Skip to content
|

Oppo บลูเรย์สไตล์ !! รีวิว Oppo BDP-103 4K Ready Universal Player

by EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 22 Jan 2022 0 comments

4K Ready Universal Player
Oppo BDP-103

 

Oppo บลูเรย์สไตล์ !!

ราว 2 ปีที่แล้ว ไม่มีใครคาดคิดว่าบลูเรย์เพลเยอร์หน้าใหม่ ชื่อยี่ห้อแปลกๆ จะมาแรงแซงโค้งแบรนด์ดังยักษ์ใหญ่ต่างๆ ที่อยู่ในตลาดขณะนั้น แน่นอนว่าปัจจัยหลัก คือ เรื่องของศักยภาพการใช้งานอันโดดเด่นเกินตัว ทั้งรุ่นเล็ก BDP-93 และโดยเฉพาะพี่ใหญ่ BDP-95 นั้น ต้องยกฉายา “มหากาฬ 3D ยูนิเวอร์แซลเพลเยอร์” ให้ไปเลย…

ล่าสุดทาง Oppo ได้วางตลาดบลูเรย์เพลเยอร์ 2 รุ่นใหม่ คือ BDP-103 และ BDP-105 แต่จะสืบสานตำนานต่อเนื่องจากรุ่นเดิมมาได้หรือไม่? อย่างไร? ที่ท่านได้อ่านต่อไปนี้ จะเผยรายละเอียดในส่วนไล่ไปจากรุ่นเล็ก คือ BDP-103 ก่อน แล้วตามด้วย BDP-105 หากมีรายละเอียดในจุดใดที่คล้ายคลึงกัน ผมจะอ้างถึงไปด้วยกันเลย รวมถึงการเปรียบเทียบในจุดที่ต่าง (รุ่นเก่า-รุ่นใหม่, รุ่นเล็ก-รุ่นใหญ่) ดังนั้นเพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา แนะนำให้อ่านทั้ง 2 รีวิว ต่อเนื่องกัน

 

Design – การออกแบบ

 

พัฒนาการจากรุ่นก่อน…

ก่อนอื่นมาดูลักษณะภายนอกเปรียบกับรุ่นก่อน
จากรูปด้านหน้า เครื่องบน คือ Oppo BDP-103 (New) และ ล่าง คือ BDP-93
(ที่เห็นรายละเอียดหน้าปัดตัวล่างชัดกว่า เป็นเพราะแสงสะท้อนนะครับ ที่จริงแล้วไม่ต่างกัน)

รูปลักษณ์ภายนอกอิงรูปแบบเดิมมา มิได้ต่างกันมากมายนัก จะมีแค่รายละเอียดในจุดเล็กๆ อย่างการเซาะร่องรอบๆ ปุ่มกด ผิดกับรุ่นก่อนที่พยายามทำปุ่มกดให้เรียบเสมอกับแผงหน้า ปุ่ม Eject รุ่นใหม่มีไฟเรือง ไม่มีจุกยางปิดช่อง USB และเพิ่มช่องต่อ คือ HDMI In (รองรับ MHL หรือ Mobile High Definition Link ไว้เชื่อมต่อกับ Smart Phone ด้วย) ประโยชน์ของ HDMI In จะลงรายละเอียดอีกครั้ง >> หน้า 2)

 

ด้านหลัง เครื่องบน คือ Oppo BDP-103 (New) และ ล่าง คือ BDP-93
จะเห็นความแตกต่างของช่องต่อในบางจุดเช่นกัน

 

ซูมใกล้ชิดขึ้นอีกหน่อย ให้เห็นรายละเอียดช่องต่อทางด้านหลังที่สำคัญของรุ่นใหม่ (BDP-103)
ที่เด่นชัดเลย คือ HDMI In (อีกหนึ่งช่อง) ที่เพิ่มเติมเข้ามา ส่วน Dual HDMI Out ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม

แต่ขณะเดียวกัน จะพบว่าอะนาล็อกวิดีโอเอาต์ที่เคยมีในรุ่นก่อน คือ Component และ Composite ถูกตัดออกไปทั้งยวง วิดีโอเอาต์พุตทีเหลือ จึงมีเพียง Dual HDMI Out เท่านั้น นอกจากนี้ eSATA In ที่เคยมี ก็ถูกแทนที่ด้วย USB 2.0 เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว USB จึงมีทั้งหมดถึง 3 ช่อง (รวมด้านหน้า) จากเดิมที่มีเพียง 2

ข้อสังเกตุ:

– การที่ Oppo ตัดอะนาล็อกวิด๊โอเอาต์ออกไป ไม่น่าส่งผลเสียอะไร เนื่องจากปัจจุบันจอภาพ และโฮมเธียเตอร์ที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน ต่างก็ต้องมี HDMI Input เป็นภาคบังคับหมดแล้ว และหากจะดึงประสิทธิภาพการใช้งาน BD Player ในด้านแสดงภาพและเสียงแบบ Digital Hi-Definition ก็ควรเชื่อมต่อสัญญาณทาง HDMI เท่านั้น

– เช่นเดียวกับ eSATA ที่เดิมมิได้ส่งผลกับการใช้งานชัดเจนนัก โดยศักยภาพของ USB 2.0 กับการทรานส์เฟอร์ข้อมูล 3D Video + TrueHD Audio ก็ไหลลื่น มิได้ติดขัดอะไร 

– Dual HDMI Out เป็นการส่งเสริมศักยภาพการใช้งานช่องต่อ HDMI ในส่วนของเพลเยอร์ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าเพื่อแยกสัญญาณเอาต์พุตภาพและเสียง (A/V Split) หรือ Dual Display และในรุ่นใหม่ยังเสริมอรรถประโยชน์ของ Dual HDMI ให้รองรับ ARC จากทีวีด้วย รายละเอียดเพิ่มเติม >> หน้า 3

– ช่องต่อสัญญาณเสียงออก ในรูปแบบดิจิทัล SPDIF ทั้ง Coaxial และ Optical รวมถึงรูปแบบช่องต่อพื้นฐานที่สุด อย่างอะนาล็อกออดิโอ (7.1) เป็นอีกทางเลือกเมื่อต้องการใช้งานร่วมกับโฮมเธียเตอร์รุ่นเก่า ที่ไม่รองรับ HDMI Audio

– ช่องต่อ DIAG (Diagnostic) Video Out ที่ Oppo ให้มาในรุ่น 103/105 เป็นรูปแบบเดียวกับ Composite Video แต่จะแสดงเฉพาะภาพอินเทอร์เฟสเมนูเท่านั้น (ไม่แสดงภาพวิดีโอจากคอนเทนต์ใดๆ) หน้าที่มีเผื่อไว้แก้ไขตั้งค่าวิดีโอ เมื่อ HDMI Out เกิดมีปัญหา ภาพไม่ขึ้น

– USB Wi-Fi Dongle ที่แถมมาตั้งแต่รุ่นก่อน (มีฐานต่อเชื่อมแยกมาให้ด้วยนะ) รุ่นใหม่ก็มีเช่นเดิม โดยเป็นมาตรฐาน N150 ซึ่งรองรับการใช้งาน Online Content และเน็ตเวิร์กสตรีมมิ่งทั่วๆ ไปได้ แต่จำกัดเฉพาะไฟล์ฟอร์แม็ตที่มีอัตราบิตเรตไม่สูงนัก ดังนั้นเพื่อศํกยภาพสูงสุด อาจจะจำเป็นต้องพิจารณาสาย LAN

– สายไฟ และสาย HDMI ที่แถมให้มา มีหน้าตัดใหญ่กว่ามาตรฐานสายแถมทั่วไปเช่นเดิม

– AACS LA (Advanced Access Content System Licensing Administrator) ประกาศข้อกำหนดให้ Cinavia Technology เป็นมาตรฐานสำหรับ Blu-ray Player ที่ผลิตตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 55 เป็นต้นมา รวมถึง Oppo 103/105 นี้ด้วย

 

รีโมตคอนโทรลไร้สาย (ซ้าย ของรุ่น 103/105, ขวา 93/95) ดูคล้ายคลึงกับของเดิม
ขนาดความสูง (หนา) จะลดลง แต่ยาวขึ้นนิดหน่อย

ตำแหน่งปุ่มต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย แต่ยังอิงของเดิมอยู่ ปุ่มใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ย่อมอิงตามฟีเจอร์ใหม่ หลักๆ คือ ปุ่ม “Input” (ใช้ในการเลือก HDMI Input หน้า-หลัง และ ARC), “3D” (สำหรับปรับ 2D to 3D Mode และ SBS/Top-Bottom) และปุ่ม Online Content Shortcut ไปยังผู้ให้บริการ “Netflix” และ “Vudu” (แต่ส่วนนี้ไม่เปิดให้บริการในบ้านเรา) ส่วน Back-lit เปลี่ยนจากเดิมไฟสีส้ม เป็นสีขาว ยังคงสว่างไสวดี

 

เมื่อกดปุ่ม Input ที่รีโมต จะปรากฏรายการอินพุตบนหน้าจอทีวี
ครอบคลุม HDMI/MHL In และ ARC ผ่าน HDMI In/Out ทั้ง 2 ช่องของ Oppo 103/105

 

และเมื่อกดปุ่ม 3D ก็จะเป็นการเรียก 3D Mode คือ จำลองภาพ 2D ให้เป็น 3D หรือแสดง 3D แบบ SBS
และ Top-Bottom โดยรวมภาพในตัวเพลเยอร์ได้ (แต่ยังไม่สามารถแปลง 3D ให้เป็น 2D ได้)
ทั้ง 2 ส่วนนี้ เป็นฟีเจอร์เด่นล่าสุด ของบลูเรย์เพลเยอร์ Oppo 2 รุ่นใหม่นี้

ในส่วนของ Home Menu เป็นจุดที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน (บน จากรุ่น 103/105, ล่าง 93/95) นอกจากตำแหน่งไอคอนแล้ว จำนวน Online Content ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นด้วย ถึงแม้จะใช้งานจริงได้ไม่กีอย่าง เพราะบริการไม่ครอบคลุมถึงประเทศไทย ที่เพิ่มขึ้น คือ CinemaNow และ Rhapsody จากเดิมที่มี

Netflix, VUDU HD, Film Fresh, Pandora, Picasa และ YouTube รายละเอียดของ Online Content จะกล่าวถึงอีกครั้ง >> หน้า 4

ต่อไป ลงดีเทลในเรื่องของอรรถประโยชน์เด่นล้ำ จาก Oppo บลูเรย์สไตล์ !! กันครับ

หมายเหตุ: Official Firmware ล่าสุด ที่ใช้อ้างอิงในการทดสอบ คือ BDP-103 = BDP10X-38-1220; BDP-93 = BDP9X-74-0908

 

Features – ลูกเล่น

 

Universal Media Player

ดังที่ทราบดีว่า อรรถประโยชน์ที่สร้างความคุ้มค่าให้กับบลูเรย์เพลเยอร์ยี่ห้อนี้ตั้งแต่รุ่นก่อน เรียกว่าเป็นปัจจัยสำคัญมาก คือ ความสามารถในการรองรับฟอร์แม็ต อ็อพติคัลดิสก์ หลากหลาย มิใช่เล่นได้แต่เพียง แผ่น BD, DVD-Video และ CD-Audio แบบเครื่องเล่นบลูเรย์ในท้องตลาดทั่วไป ทว่ารวมถึง SACD, DVD-Audio และ HDCD เป็นต้น อันเป็นฟอร์แม็ตทางเลือกของระบบออดิโอรายละเอียดสูงจากยุคก่อน ความสามารถเช่นนี้พบได้เฉพาะกับ “Universal Player” ระดับสูงในขณะนั้น ทว่าจุดเด่นสำคัญอีกประการในประเด็นความหลากหลาย ที่ทลายขีดจำกัดเหนือ Universal Player ปกติ คือ การรองรับ “ดิจิทัลไฟล์ฟอร์แม็ต” ได้อย่างกว้างขวาง ผ่านทาง Data Disc, USB หรือ Network

 

ประโยชน์ใช้สอยในแง่ของการรองรับมีเดียหลากหลาย สังเกตได้จาก Home Menu โดยจะแยกหมวด Optical Disc, Music, Picture, Movie และ Network ส่วนแถวล่างจะเป็น Online Content

 

โดยพื้นฐานการเป็น Blu-ray Player กับความสมบูรณ์ของระบบภาพและเสียงยุคไฮเด็ฟ
และรวมถึงเทคโนโลยีสามมิติ ไม่ทำให้ผิดหวังอยู่แล้ว

 

แต่ดังที่เกริ่นไปว่า นอกจาก BD DVD และ CD แล้ว Oppo ยังรองรับ SACD Multichannel/Stereo, DVD-Audio และ HDCD สื่ออ็อพติคัลดิสก์ออดิโอรายละเอียดสูงจากยุคก่อน ความพิเศษส่วนนี้ยังหลอมรวมไปถึงการ Bitstream ระบบเสียง DSD (จาก SACD) และการถอดรหัส HDCD ในรูปแบบ Hi-bit PCM ไปยัง DAC ภายนอก ผ่านทาง HDMI
ซึ่งในจำนวน Universal Player ในท้องตลาด น้อยนักที่จะทำได้

 

ความสามารถของรุ่นใหม่ ที่รุ่นก่อนไม่มีในการเล่นแผ่นอ็อพติคัลดิสก์อย่าง CD-Audio คือ
หากเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ในขณะนั้น จะดึงรายละเอียดชื่อเพลง ศิลปิน อัลบั้ม หมวด (Genre)
และแน่นอนว่ารวมถึงภาพปกอัลบั้มมาได้แบบอัตโนมัติ (แต่บางทีปกก็ไม่ตรง)

ปัจจุบันการรองรับไฟล์ดิจิทัลออดิโอ เป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ความสามารถของ 103/105
ครอบคลุมตั้งแต่ไฟล์ออดิโอ ระดับเด็กๆ (MP3, WMA, OGG, etc.) ไปจนถึง Studio Master (up to 192kHz/24-bit WAV, FLAC, etc.) และแน่นอน ไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงทั้งหลายที่กำลังได้รับความนิยม
(AVCHD, MKV, MP4, AVI, etc.) ก็รองรับได้อย่างไม่เคอะเขิน

 

รวมถึงความสามรถในการสตรีมมิ่งเพลง หรือภาพยนตร์ ที่เก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล NAS หรืออุปกรณ์ใดที่รองรับมาตรฐาน DLNA มาชมและฟังกับ Oppo 103/105 ผ่านทางโฮมเน็ตเวิร์กได้เลย ไฟล์ที่รองรับก็หลากหลายไม่ต่างจากเล่นผ่าน Data Disc หรือ USB Storage แต่สะดวกกว่าในแง่การกระจายที่มาของแหล่งข้อมูล

 

First Stand-alone Blu-ray Player with “HDMI Input” (MHL supported)

ไม่กล่าวถึงมิได้เลยสำหรับการปรับปรุงคุณภาพของภาพวิดีโอ จากเทคโนโลยี Qdeo Video Processor ที่ในรุ่นใหม่ 103/105 ได้รับการอัพเกรดให้อัพสเกลได้ถึง “4K” ถึงแม้โอกาสจะได้ใช้งานคงมีน้อย ด้วยปัจจุบันระดับราคาจอภาพ 4K ยังสูงอยู่ แต่ที่ผ่านมา กับการอ้างอิงมาตรฐานจอภาพทั่วไปก็พิสูจน์ว่า วิดีโอสเกลเลอร์มีส่วนช่วยปรับปรุงคุณภาพของคอนเทนต์วิดีโอ Standard Definition (จาก DVD, files ฯลฯ) ที่เล่นผ่านเพลเยอร์เครื่องนี้ ให้ดีขึ้นได้ แม้จะอัพสเกลที่ระดับ 1080p ก็ตาม แต่เหนือสิ่งอื่นใด นับเป็นครั้งแรกสำหรับ Stand-alone BD Player ที่ให้ HDMI Input มาด้วย การใช้งานวิดีโอสเกลเลอร์จึงมิได้จำกัดเฉพาะการรับชมคอนเทนต์จากตัวเครื่องเล่นนี้เท่านั้น แต่รวมถึงการปรับปรุงสัญญาณจากอุปกรณ์วิดีโอภายนอก ที่เด่นชัด ชมกันเป็นประจำ เรียกว่าถี่กว่าชมหนังแผ่นดีวีดี บลูเรย์ ด้วยซ้ำ คงไม่พ้น Cable/Satellite TV หรือแม้แต่การเชื่อมต่อสัญญาณจากอุปกรณ์ Smart Devices

 

การติดตั้ง HDMI In ของ Oppo BDP-103/105 เป็นแนวคิดที่ดึงศักยภาพของวิดีโอสเกลเลอร์คุณภาพสูง ภายในตัวเพลเยอร์ออกมาใช้งานให้เกิดประโยชน์ครอบคลุม กว้างขวางยิ่งขึ้น อันรวมถึงการปรับปรุงคุณภาพจากสัญญาณภายนอก

จริงอยู่ว่าความยืดหยุ่นจากการรับอินพุตภายนอกของ 103/105 อาจจะด้อยกว่า AVR ระดับสูงที่ติดตั้งวิดีโอสเกลเลอร์มาด้วยอยู่บ้าง ก็ตรงที่ 103/105 จำกัดเฉพาะสัญญาณรูปแบบ HDMI เท่านั้น แต่ในส่วนของ AVR มีความสามารถรองรับมาตรฐานวิดีโออินพุตได้หลากหลายกว่า การปรับปรุงอัพสเกลภาพ จึงมิได้จำกัดเฉพาะสัญญาณจากแหล่งโปรแกรมผ่านการเชื่อมต่อทาง HDMI หรือ MHL เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงอะนาล็อกวิดีโอด้วย

อย่างไรก็ดี เป้าหมายสำคัญ คือ การปรับปรุงคุณภาพของภาพที่เชื่อมต่อเข้ามานั้น ถือว่า 103/105 ทำได้โดดเด่นตามเป้าประสงค์ อานิสงค์จะส่งผลกับกรณีที่ใช้งาน AV Receiver รุ่นล่างๆ หรือซิสเต็ม Home Theater in a Box เล็กๆ ที่ไม่มีวิดีโอสเกลเลอร์ในตัวได้เป็นอย่างดี รายละเอียดผลลัพธ์ของการอัพสเกลผ่าน 103 จะรายงานให้ทราบอีกครั้งช่วง “ผลการทดสอบ” หน้า 5 ครับ

ต่อไป Dual HDMI Output with “ARC”

 

Dual HDMI กับแนวทางแบบ Split A/V แยกการเชื่อมต่ออุปกรณ์ภาพและเสียง

Dual HDMI Output with “ARC”

Dual HDMI Out ดูจะเป็นเทรนด์หลักสำหรับ BD Player ระดับสูงในปัจจุบัน จากประโยชน์ในการส่งสัญญาณภาพ และเสียงผ่าน HDMI Out ออกไป 2 ทาง พร้อมๆ กัน หรือจะแยก (Split A/V) ก็ได้ เพื่อประสิทธิภาพทางแบนด์วิธ ไปจนถึงการเป็นตัวเลือกเพื่อแก้ไข HDMI Standard Compatibility จากปัญหาการคาบเกี่ยวของมาตรฐาน HDMI จากอุปกรณ์รุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ เช่น ปัญหาการรองรับระบบ 3D Video ของทีวี กับ AVR ที่ไม่สัมพันธ์กัน ฯลฯ

ล่าสุดในส่วนของ Oppo รุ่นใหม่นั้น ยังคง Dual HDMI ไว้เช่นเดิม แต่เสริมความสามารถในส่วนของการรองรับฟังก์ชั่น Audio Return Channel (ARC) หรือกระบวนการรับสัญญาณเสียงจากทีวี ผ่านการส่งกลับมาทางสาย HDMI อันเป็นการตอกย้ำประโยชน์ด้านการแก้ไขปัญหาการรองรับมาตรฐาน HDMI ของอุปกรณ์ให้สูงขึ้นไปอีก

 

เดิมทีการใช้งานฟังก์ชั่น HDMI ARC นั้น ทั้ง ทีวี และ AVR จะต้องรองรับมาตรฐานดังกล่าวด้วยกันทั้งคู่ การใช้งานจึงจะสมบูรณ์ (ดังรูปทางซ้ายมือ) แต่หากอุปกรณ์ใด อุปกรณ์หนึ่งไม่รองรับ ARC ย่อมไม่สามารถใช้งานฟังก์ชั่นนี้ได้ (จำเป็นต้องอาศัยสายสัญญาณออดิโอรูปแบบอื่น หากต้องการให้เสียงทีวีไปออกที่ชุดโฮมฯ) ปัญหาเช่นนี้ ถือเป็นปัญหาคลาสิกในแง่ความเหลื่อมล้ำของอุปกรณ์ HDMI ที่พบได้บ่อย คือ ทีวีเครื่องใหม่ มี ARC แต่ AVR เป็นเครื่องเก่า ไม่รองรับ ARC แบบนี้ Oppo 103/105 ช่วยท่านได้…

การที่ทาง Oppo เพิ่มฟังก์ชั่น ARC เข้ามาในตัวเพลเยอร์ (พร้อม Dual HDMI เดิม) นั้น สามารถแก้ไขปัญหาในจุดนี้ กล่าวคือ ถึงแม้ว่า AVR จะไม่รองรับฟังก์ชั่น ARC แต่ 103/105 จะรับหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” รับสัญญาณเสียงจากทีวีด้วยหลักการ ARC และส่งสัญญาณเสียงจากทีวีนั้น ผ่านออกไปยัง AVR ในรูปแบบการเชื่อมต่อสัญญาณออดิโอผ่านสาย HDMI ปกติ (ดังรูปขวามือ) การเชื่อมต่อแนวทางนี้จึงมิได้ซับซ้อน หรือเพิ่มภาระใดๆ เพราะใช้ HDMI เส้นเดิมกับที่ส่งสัญญาณเสียงจากเพลเยอร์ไปยัง AVR (ใช้จำนวน HDMI เท่ากับ 2 เส้น ตามลักษณะการเชื่อมต่อแบบ A/V Split Dual HDMI) ผลเกี่ยวเนื่องอาจไปเพิ่มอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นหน่อย เพราะจำเป็นต้อง Power On 103/105 ตลอดเวลาที่ใช้งาน ARC แต่ได้ความสะดวกในแง่การเชื่อมต่อรับสัญญาณเสียงจากทีวีเพิ่มเข้ามา

ลูกเล่นปลีกย่อยอื่นๆ ของ Oppo Universal Media Player เครื่องนี้ มีอะไรน่าสนใจกันบ้างครับ

 

ปุ่ม Resolution ที่รีโมต เป็น Shortcut สำหรับเลือกโหมดความละเอียดในการอัพสเกลได้ กรณีเลือกโหมดที่จอภาพไม่รองรับ แล้วจอมืด ให้กดปุ่มนี้ซ้ำเป็นระยะ พร้อมกับดูลำดับตัวเลือก Resolution ที่จอแสดงผลหน้าเครื่อง เพื่อกลับไปเป็นโหมดความละเอียดอื่นที่จอภาพรองรับได้

 

ปุ่ม Option เป็นการเรียก Shortcut Menu ขึ้นมา เช่น กรณีรับชม BD สามารถดูรายละเอียดคอนเทนต์
ขยับตำแหน่งซับไตเติล เรียกเมนูปรับภาพ (Picture Adj.) ซูมภาพ และปรับเปลี่ยนมุมกล้องได้

 

หากกดปุ่ม Audio ที่รีโมต ก็สามารถตรวจสอบตัวเลือกระบบเสียงที่บันทึกมากับคอนเทนต์นั้นๆ
พร้อมให้ปรับเปลี่ยนได้เลย (ใช้กับ MKV ก็ได้)

 

และเมื่อกดปุ่ม Subtitle ก็จะมีรายการซับไตเติลทั้งหมด ขึ้นมาให้เลือกเช่นเดียวกัน รวดเร็วกว่าการที่ต้องย้อนกลับไปเลือกที่หน้า Top Menu หรือ Pop-up Menu

 

Sound – เสียง

 

ดังที่ทราบว่า Oppo 103 มาพร้อมกับช่องต่อ Audio Analog 7.1 Out นั่นเป็นการแสดงในเบื้องต้นว่า เพลเยอร์เครื่องนี้สามารถถอดรหัส Digital Surround Sound แล้วเอาต์พุตออกทางอะนาล็อกได้ในตัว ไม่ต้องพึ่ง Surround Decoder ภายนอก ความสามารถนี้รวมถึงการถอดรหัส HD Audio อย่าง DTS-HD, DD True HD เช่นเดียวกับระบบเสียง Surround Hi-res อย่าง Multi-channel DSD จาก SACD ก็ไม่เว้น

หมายเหตุ: กรณีเชื่อมต่อสัญญาณจากอุปกรณ์ภายนอก มายัง HDMI In ของ Oppo 103/105 จะสามารถใช้อานิสงส์จากภาคถอดรหัสเสียงดิจิทัลในตัวเพลเยอร์เพื่อแปลงสัญญาณออกทางอะนาล็อก 5.1/7.1 ได้ แต่ระบบเสียงที่รองรับผ่าน HDMI In ของ 103/105 จะจำกัดเฉพาะระบบเสียงเซอร์ราวด์พื้นฐาน อย่าง DTS และ Doby Digital เท่านั้น

 

แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ การผนวกระบบ Speaker Configuration ที่ช่วยให้การเชื่อมต่อซิสเต็มเครื่องเสียง และระบบลำโพงรอบทิศทาง เป็นไปได้อย่างยืดหยุ่น เต็มศักยภาพ ทั้งการชดเชยบาลานซ์ระดับเสียง ดีเลย์ระยะห่าง และ Bass Management ให้สอดคล้องกับสภาพใช้งานจริง (เดิมทีฟังก์ชั่นนี้จะมีเฉพาะกับ AV Processor / AVR) การที่ Oppo ผนวกระบบดังกล่าวมาในตัวเพลเยอร์ จึงได้อานิสงส์ชัดเจนมากกับการใช้งานร่วมกับซิสเต็มเครื่องเสียงแบบ Pure Analog (Multi-channel Pre+Power Amp) ไปจนถึง Active Speakers กับการใช้งานในรูปแบบ Surround Multi-channel ร่วมกับซับวูฟเฟอร์

 

Features – ลูกเล่น (เพิ่มเติม)

 

Main Digital Bord ของ 103 (บน) และ 93 (ล่าง) <<คลิกที่รูปเผื่อขยาย>> คุณสมบัติจาก Dual-core SoC Processor ในรุ่นใหม่ที่ช่วยให้การทำงานต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น รวดเร็วขึ้น ส่วนหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์ คือ การใช้งานในส่วนของ Online Content ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแสดงข้อมูลที่รวดเร็วขึ้น และในเชิงเสถียรภาพ

 

ออนไลน์คอนเทนต์ที่ดูเหมือนทาง Oppo เน้นมากเป็นพิเศษ คือ Netflix และ Vudu 2 ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งวิดีโอคอนเทนต์ระดับ FHD 1080p (เทียบเท่า Blu-ray) พร้อมระบบเสียงเซอร์ราวด์ Dolby Digital Plus 5.1
โดยศักยภาพแล้ว เป็นทางเลือกเพื่อความบันเทิงที่น่าสนใจมากในเชิงคุณภาพ คล้ายๆ กับการเช่าหนัง HD มาดู
แต่น่าเสียดายที่บริการไม่ครอบคลุมถึงประเทศไทย

 

ล่าสุดทาง Netflix เปิดบริการ SuperHD และ 3D Movies เพิ่มเติม แนวคิดของ SuperHD เป็นการพัฒนาขีดข้อจำกัดทางแบนด์วิดธ์ในการสตรีมมิ่งวิดีโอคอนเทนต์ ถึงแม้มาตรฐาน Resolution จะเท่าเดิม คือ 1080p แต่อัตราบิตเรทในการสตรีมมิ่งที่สูงขึ้น คุณภาพการรับชมย่อมเต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น แต่ต้องขอแสดงความเสียใจว่ายังไม่บริการถึงไทยครับ

 

ที่จะได้ใช้งานกันจริงๆ จังๆ คงไม่พ้น YouTube ซึ่งมีคลิปมากมายให้เลือกชมไม่หวาดไม่ไหว ถึงแม้จะยังรับชมระดับ 4K ไม่ได้ แต่ก็สามารถรับชมในระดับ HD ได้ ไม่รองรับการค้นหาด้วยข้อความภาษาไทย

 

Rhapsody แหล่งรวมอัลบั้มเพลงออนไลน์หลากหลายนับล้านเพลง ต้องลงทะเบียนเสียค่าสมาชิกก่อนจึงจะรับฟังได้

 

ร่วมแชร์ และจัดการคอลเล็คชั่นรูปถ่ายบน Picasa ถ้าไม่มีรูปตัวเองก็ดูรูปคนอื่นก็ได้ มีรูปสวยๆ ให้ดูเยอะเลย

ต่อไป คุณภาพการรับชมและรับฟัง Oppo BDP-103

 

Picture – ภาพ

จุดเด่นของ Video Processor (หรือที่เรียกกันว่า วิดีโอสเกลเลอร์) ที่ติดตั้งอยู่ภายในบลูเรยเพลเยอร์เครื่องนี้ สามารถใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางขึ้นมาก นอกเหนือจากปรับปรุงภาพจากคอนเทนต์ SD จำพวกหนังแผ่นดีวีดี ไฟล์วิดีโอ หรือสตรีมมิ่งวิดีโอแล้ว ผมเพิ่มเติมการเชื่อมต่อสัญญาณวิดีโอผ่านสาย HDMI จากกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม มายัง HDMI In ของ 103 ดูด้วย

 

ภาพจำลองอธิบายลักษณะการลดทอนสัญญาณรบกวน หรือ artifacts ในรูปของ CAR (Compression Artifact Reduction) ด้วยเทคโนโลยีจาก Marvell Qdeo Video Processor

ผลลัพธ์นั้น สร้างความประทับใจให้ได้ไม่น้อย โดยเฉพาะการปรับปรุงคุณภาพการรับชมรายการช่องปกติ (ไม่ใช่ HD) จากประเด็นการลดทอนสัญญาณรบกวน หรือ artifacts ที่แฝงมากับคอนเทนต์ลักษณะนี้ แต่มิได้หมายความว่า แค่เชื่อมต่อสัญญาณเข้ามา มีภาพออกทีวีแล้วจะได้ภาพที่ดีขึ้นเลยนะครับ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่การกำหนดพารามิเตอร์ชดเชยตามลักษณะปัญหาของคอนเทนต์ อันเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับวิดีโอสเกลเลอร์ที่ดี

 

การชดเชยตัวเลือกปรับภาพของ Oppo 103/105 จะอยู่ในหมวด Video Setup → Picture Adjustment (หรือจะกดปุ่ม Setup ที่รีโมตค้างไว้ก็ได้) ในส่วนของพารามิเตอร์ Noise Reduction จะใช้วิธีการอ้างอิงที่แปลกกว่าสเกลเลอร์ทั่วไปสักหน่อย กล่าวคือ ถึงแม้มิได้แยกหมวดแก้ไขปัญหาละเอียดอย่าง Random Noise, Block Noise และ Mosquito Noise แต่การแก้ไขปัญหาสัญญาณรบกวนทั้ง 3 ลักษณะข้างต้น จะอิงตามการให้น้ำหนักมาก-น้อย

โดยทั่วไปค่าประมาณ +1 ถึง +3 สำหรับคอนเทนต์ DVD และ +2 ถึง +4 สำหรับ Cable/Satellite TV (SD Channels) น่าจะช่วยปรับปรุงคุณภาพของภาพในประเด็นลดทอนสัญญาณรบกวนดังกล่าวได้แล้ว แต่ถ้าคอนเทนต์มีคุณภาพต่ำมากๆ ก็อาจให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ แต่อะไรก็ตาม ถ้ามากเกินไปก็ไม่ส่งผลดี ในส่วนของพารามิเตอร์ Noise Reduction ก็เช่นกัน เพราะจะส่งผลกระทบกับรายละเอียด ทำให้ภาพเบลอ ลดทอนความคมชัดลง

ปกติสัญญาณภาพความละเอียดต่ำ เมื่อขยายชมบนจอใหญ่ภาพก็ย่อมจะเบลอ ตัวเลือก Sharpness จะเพิ่มผลลัพธ์ให้ภาพดูคมขึ้นมาได้บ้าง แต่ผลที่ตามมา คือ หากมีน้อยส์แฝงอยู่ จะถูกเร่งให้เห็นชัดมากยิ่งขึ้น จึงอาจจะเหมาะกับคอนเทนต์ที่มี Resolution กลางๆ ไม่ต่ำมากนัก และมีอัตราบีบอัดข้อมูลน้อย ส่วน Contrast Enhancement ช่วยปรับระดับคอนทราสต์ของภาพให้ชัดเจนขึ้นได้ แต่เพิ่มมากไปสีจะเพี้ยน และดำจะจม หากต้องการคงสีสัน โทนภาพ “ความเป็นต้นฉบับ” ก็ไม่ควรปรับครับ เช่นเดียวกับตัวเลือกอื่นๆ นอกจากนี้

หมายเหตุ: 

– การใช้งาน Picture Adjustment นั้น ระบบจะเมมโมรี่ค่าไว้ได้ 3 Mode สำหรับ HDMI Out แต่ละชุด โดยจะอิงการใช้งาน Mode ที่เลือกไว้ล่าสุดเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลงตามคอนเทนต์หรืออินพุต ทั้งนี้ค่าพารามิเตอร์สเกลเลอร์ที่ปรับชดเชยให้เหมาะสมกับคอนเทนต์ Standard Definition หรือต่ำกว่า (เช่น DVD, Cable/Satellite TV) มักจะส่งผลกระทบลดทอนคุณภาพเมื่อรับชมคอนเทนต์ HD ลง จึงต้องระมัดระวังในจุดนี้ด้วย หากชมคอนเทนต์ HD ก็ควรจะเลือกโหมดอื่นที่เหมาะสม หรือปิดใช้งานไป (Source Direct) แต่ถ้าจะให้ง่าย เลือกคอนเทนต์ที่มีคุณภาพดีหน่อยตั้งแต่แรก (เลือกมาตรฐาน HD ไว้ก่อน) ก็ไม่ต้องวุ่นวายในประเด็นการปรับปรุงอัพสเกลครับ

– เพื่อศักยภาพสูงสุดจากระบบอัพสเกล Qdeo Video Processor แนะนำให้เชื่อมต่อสัญญาณภาพทาง HDMI Out 1

– หากไม่ต้องการใช้งานสเกลเลอร์ภายในตัว 103 หรือหากต้องการเชื่อมต่อกับสเกลเลอร์ภายนอกที่มีคุณสมบัติสูงกว่า ให้กำหนด Resolution เป็น “Source Direct” เพื่อมิให้เกิดผลกระทบจากสเกลเลอร์ที่ซ้ำซ้อน

สำหรับพื้นฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของภาพนั้นยังให้ความโดดเด่นไม่ต่างจากเดิม เช่น ความเที่ยงตรงในการถ่ายทอดความถูกต้องของสัญญาณแหล่งโปรแกรมต้นฉบับ โดยเฉพาะ 1080p/24 จากบลูเรย์ ผ่านตามเกณฑ์ได้ไม่ผิดคาด หากท่านชอบเพลเยอร์ที่ไม่บิดเบือนความเป็นต้นฉบับ (Source Direct) เพลเยอร์เครื่องนี้ก็ให้ได้ไม่ตกหล่น หน้าที่ของสเกลเลอร์อื่นๆ อย่างการทำ 3:2 Pull-down สำหรับคอนเทนต์ 24p ทำได้ดี ในส่วนของ Interlaced Motion ยังไม่ถึงขั้นสเกลเลอร์ระดับเทพ แต่อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ จุดนี้ส่วนสำคัญเกี่ยวเนื่องกับคุณภาพของแหล่งโปรแกรม และจอภาพที่เชื่อมต่อใช้งานด้วย หากว่ากันที่ศักยภาพของการอัพสเกล โดยเฉพาะการปรับปรุงคอนเทนต์คุณภาพต่ำจากหลากหลายอินพุต รุ่นใหม่ทำได้โดดเด่นกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย และจุดนี้เป็นสิ่งยืนยันว่า วิดีโอสเกลเลอร์ของ 103 มีศักยภาพสูงกว่าเดิม

 

Sound – เสียง

ในส่วนของคุณภาพเสียง หากเป็นการเชื่อมต่อผ่านทางรูปแบบ Digital Bitstream รวมถึงการถอดรหัสในรูปแบบ Digital PCM (via HDMI) อาจไม่แตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างมีนัยสำคัญก็จริง เพราะพื้นฐานระบบฮาร์ดแวร์มิได้แตกต่างจากเดิมในจุดนี้ ซึ่งแต่เดิมที่ว่า ก็เป็นพื้นฐานเชิงคุณสมบัติที่โดดเด่นในตลาดอยู่ก่อน อย่าง DSD Bitstream และ HDCD Decode to Hi-bit PCM ที่ช่วยยกระดับคุณภาพเสียงให้สูงขึ้นได้ กับการใช้งานร่วมกับหลายซิสเต็ม

หมายเหตุ: DSD Bitstream จะเอาต์พุตทาง HDMI Out 2 เท่านั้น

 

ซ้าย คือ Oppo BDP-103 (New) และ ขวา คือ BDP-93
Analog Board มีการเปลี่ยนแปลงรวมถึงปรับการจัดวางนิดหน่อย
จุดอื่นอย่างสาย Ground จาก IEC Inlet มีการเชื่อมลงตัวถังโดยตรง (ในรุ่นก่อนปล่อยลอย IEC ไม่มีขากราวด์)

แต่ที่ดูจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น คือ เสียงจากอะนาล็อกเอาต์ ถึงแม้จะใช้ DAC Chip ตัวเดิม คือ Cirrus Logic CS4328A แต่ Oppo ปรับปรุงเอาต์พุตในส่วนของ analog buffer และ filter stage ผมทดลองฟังเสียงผ่านช่องอะนาล็อก L R กับซิสเต็ม 2 แชนเนลเทียบกัน ระหว่าง 93 และ 103 พบว่ารุ่นใหม่ให้น้ำเสียงที่มีน้ำมีนวล โฟกัสชิ้นดนตรีชัดเจนขึ้น อย่าได้กังวลว่าจะเจออาการเสียงฟุ้งแบบบลูเรย์เพลเยอร์ถูกๆ เบสเป็นตัวเป็นตนกว่าเดิม หากเน้นฟังเพลง เปิดใช้ Pure Audio Mode ร่วมด้วยจะช่วยให้เสียงสงัดขึ้นอีกเล็กน้อย เช่นเดียวกับรุ่นก่อนครับ

 

Conclusion – สรุป

  • วัสดุ รูปลักษณ์ตัวถังคล้ายคลึงของเดิม ไม่ได้หรูหราหวือหวา แต่ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมในจุดเล็กๆ เพื่อปรับปรุงศักยภาพ
  • กับคุณสมบัติอัพสเกลถึงระดับ 4K แม้ว่าคงจะไม่ได้ใช้งานกันแบบจริงจัง เพราะข้อจำกัดของจอภาพในปัจจุบัน แต่ศักยภาพของ Qdeo Video Processor มีส่วนปรับปรุงคุณภาพของคอนเทนต์ที่ใช้งานกันในปัจจุบันให้ดูดีขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อรับชมกับมาตรฐาน SD อย่างการลดทอนน้อยส์ที่ปะปนมากับคอนเทนต์ลักษณะนี้ การถ่ายทอดความเที่ยงตรงอยู่ในเกณฑ์ดี
  • พื้นฐานคุณภาพเสียงกับการเชื่อมต่อในแบบดิจิทัลที่โดดเด่นอยู่แล้ว อาจมิได้โดดเด่นขึ้นกว่ารุ่นก่อนมากอย่างมีนัยสำคัญ แต่การปรับปรุงเล็กน้อยในส่วนของ Analog Output สร้างความแตกต่างแบบรับรู้ได้เมื่อรับฟังเปรียบเทียบกัน
  • ลูกเล่นของการเป็น Universal Media Player น่าจะครอบคลุมที่สุดเมื่อเทียบกับ Stand-alone BD Player ด้วยกัน ทั้งรองรับอ็อพติคัลดิสก์หลากหลาย รวมถึงดิจิทัลไฟล์ ครอบคลุมไปถึงการสตรีมมิ่งผ่านระบบเน็ตเวิร์ก อ็อพชั่นอุปกรณ์ของแถมก็ยังจัดเต็มเช่นเดิม
  • ไม่ได้เน้นที่ความหลากหลายของชนิดช่องต่อ แต่โฟกัสจุดที่สำคัญกับการใช้งานจริงเป็นหลัก อรรถประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจาก HDMI/MHL In และ Dual HDMI Out with ARC พลิกโฉมแนวทางของ BD Player ให้ครอบคลุมการใช้งานกว้างขวางกว่าเดิม
  • คุณสมบัติครอบคลุม ผลลัพธ์การใช้งานกว้างขวางล้ำหน้าบลูเรย์เพลเยอร์ทั่วไป กับราคาค่าตัวที่ไม่แพงจนเกินเอื้อม เป็นจุดหลักของความคุ้มค่าของรุ่นนี้ หรือจะเรียกว่าเป็นจุดเด่นเลยก็ว่าได้

 

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
Prev post
Next post

Leave a comment

All blog comments are checked prior to publishing

Thanks for subscribing!

This email has been registered!

Shop the look

Choose options

Have Questions?
Back In Stock Notification
is added to your shopping cart.

Choose options

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้