และเหนืออื่นใดคือความเบา เมื่อนำคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้มาประยุกต์เป็นไดรเวอร์ลำโพง จึงตอบรับกับระดับสัญญาณฉับพลันได้ดี เพราะไม่หน่วงการขยับตัวของไดอะแฟรม เสริมด้วยความแกร่งที่ช่วยป้องกันการผิดรูป นี่ย่อมจะส่งเสริมการทำงานในแง่ของอุปกรณ์ที่รับหน้าที่สร้างเสียงได้เป็นอย่างดี

หมายเหตุ: ในลำโพงตั้งพื้น และเซ็นเตอร์รุ่นใหญ่สุดของซีรี่ส์ 600 คือ 683 และ HTM61 จากลักษณะที่เป็นลำโพง 3 ทาง จะเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้นด้วยการใช้ไดรเวอร์ Woven Kevlar แยกทำงานในย่านเสียงกลางเฉพาะ โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า FST ซึ่งทดแทนขอบเซอร์ราวด์ด้วยวงแหวนโฟม อันเป็นอีกหนึ่งเทคนิคปรับจูนเพิ่มศักยภาพโครงสร้างการทำงานของไดรเวอร์ให้เหมาะสมกับหน้าที่

แม้ว่า Nautilus จะมิได้เป็นรูปแบบลำโพงตู้เปิด แต่ลำโพงซีรี่ส์เล็กใหญ่มากมายหลากหลายรุ่นของ B&W ได้รับการออกแบบเป็นลำโพงตู้เปิด ซีรี่ส์ 600 ก็เช่นเดียวกัน แน่นอนเมื่อพูดถึงลำโพงตู้เปิด (Bass reflex) ก็จำเป็นต้องมีช่องเปิด หน้าที่ของมันเพื่อใช้ปรับแรงดันอากาศภายในตัวตู้ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงสัมพันธ์กับทิศทางการขยับของวูฟเฟอร์ ประโยชน์ของท่อเปิดนอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ (Sensitivity) ของวูฟเฟอร์ในการผลิตเสียงย่านความถี่ต่ำแล้ว ยังใช้ในการจูนอัตราการตอบสนองความถี่ต่ำ (โดยใช้หลักการกำทอนของความยาวท่อ) ไปในตัว

โดยหลักการพื้นฐานข้างต้นจากการใช้ท่อเปิดนั้น อาจจะเหมือนกับลำโพงตู้เปิดอื่นๆ ในท้องตลาด แต่จุดที่แตกต่าง คือ ท่อเปิด ที่ทาง B&W เรียกว่า Flowport บริเวณส่วนปลายท่อจะมีหลุมมากมายคล้ายผิวของลูกกอล์ฟ จากแนวคิดที่ว่า ในเมื่อมีอากาศ (ลม) ผ่านเข้าออกบริเวณท่อเปิดนี้เกือบตลอดเวลาเมื่อใช้งานลำโพง (เมื่อวูฟเฟอร์มีการขยับ) ดังนั้นท่อเปิดที่ดีควรทำหน้าที่เป็นช่องทางให้การเคลื่อนตัวของอากาศเหล่านั้นผ่านได้อย่างสะดวกราบรื่น ซึ่งกรณีของท่อเปิดทั่วไปนั้น ทาง B&W พบว่ามีอุปสรรคขัดขวาง คือ แรงต้านอากาศที่เกิดขึ้นบริเวณปลายท่อ ที่มาของหลุมข้างต้น มีเหตุผลเพื่อลดทอนแรงต้านของอากาศบริเวณปลายท่อนั่นเอง (หลักการหน้าที่ก็เช่นเดียวกับหลุมบนผิวของลูกกอล์ฟ ที่ถูกนำมาใช้ในการลดแรงต้านของลมปะทะ) และแน่นอนว่าจะช่วยป้องกันเสียงแปลกปลอมอันมีต้นเหตุจากลมหวนที่ไม่พึงประสงค์นี้ ได้อีกด้วย

เมื่อทราบความพิเศษของเทคโนโลยีที่ B&W เลือกใช้กับลำโพงซีรี่ส์ 600 แล้ว ทีนี้มาดูหน้าตาจริงของพระเอกในบททดสอบนี้กัน สำหรับชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์ในซีรี่ส์ 600 ที่ท่านกำลังจะได้อ่านบททดสอบ ประกอบไปด้วย ลำโพงคู่หน้า คือ 684, ลำโพงเซอร์ราวด์ 685, ลำโพงเซ็นเตอร์ HTM62 และแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ ASW610

เริ่มจากคู่หน้า คือ 684 ลักษณะลำโพงแบบตั้งพื้น หรือ Floorstanding
จากรูป ติดตั้งพร้อมหน้ากากผ้า ที่ปิดทับเต็มแผงหน้าทั้งหมด

เมื่อถอดหน้ากากผ้าออก จะเปิดเผยให้เห็นหน้าตาที่แท้จริง

ติดตั้งไดรเวอร์ 1″ Aluminium Tweeter และ 6.5″ Woven Kevlar Cone ทำหน้าที่เป็น Bass/Midrange Driver และ Bass Driver อย่างละชุด ตามลักษณะลำโพงแบบ 2 ทางครึ่ง ด้านหน้าติดตั้ง Flowport อยู่บริเวณส่วนล่าง แผงหน้าที่เห็นเป็นสีดำนั้น เป็นวัสดุสังเคราะห์ผิวเรียบ ไม่มีลวดลาย ยืดหยุ่นเล็กน้อยคล้ายยางแข็ง ซึ่งลักษณะการใช้งานวัสดุสังเคราะห์ปิดทับแผงหน้าแบบนี้ น่าจะคุ้นเคยกันดีจาก 600 Series (รวมถึง 300 Series) ในอดีต ตัวตู้บริเวณอื่นนอกจากแผงหน้า ปิดผิวด้วยไวนีลลายไม้โดยรอบ แม้มิใช่ผิวไม้แท้ แต่งานตัวตู้ก็ประณีตเรียบร้อยดีมาก ขอบตู้เน้นเหลี่ยมมุมชัดเจน ลักษณะตู้จึงเป็นทรงสี่เหลี่ยมตรงไปตรงมา ไม่มีการลบมุมใดๆ ให้ความรู้สึกเรียบง่าย ไม่อาศัยความซับซ้อนของรูปทรงให้ดูหวือหวา ทว่าโดดเด่นทันสมัยจากความเรียบนี่แหละ

ด้านหลังของ 684 ที่ส่วนบนของตัวตู้ จะเห็น Flowport อีกจุดหนึ่

เท่ากับว่ารุ่น 684 นี้ เป็นลำโพงตู้เปิดที่ติดตั้ง Flowport ในการจูนเสียงความถี่ต่ำถึง 2 จุด ทั้งด้านหน้าและหลังตู้ลำโพง แน่นอนว่าผลกระทบกับการใช้งานจริงในประเด็นตำแหน่งตั้งวาง และเมื่อทำการปรับจูนเสียงความถี่ต่ำด้วย Foam plug จะแตกต่างกันไป สำหรับท่อเปิดทั้ง 2 จุดนี้ (รายละเอียดจะกล่าวถึงอีกครั้งช่วงรายงานการทดสอบครับ)

ตำแหน่งติดตั้งขั้วต่อสายลำโพงของ 684 เยื้องลงมาอยู่ส่วนล่าง เกือบถึงพื้น
ลักษณะเป็นไบดิ้งโพสต์แบบไบไวร์ ชุบทอง โครงสร้างแข็งแรง ดูดี

หมายเหตุ: จากรูป ขั้วต่อสายลำโพงของ 684 นี้ ทีมงานทำการถอดจัมเปอร์โลหะที่เชื่อมระหว่างขั้วบน (HF) และขั้วล่าง (LF) ออกไป ซึ่งปกติจะมีจัมเปอร์ติดตั้งมากับตัวลำโพงแต่แรก ทว่าให้ถอดออกกรณีเชื่อมต่อสายลำโพงแบบไบไวร์ (หรือไบแอมป์)

อุปกรณ์อื่นๆ ที่ผู้ผลิตให้มาในกล่อง นอกจากคู่มือการใช้งานแล้ว ยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง Foam plug (จุกโฟมอุดท่อเบส) และอุปกรณ์รองรับฐานลำโพง เพิ่มความมั่นคงในการตั้งวาง มีทั้งแบบเดือยแหลม (Spike) และแบบยางสังเคราะห์ทรงกลมผ่าครึ่ง… เพื่อให้ง่ายในการเรียกอุปกรณ์รองรับทั้ง 2 แบบ ต่อไปผมขอเรียกรวมๆ ว่า Spike แล้วกันนะครับ

ทั้งนี้ถึงแม้จะเรียกว่าอุปกรณ์เสริม (Accessories) แต่ทั้ง Foam plug และ Spike ก็มีความสำคัญในแง่ของการเสริมศักยภาพในขั้นตอนใช้งานจริงอยู่มาก รายละเอียดจะทยอยกล่าวถึงต่อไป

หมายเหตุ:
– Spike จะมีให้มาเฉพาะลำโพงรุ่นตั้งพื้น และลำโพงซับวูฟเฟอร์เท่านั้น
 ซึ่งการจะใช้งาน Spike กับลำโพงตั้งพื้น ต้องทำการติดตั้ง “ฐานลำโพง” ก่อน (ดูรายละเอียดช่วงถัดไป) กล่าวคือ สำหรับลำโพงตั้งพื้น ไม่สามารถติดตั้ง Spike เข้ากับตัวตู้ลำโพงโดยตรง ผิดกับลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่สามารถติดตั้ง Spike ด้านล่างของตัวตู้ลำโพงได้เลย
– ส่วน Foam plug จะให้มาตามจำนวนและขนาด Flow port ของลำโพงรุ่นนั้นๆ ไม่ว่ารุ่นตั้งพื้น หรือวางหิ้ง ในกรณีของ 684 ที่มี Flow port 2 ช่อง จะมี Foam plug 2 อัน ต่อข้าง ส่วนรุ่นอื่นๆ ให้มา 1 อัน ต่อข้าง Foam plug นี้ สามารถปรับรูปแบบให้มีลักษณะอุดเต็มท่อ หรืออุดแล้วมีรูเปิดเพียงบางส่วนก็ได้ ซึ่งจะมีประโยชน์ในแง่ของการกำหนดระดับปรับจูนอัตราการตอบสนองความถี่ต่ำของลำโพง ให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งาน

ลำโพงตั้งพื้นในซีรี่ส์ 600 ก่อนการใช้งาน จำเป็นต้องติดตั้ง “ฐานลำโพง” ดังรูป ทั้งนี้ถึงแม้ฐานดังกล่าวจะมีโครงสร้างที่เรียบง่าย ดูไม่ซับซ้อนอะไรนัก คือ เป็นแผ่นไม้ MDF ธรรมดา แต่ก็มีความจำเป็น เพื่อให้ลำโพงมีเสถียรภาพ ซึ่งเมื่อติดตั้งแล้วจะทำหน้าที่เป็นฐานรองรับตัวตู้ลำโพง พร้อมกับเป็นจุดยึด Spike ไปด้วยในตัว ต่อจากนั้นจึงปรับระดับ Spike เพิ่มความมั่นคงในการตั้งวางได้

ถัดจาก 684 ก็เป็นคิวของ 685 ลำโพงวางขาตั้ง 1 ใน 2 รุ่น ของซีรี่ส์ 600
ซิสเต็มนี้รับหน้าที่เป็นลำโพงเซอร์ราวด์คุณภาพสูง

ติดตั้งไดรเวอร์ 1″ Aluminium Tweeter และ 6.5″ Woven Kevlar Cone
ขนาดไดรเวอร์ Bass/Midrange เป็นขนาดเดียวกับ 684 ส่วน Flowport จุดเดียว ติดตั้งด้านหน้าบริเวณส่วนล่าง

ด้านหลังของ 685 ส่วนบนติดตั้งสลักโลหะสำหรับแขวนผนังมาให้เสร็จสรรพ

ขั้วต่อสายลำโพงไบดิ้งโพสต์ ชุบทอง แบบไบไวร์ ดูขึงขังแข็งแรง ลักษณะเช่นเดียวกับลำโพงอื่นๆ ในซีรี่ส์

หมายเหตุ: ในรูปนี้จะเห็นจัมเปอร์โลหะที่เชื่อมขั้วลำโพงบน (HF) และล่าง (LF) เข้าด้วยกัน จัมเปอร์โลหะนี้ต้องใส่คาไว้หากเชื่อมต่อสายลำโพงแบบซิงเกิลไวร์ แต่ให้เอาออกเมื่อเชื่อมต่อสายลำโพงแบบไบไวร์

ลำโพงสำคัญ ขาดมิได้สำหรับซิสเต็มโฮมเธียเตอร์ คือ ลำโพงเซ็นเตอร์ HTM62 เป็นผู้ที่รับหน้าที่นี้ ถือเป็นลำโพงเซ็นเตอร์ลำดับที่ 2 ของซีรี่ส์ ขนาดตัวตู้เล็กกว่า HTM61 เล็กน้อย

ติดตั้งไดรเวอร์ 1″ Aluminium Tweeter ขนาบข้างด้วย 5″ Woven Kevlar Cone Bass/Midrange 1 คู่

Flowport อยู่ด้านหลัง ติดตั้งบริเวณกึ่งกลาง ซึ่งเป็นตำแหน่งตรงกับด้านหลังของทวีตเตอร์พอดี
ส่วนขั้วต่อสายลำโพงไบไวร์ ถูกโยกไปอยู่ฝั่งซ้าย วางในแนวตะแคง

อีกหนึ่งอุปกรณ์เพิ่มอรรถรสให้กับระบบโฮมเธียเตอร์ รับผิดชอบเอฟเฟ็กต์ย่านเสียงความถี่ต่ำ
คือ ASW610 ลำโพงแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์

วูฟเฟอร์ขนาด 10″ แบบช่วงชักยาว อาศัยเทคนิคผสมการใช้วัสดุระหว่าง Paper (กระดาษ) กับ Kavlar ตัวตู้ลำโพงออกแบบเป็นตู้ปิด ติดตั้งภาคขยาย ICEpower ขนาด 200 วัตต์ ตัวที่ส่งมาทดสอบตัวตู้เป็นสีดำด้าน ผมไม่แน่ใจวัสดุผิวนัก คือ ดูเหมือนไม่ใช่ไวนีล (ที่ใช้กับลำโพงอื่นๆ ในชุด) มันไม่มีลายแบบ Black Ash ทว่าดูคล้ายการทำสีพ่นแบบด้านมากกว่า แม้ดูออกจะเรียบง่าย แต่ให้ความเก๋ที่แฝงความหรูไว้ ผิวที่ได้นั้นเรียบลื่น ไม่มีลวดลายหยาบกร้านใดๆ ตามขอบมุมไร้รอยต่อ งานประกอบเนี้ยบมาก แต่อาจต้องดูแลรักษากันหน่อย เพื่อให้ดูสวยเนี้ยบแบบนี้ไปนานๆ อย่างขอบมุมตู้ที่เน้นเหลี่ยมมุมชัดเจน แบบเดียวกับลำโพงหลักอื่นๆ ในซีรี่ส์ ต้องระมัดระวังมุมแหลมๆ นี้ จะเป็นจุดที่เกิดการกระทบกระทั่งกับพื้น ไม้กวาด หรือแม้แต่เท้าของผู้คนที่เดินผ่านไปมา

การใช้งานสามารถติดตั้งรองรับตู้ลำโพงด้วย Spike 2 แบบ เช่นเดียวกับรุ่นลำโพงตั้งพื้น
แต่ทำการติดตั้งที่ตัวตู้ลำโพงโดยตรง (ไม่ต้องมีฐานแยกต่างหาก)

ด้านหลัง จะเห็นช่องต่ออินพุตต่างๆ ให้มาทั้งแบบ Low-level (LINE) และ High-level (SPEAKER)
แต่ที่ดูเยอะกว่าซับวูฟเฟอร์ทั่วไป คือ ปุ่มปรับเซ็ตที่มีมากมาย ดูแอดวานซ์เกินราคาค่าตัวไปมาก

เช่นเดียวกับแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์อื่นๆ ที่สามารถกำหนดเปิด-ปิด (Standby) การทำงานอัตโนมัติได้ โดยเลื่อนสวิทช์ไปที่ตำแหน่ง Auto (ควรมั่นใจว่าดำเนินการหลังจากเชื่อมต่อสายต่างๆ เรียบร้อยแล้ว) ในส่วนของการปรับตั้งระดับเสียง หรือ VOLUME ที่ให้มา 2 ชุดนั้น สำหรับ Low-level (LINE) และ High-level แยกปรับอิสระ (แต่จากคู่มือของ B&W ก็มิได้แนะนำให้เชื่อมต่อทั้ง 2 อินพุต พร้อมกันครับ) การปรับเซ็ตมาตรฐานอย่างการกำหนดจุดตัดความถี่ Crossover สามารถบายพาสได้ โดยกำหนดสวิทช์ LOW-PASS FILTER ไปที่ตำแหน่ง OUT (เมื่อใช้งานกับระบบโฮมเธียเตอร์) และที่พิเศษสำหรับซับวูฟเฟอร์รุ่นนี้ คือ สามารถปรับระดับ BASS EXTENSION หรือเรนจ์การตอบสนองความถี่ย่านต่ำ รวมถึง EQ ได้ เพื่อชดเชยดุลเสียงหากได้รับผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อม เหล่านี้จะช่วยให้การติดตั้งลำโพงซับวูฟเฟอร์กระทำได้อย่างยืดหยุ่น สำหรับรุ่นนี้ขั้วต่อสายไฟเป็นแบบ 2 ขา หัวเลข 8

หมายเหตุ: การใช้งานซับวูฟเฟอร์ร่วมกับระบบโฮมเธียเตอร์ ซึ่งอาศัยการกำหนดจุดตัดความถี่จาก AVR แล้วเชื่อมต่อสัญญาณมาทาง LINE Input (Mono) แนะนำให้ทำการ “บายพาส” ครอสโอเวอร์ภายในซับวูฟเฟอร์ โดยในรุ่น ASW610XP, ASW610 และ ASW608 ของ B&W ให้กำหนดปรับสวิทช์ LOW-PASS FILTER ไปที่ตำแหน่ง “OUT”

Setup – การติดตั้ง

หากจะกล่าวถึงคุณภาพเสียงของลำโพง คงไม่พ้นเรื่องของการเซ็ตอัพ เพราะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกับประเด็นการถ่ายทอดความเป็นดนตรีของลำโพงโดยตรง ทั้งนี้ผมจะอ้างอิงการเซ็ตอัพจากสภาพแวดล้อม 2 ลักษณะเช่นเคย คือ การใช้งาน “ลำลอง” ในห้องรับแขก และที่ทางเฉพาะอย่าง “ห้องโฮมเธียเตอร์” เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานจริงตาม “ไลฟ์สไตล์” ที่แตกต่างกันของผู้ใช้

เริ่มจากการใช้งานแบบลำลองในห้องรับแขกก่อน ซึ่งน่าจะตรงกับการใช้งานในบ้าน รวมถึงคอนโด ของหลายๆ ท่าน อย่างที่ทราบว่าลักษณะสภาพแวดล้อมแบบนี้มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ตั้งวาง ระยะในการจัดวางลำโพงเหมือนจะถูกกำหนดโดยสภาพพื้นที่ (จากเหตุผลเรื่องของความเหมาะสมลงตัวทางสายตา ไม่เกะกะขวางทาง ฯลฯ) เมื่อไม่สามารถขยับปรับเปลี่ยนตำแหน่งลำโพงเพื่อความลงตัวทางเสียง (ตามอุดมคติ) ได้มากนัก ย่อมกระทบกับผลลัพธ์ คือ การถ่ายทอดเสียงที่เที่ยงตรงอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นทุกปัญหามีทางออกเสมอครับ…

ปัจจัยหนึ่งที่กระทบกับคุณภาพเสียงของลำโพง คงไม่พ้นระยะห่างจากผนัง และยิ่งถ้าเป็นลำโพงขนาดใหญ่ มีระยะตั้งวางประชั้นชิดติดผนังมาก (เกินไป) เพียงใด จะสร้างปัญหากับดุลเสียง (Tonal Balance) มากเท่านั้น กล่าวคือ เสียงความถี่ต่ำบางช่วงจะบวมล้ำย่านอื่นขึ้นมา ฟังเผินๆ เหมือนปริมาณเบสเยอะดี (แน่น??) แต่เป็นปริมาณที่ด้อยคุณภาพ เนื่องจากล้ำกระทบลดทอนการรับรู้เสียงย่านอื่น จะมีก็แต่ความคลุมเครือ อึงคนึง ขาดความชัดเจน รายละเอียดปลีกย่อยขาดหาย จับโฟกัสมิได้ หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น คงต้องถามให้แน่ใจก่อนว่า เป็นปัญหาที่ลำโพง หรือเพราะปัจจัยแวดล้อมรอบตัว…? จากนั้นควรแก้ไขหรือไม่ อย่างไร ก็สุดแท้แต่ละท่านจะพิจารณา…

684 แม้มิใช่ลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่ แต่มิใช่ขนาดที่เล็กนัก (ใหญ่กว่า Paradigm Monitor 7 เล็กน้อย แต่เล็กว่า Polk Audio RTi A7 ระดับหนึ่ง) การจัดวางย่อมได้รับผลกระทบกับดุลเสียงในประเด็นที่กล่าวไปข้างต้นบ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ (ที่ผ่านมา กับสภาพแวดล้อมเดียวกันนี้ ลำโพงคู่อื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบแบบเดียวกัน มากบ้าง น้อยบ้าง) แต่ถึงกระนั้น เมื่อผู้ผลิตได้ให้อุปกรณ์เสริม คือ Foam plug มาด้วย หน้าที่ของมันจะได้ใช้ประโยชน์ก็ตอนนี้แหละ… และนี่ก็คือ การแก้ปัญหาดุลเสียงจากสภาพแวดล้อม แนวทางแรก ครับ

Paradigm Monitor 7

Polk Audio RTi A7

B&W 684 กับการแก้ปัญหาผลกระทบจากสภาพแวดล้อมด้วย Foam plug

ดังที่เรียนไปก่อนหน้านี้ว่า 684 มี Flowport 2 จุด ที่แปลกกว่าลำโพงคู่อื่นๆ คือมีทั้ง ด้านหน้า และ ด้านหลัง เช่นเดียวกับ Foam plug ที่ให้มาตามจำนวน ถ้างั้นแนวทางการใช้งานควรจะเป็นเช่นไร แน่นอนว่าการใช้งาน Foam plug กับ Flowport ด้านหน้า-ด้านหลัง-หรือทั้งคู่ ย่อมให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน (แต่ก็สัมพันธ์กัน)

ข้อมูลที่ทาง B&W ให้มาในคู่มือการใช้งาน 684 ค่อนข้างชัดเจน คือ เป็นการอ้างอิงผลลัพธ์จากการใช้ Foam plug คร่าวๆ ภายใต้การตอบสนองความถี่ของลำโพงที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก (Reflections & Resonance Mode) ในการประเมินใช้งานจริง (In-room response) เมื่อนำ Foam plug มาลดทอนปัญหาเบสบวมจากสภาพแวดล้อมในห้องทั่วๆ ไป ผลลัพธ์อาจจะแตกต่างออกไป… จากผลการทดลองในสภาพแวดล้อมทดสอบ พบว่า การอุด Flowport ด้านหน้า จะส่งผลในแง่การจำกัดลดทอนย่านตอบสนองความถี่ต่ำของลำโพงได้ชัดเจนกว่าการอุดด้านหลัง กล่าวคือ ปริมาณเบสโดยรวมจะลดลงไปมากกว่า และเป็นการลดลงในอัตราต่อเนื่องสัมพันธ์กัน (ไม่เน้นย่านใดเป็นพิเศษ)

ส่วนการอุด Flowport ด้านหลัง แม้ว่าจะส่งผลลดทอนความถี่ต่ำเฉพาะย่าน ช่วงราว 70 ~ 120Hz แต่ก็เป็นช่วงที่มักได้รับผลกระทบจากการวางลำโพงชิดผนังหลังจนโด่งล้ำ การอุด Flowport ด้านหลัง จึงไม่ลดทอนศักยภาพการตอบสนองย่านความถี่ต่ำลึกของลำโพงลงไปมากเท่ากับการอุด Flowport ด้านหน้า ช่วยให้ไม่กระทบกับกรณีรับฟังแบบ pure 2-channel (เมื่อไม่ต้องการพึ่งซับวูฟเฟอร์)

หากพิจารณาจากศักยภาพพื้นฐานของ 684 นั้น แม้มิใช่ลำโพงที่เน้นเบสอึกทึกครึกโครมนัก และ Foam plug ก็ลดทอนศักยภาพในประเด็นนี้ลงไปเล็กน้อย แต่ก็ถือว่ายังเป็นปริมาณที่เพียงพอกับการรับฟังดนตรีหลากหลายแนวโดยลำพังโดยไม่ต้องพึ่งตัวช่วยอย่างซับวูฟเฟอร์ ถึงกระนั้นอย่าลืมว่าซิสเต็มนี้ ยังมีลำโพงซับวูฟเฟอร์ ASW610 อยู่ด้วย คงมิต้องกังวลเรื่องความถี่ต่ำแต่อย่างใด การรับฟังแบบ 2.1 จะเสริมย่านต่ำลึก และส่วนที่ถูกลดทอนโดย Foam plug ให้สมบูรณ์ได้

การใช้ Foam plug อุด Flowport เพื่อลดทอนปัญหาดุลเสียง (อาการเบสบวมจากสภาพการตั้งวาง) นั้น สามารถกำหนดระดับได้ด้วยลักษณะการอุดแบบบางส่วน หรืออุดเต็มท่อ และเสริมผลลัพธ์ด้วยการอุดทั้ง 2 ท่อ การเลือกใช้ขึ้นกับระดับของปัญหา แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีลิมิต คือ วิธีการนี้มิอาจให้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ กรณีตั้งวางลำโพงชิดผนังหลัง หรือใก้ลกับมุมห้องมากเกินไป แม้ปัญหาจะถูกลดทอนลงไป แต่เบสอาจยังคงบวมอยู่บ้าง ตรงนี้อาจต้องพิจารณาขยับตำแหน่งลำโพงให้ห่างออกจากผนัง (และมุมห้อง) มากขึ้น อันจะช่วยคลี่คลายปัญหาลงได้อีกระดับหนึ่ง ดุลเสียงโดยรวมก็จะดีขึ้นไปด้วย

ระยะจัดวางลำโพง (ขั้นต่ำ) สำหรับ B&W 684 (และ 683) – ที่ผู้ผลิตแนะนำ

สรุปการใช้ Foam plug สำหรับเคสห้องรับแขก ผมจะอุดเต็ม Flowport ของ 684 ทั้งหน้าและหลัง (ผลจากการที่ลำโพงขวา อยู่ใกล้มุมห้องมากไปนิด) และเสริมด้วยการขยับลำโพงขึ้นหน้ามาอีกเล็กน้อย ระยะด้านหลังลำโพงห่างจากผนังหลัง ราว 47 ซม. แล้วโท-อินอีกนิดหน่อย แน่นอนว่าตัวลำโพงจะล้ำระนาบชั้นวางขึ้นมาราว 20 ซม. ผลพลอยได้คือมิติเสียงจะดีขึ้นด้วย แม้ดูเกะกะขวางทางสัญจรไปหน่อย (ค่อนข้างอันตราย จากการถูกชนกระแทก) แต่ก็ใช้ชั่วคราวแค่ช่วงเวลาทดสอบครับ ส่วนท่านใดจะตั้งวางแบบนี้กับที่บ้านบ้าง ก็ขออนุมัติจาก ผบ. ที่บ้านให้ดีก่อน เด๋วจะกลายเป็นจุดประเด็นขัดแย้งป่าว (ฮา) ผลลัพธ์ตรงนี้ อาจจะยังไม่เพอร์เฟ็กต์ที่สุด เนื่องด้วยข้อจำกัดของสภาพพื้นที่ แต่น่าจะให้ความลงตัว จนสามารถรับรู้ศักยภาพอันยอดเยี่ยมของลำโพงตั้งพื้นคู่นี้ได้แล้ว

ส่วน 685 และ HTM62 ที่รับหน้าที่ลำโพงเซอร์ราวด์ และเซ็นเตอร์นั้น ด้วยลักษณะลำโพงที่เป็นลำโพงวางหิ้ง อัตราการตอบสนองความถี่ต่ำไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อม อย่างตำแหน่งตั้งวางมากอย่างมีนัยสำคัญนัก ในเคสห้องรับแขกนี้ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ Foam plug อุด Flowport ครับ

มิใช่เฉพาะแต่ลำโพงหลักเท่านั้นที่อาจได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อม ซับวูฟเฟอร์เองก็ไม่ต่างกัน ทว่าก็มีแนวทางวิธีการแก้ปัญหาให้เลือกได้ต่างออกไป ในเคสห้องรับแขก ตำแหน่งมุมห้องดังกล่าวอาจจะสร้างปัญหาอยู่บ้าง (จากรูป ASW608 อยู่ด้านหลังลำโพง 684 ข้างขวา) การจะขยับซ้ายขวาทำไม่ได้ดังใจ เพราะอยู่ในซอก จะขึ้นหน้าก็ทำไม่ได้เพราะจะกระชั้นชิดกับประตูทางเข้ามากเกินไป ตำแหน่งที่สองที่ให้ผลดีสำหรับดุลเสียง (สำหรับเคสนี้) คือ ย้ายไปฝั่งซ้าย แต่ตู้ลำโพงจะล้ำบันไดอยู่ หากลงบันไดไม่ระวังคงได้สะดุดหัวทิ่มกันบ้าง ทางออกอีกทาง หากจะวางไว้ฝั่งขวา คือ การกำหนดระดับ BASS EXTENSION และ EQ ซึ่งทำได้ยืดหยุ่นทีเดียว ในเคสนี้กำหนด BASS EXTENSION ที่ C และ EQ A จะช่วยลดทอนปัญหาดุลเสียงจากตำแหน่งตั้งวางได้ครับ แม้ย่านลึกๆ จะทอนลงไปบ้าง

แนวทางการใช้ Foam plug และ BASS EXTENSION/EQ แก้ปัญหาดุลเสียงของลำโพง อันเกิดจากข้อจำกัดทางสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยในห้องรับแขกนี้ แม้ไม่สมบูรณ์ที่สุด แต่ก็ช่วยลดทอนปัญหา แน่นอนว่าผลลัพธ์ย่อมจะดีกว่าไม่ได้ทำการเซ็ตอัพใดๆ เลย อย่างไรก็ดี ยังมีอีกแนวทางหนึ่ง นอกเหนือจากการใช้ Foam plug ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจ และสามารถดำเนินการได้ง่าย เพราะไม่มีขั้นตอนดำเนินการซับซ้อน แนวทางที่ 2 คือ การใช้ระบบ Speaker Auto Calibration (Room EQ) ฟีเจอร์มาตรฐานของ AV Receiver ปัจจุบัน ซึ่งในรุ่นสูงๆ นั้น มีความเที่ยงตรงในการปรับแก้ดุลเสียงของลำโพงตั้งแต่ลำโพงหลัก ไปจนถึงซับวูฟเฟอร์ (สำหรับรุ่นที่รองรับ) จากปัญหาถูกบิดเบือนโดยสภาพแวดล้อมได้

หากเลือกแนวทางที่ 2 นี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ Foam plug ครับ ผมไม่ขอลงรายละเอียดการใช้งานระบบ Auto Calibration ในบททดสอบนี้ เนื่องจากได้ให้ข้อมูลไปบ้างแล้วในบททดสอบ AVR ซึ่งแต่ละรุ่นมีแนวทาง และผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป

“This is the end
Hold your breath and count to ten
Feel the Earth move and then
Hear my heart burst again…”

Sound – เสียง

การใช้งานในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด การเซ็ตอัพลำโพงที่ดีจะช่วยลดทอนปัญหา จนลำโพงสามารถถ่ายทอดเสียงได้ใกล้เคียงศักยภาพที่แท้จริงตามอุดมคติมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีการลดทอนปัญหา คงไม่อาจเทียบได้กับกรณีที่สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยอยู่ก่อน และความยืดหยุ่นจากการใช้งานในพื้นที่เจาะจงอย่างห้องโฮมเธียเตอร์ ช่วยเพิ่มความลงตัวทางเสียงได้มากยิ่งขึ้นไปอีก

แม้ว่าจะยังมีข้อจำกัด แต่ก็น้อยกว่าเคสห้องรับแขก สำหรับห้องโฮมเธียเตอร์ (เคสนี้) ถือว่ายืดหยุ่นพอ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน Foam plug ในการแก้ปัญหาดุลเสียงครับ ในส่วนของซับวูฟเฟอร์ตั้งไว้ที่ค่า default คือ BASS EXTENSION – A, EQ – A

ข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ในส่วนของ 685 ที่ทำหน้าที่ลำโพงเซอร์ราวด์ แม้ว่าจะวางชิดผนัง แต่ดุลเสียงก็ได้รับผลกระทบน้อยมาก อาจไม่จำเป็นต้องใช้ Foam plug ส่วนหนึ่งอาจด้วยตำแหน่งท่อเปิดที่อยู่ด้านหน้า

684 Theater อาจมิใช่ซิสเต็มที่ให้เสียงรุกเร้า หรืออึกทึกเป็นที่สุด ทว่าถ่ายทอดเสียงดนตรี ไม่ว่าจะเป็นแนวออดิโอไฟล์ หรือแผ่นตลาด อัลบั้มบ้านๆ ได้อย่างน่าสนใจ เสียงกลางไหลลื่นน่าฟัง ไร้ความหยาบกระด้าง ปลายเสียงนุ่มนวล สุภาพ น่าแปลกที่ทวีตเตอร์ไม่มีคาแรกเตอร์แบบโดมโลหะทั่วไป ไม่มีความแข็งกร้าวให้ได้ยินแต่ประการใด กระนั้นการแจกแจงดีเทลก็ไม่ธรรมดา ความจะแจ้งไม่มากเท่ากับรุ่นใหญ่ แต่ก็ชี้ชัดเปิดเผยดีกับการแยกแยะชิ้นดนตรี ปริมาณเบสพอเพียง ไม่ถึงกับหนักหน่วง หรือตึงตัง แต่ก็เพียงพอกับการรับฟังดนตรีหลากหลายแนว จะคึกคักเข้าจังหวะ หรือช้านุ่มนวลก็ได้ แต่ดูจะถูกโฉลกกับเพลงที่ให้ความผ่อนคลาย อย่างแจ๊ซ นิวเอจ พ็อพ ฯลฯ

มิใช่เฉพาะการฟังเพลงเท่านั้น การถ่ายทอดอรรถรสจากการรับชมภาพยนตร์ก็ไม่น้อยหน้าสำหรับการสร้างบรรยากาศรายล้อมนั้น ต้องยอมรับว่า 685 ที่ทำหน้าที่ลำโพงเซอร์ราวด์ มีบทบาทอย่างมาก ให้ลักษณะเวทีเสียงที่กว้างขวาง เรียกว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับลำโพงขนาดเล็กแบบแซทเทลไลท์ทั่วไป ในส่วนของเซ็นเตอร์ HTM62 แม้ว่าขนาดจะเล็กกว่าคู่หน้าระดับหนึ่ง แต่มิได้ลดทอนลักษณะเสียงกลางที่ไหลลื่น ส่งให้เสียงไดอะล็อก ไปจนถึงเสียงร้องของศิลปินในอัลบั้มคอนเสิร์ต คงลีลาน่าฟัง ไม่กร้าวแข็ง ซับวูฟเฟอร์ให้ความดุดันอย่างน่าแปลกใจ เสียงของซับวูฟเฟอร์ตู้ปิด ให้ความลุ่มลึกแต่เขย่าพื้นแบบนี้ ในขณะที่ตัวตู้ไม่ใหญ่น่าจะเข้าทางความชอบของหลายๆ ท่าน จุดเด่นที่มาของความยืดหยุ่นในการปรับเซ็ตช่วยให้ดุลเสียงสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เมื่อทุกลำโพงทำงานสอดประสานกลมกลืน สอดรับกัน สามารถใช้พิสูจน์ประเด็นที่ว่า การใช้งานซิสเต็มลำโพง 5.1 ดีๆ ให้ผลลัพธ์ดีกว่าซิสเต็มมากเชนเนล แต่ด้อยคุณภาพอย่างชัดเจน ด้วยลักษณะแนวเสียงที่ออกแนวสุภาพ เรียบง่าย จึงแม็ตชิ่งกับ AVR ได้ง่าย จากการทดสอบใช้งานร่วมกับ AVR อย่าง Onkyo TX-NR818 และ Yamaha RX-A1010 ก็ยังคงให้อรรถรสได้ดี เช่นเดียวกับการอัพเกรดมัลติแชนเนลเพาเวอร์แอมป์อย่าง Magnet Medusa พบว่า ให้ผลลัพธ์น่าพึงใจมากเลยทีเดียวไม่ว่าจะรับชมภาพยนตร์ หรือว่าฟังเพลง ซึ่งคงต้องไปลองนะครับว่า ลีลาสไตล์เสียง (จาก AVR) แบบไหนที่ชอบครับ

Conclusion – สรุป

684 Theatre 5.1 มิได้ดูดีเฉพาะในแง่ของรูปลักษณ์เรียบง่ายแต่เก๋ไก๋ แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ การเอาใจใส่ในประเด็นเกี่ยวเนื่องกับคุณภาพเสียง ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานการออกแบบลำโพง ไปจนถึงความยืดหยุ่นในการเซ็ตอัพเมื่อถึงมือผู้ใช้ มันจึงมิใช่ลำโพงที่เสียงดีแค่ในห้องทดสอบ แต่ให้ความลงตัวได้กับสภาพแวดล้อมใช้งานจริง

“Face it all together at Skyfall”

หมายเหตุประกอบการให้คะแนน
– ผิวตัวตู้เป็นไวนีล ซึ่งก็เป็นมาตรฐานเดียวกับลำโพงระดับเดียวกันส่วนใหญ่ แต่ความเนี้ยบของวัสดุ งานประกอบ รูปลักษณ์ที่ดูเรียบง่ายแต่เก๋ไก๋โดดเด่น และเทคโนโลยีที่ส่งผ่านมาจากรุ่นสูง; เหลี่ยมมุมตัวตู้ลำโพง และฐานไม้ รวมถึงส่วนสำคัญอย่างทวีตเตอร์โดมแข็ง เป็นจุดที่มีโอกาสได้รับความเสียหาย หากไม่ระมัดระวัง 
– โทนัลบาลานซ์กำลังดี ไม่รุกเร้าแต่ก็ไม่เรื่อยๆ เกินไปจนน่าเบื่อ โดดเด่นในแง่ของน้ำเสียงที่ไหลลื่นน่าฟังโดยเฉพาะเสียงร้อง ทวีตเตอร์โดมโลหะให้ความนุ่มนวลคล้ายโดมผ้า เสียงไม่แข็งกระด้าง ทว่ายังคงให้ความกังวานชัดเจนดี เบสพอประมาณ ไม่เน้นอึกทึกนัก 
– Foam plug พร้อมสรรพสำหรับลำโพงทุกรุ่น สามารถนำมาใช้ในการปรับจูนแก้ปัญหาดุลเสียงอันเกิดจากสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกับการปรับตั้ง BASS EXTENSION และ EQ ของซับวูฟเฟอร์ / อุปกรณ์รองรับฐานลำโพงตั้งพื้น และซับวูฟเฟอร์แบบปรับระดับได้ ซึ่งให้มาทั้งแบบเดือยแหลม และแบบยางสังเคราะห์ เลือกใช้ได้ตามสภาพพื้นที่ใช้งานอย่างยืดหยุ่น
– ขั้วต่อสายลำโพงไบดิ้งโพสต์ชุบทองแข็งแรง รองรับการเชื่อมต่อแบบไบไวร์ (และไบแอมป์)
– แม้จะเป็นซีรีส์แรกสุด สำหรับชุดลำโพงบ้านของ B&W ที่เน้นความคุ้มค่า ด้วยศักยภาพที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นใหญ่ จึงยังคงพื้นฐานลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงได้อย่างน่าสนใจ

by ชานม !
2012-09

หมายเหตุ: ภาพปก และเนื้อเพลง Adele – Skyfall สื่อถึงอัลบั้มที่ใช้ประกอบการทดสอบเท่านั้น

ราคาตั้ง B&W 684 Theater 5.1
684 Floorstanding = 46,800 บาท
685 Bookshelf = 29,800 บาท
HTM62 Center = 26,600 บาท
ASW610 Subwoofer = 39,000 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ B&W Concept Shop @ Crystal Design Center 
เฟส 2 ชั้น 2 ถ.เลียบทางด่วนรามอินทรา โทร. 02-102-2188

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
Prev post
Next post

Leave a comment

All blog comments are checked prior to publishing

Thanks for subscribing!

This email has been registered!

Shop the look

Choose options

Have Questions?
Back In Stock Notification

Leave your email and we will notify as soon as the product/variant is back in stock

is added to your shopping cart.

Choose options

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้