รีวิว TCL 65C7K รุ่นกลางที่ทรงพลัง ! ดูหนังดี เล่นเกมได้ HDR เจิดจรัสแบบ QD-Mini LED TV

อัพเกรดจากรุ่นปีที่แล้ว C755 แบบก้าวกระโดด ! ด้วยพลังแห่ง QD-Mini LED ให้ความสว่างแบบ HDR แตะ 2000++ Nits สว่างกว่าเดิม 2 เท่า การแบ่งโซนคุมแสงละเอียดขึ้น พร้อมรองรับ IMAX Enhanced กับความสามารถเอื้อต่อการเล่นเกม High Frame Rate 4K 144Hz VRR FreeSync Premium Pro เช่นเคย… ประสิทธิภาพของ TCL 65C7K จะโดดเด่นเพียงใด ติดตามจากรีวิวนี้ได้เลย !

ปัจจุบัน TCL C7K มีให้เลือก 4 ขนาด คือ 55, 65, 75 และ 85 นิ้ว รุ่นที่จะทำการรีวิวต่อไปนี้ คือ “65C7K” เป็นขนาด 65 นิ้ว ครับ
Design – รูปลักษณ์

รูปลักษณ์ วัสดุดูดี ตามสไตล์รุ่นกลางสูง

ด้านข้าง มีคำว่า Premium QD-MiniLED กำกับ การันตีประสิทธิภาพว่าไม่ธรรมดา

อานิสงส์จากโครงสร้าง Backlight แบบ Mini LED ช่วยให้จอภาพบางกว่าทีวีที่ใช้ Direct LED แบบเก่า แต่ยังบางไม่เท่ากับ Edge LED ทั้งนี้ จุดเด่นของ Mini LED ที่มีขนาดเล็ก คือ การควบคุมแบ่งโซนดิมแสงลอดได้ละเอียดยิ่งขึ้น และให้ระดับความสว่างสูงกว่า ประเด็นนี้จะกล่าวถึงอีกครั้งช่วงรายงาน คุณภาพของภาพ

ข้างใต้จอตรงตำแหน่งโลโก้ TCL มีปุ่มควบคุม ใช้เปิด-ปิดเครื่อง, เปลี่ยนช่อง, เพิ่ม-ลดเสียง ฯลฯ และยังติดตั้ง “ไมโครโฟนมากับจอทีวีเลย” มีสวิตช์เปิดปิดไมโครโฟนได้ สามารถรับคำสั่งเสียง Google Assistant ทั้งแบบพูดตรงกับทีวี หรือจะพูดผ่านรีโมทก็ได้

ขาตั้งโลหะ เปลี่ยนจากทรงกิ่งไม้รับ 2 ฝั่ง ซ้าย-ขวา ในรุ่นก่อน มาเป็นแบบฐานรับตรงกลาง ต้องการพื้นที่ตั้งวางน้อยลง หาชั้นวางได้สะดวก จะเห็นผลชัดกับรุ่นจอภาพขนาดใหญ่ 75 – 85++ นิ้ว

ด้านหลังทำเท็กเจอร์ลายตาราง ดูคล้ายกับรุ่นก่อน แต่จุดที่เพิ่มเข้ามา คือ วูฟเฟอร์คู่ ที่ด้านบน การถ่ายทอดย่านเสียงต่ำจึงถูกอัพเกรด น้ำหนักเสียงชัดเจนขึ้น ในส่วนตำแหน่งช่องรับสัญญาณต่าง ๆ ถูกจัดวางอยู่ฝั่งซ้าย

ที่ด้านหลัง ตรงส่วนบนของฐานตั้ง จะมีแผ่นปิดพร้อมช่องสำหรับจัดระเบียบสายไฟ-สายสัญญาณต่าง ๆ ได้

รีโมตคอนโทรลแบบทรงเหลี่ยมยาว มีปุ่มลัดเข้าแอป Netflix, Prime Video, YouTube ฯลฯ พร้อมไมโครโฟนรับคำสั่งเสียงไทย/อังกฤษ ผ่าน Google Assistant ได้อีกทางหนึ่ง (นอกจากไมโครโฟนที่ทีวี)
Connectivity – การเชื่อมต่อ

C7K ให้ HDMI 2.1 In 2 ช่อง รองรับ 4K 144Hz ที่ HDMI 1 และ HDMI 2 ส่วนที่เหลือเป็น HDMI 2.0 (up to 4K 60Hz) ฟังก์ชั่น ARC/eARC รองรับที่ HDMI 1
ช่องต่ออื่นๆ ที่ให้มา ได้แก่ Digital Optical Audio Output, Ethernet Port (มี Wi-Fi & Bluetooth Built-in ให้ด้วย) และ DVB-T2 Antenna In
ช่องต่อ USB 3.0 1 ช่อง และ USB 2.0 1 ช่องสามารถเชื่อมต่อกับ USB Flash Drive, External HDD (5V/0.5A) และอาจรวมถึง Keyboard, Mouse ฯลฯ
แต่มีช่องต่อที่ถูกตัดออกไป คือ AV (Composite Video & Audio) In และ Audio/Headphones Out หากต้องการเชื่อมต่อกับหูฟัง จะรองรับเฉพาะทาง Bluetooth เท่านั้น

รุ่นนี้รองรับ AirPlay สามารถรับภาพและเสียงตรงจากอุปกรณ์ iOS ได้ ส่วนอุปกรณ์ Android ก็ส่งผ่าน Chromecast
สรุปจำนวนช่องต่อของ TCL 65C7K ได้ดังนี้
| HDMI™ In | 4 (ด้านข้าง) เป็น HDMI 2.1 (up to 4K144p) 2 ช่อง |
| USB | 2 (ด้านข้าง) เป็น USB 3.0 1 ช่อง |
| Ethernet | 1 (ด้านข้าง) พร้อม Wi-Fi Built-In |
| Composite Video In | – |
| Component Video In | – |
| RF (Antenna) In | 1 (ด้านข้าง) พร้อม DVB-T2 Digital Tuner |
| PC HD15 In | – |
| Analog Audio In | – |
| Digital Audio Out | 1 (Optical ด้านข้าง) |
| Audio/Headphones Out | – |
| Bluetooth Audio | Yes |
Picture Quality
หากเทียบกับรุ่นก่อน C755 ถึงแม้จะใช้โครงสร้าง Backlight แบบ Mini LED เหมือนกัน แต่รุ่นใหม่ C7K ถูกอัพเกรดจำนวน Mini LED มากขึ้น ส่งผลให้ระดับความสว่าง HDR Peak Brightness สูงกว่าเดิมถึง 2 เท่า แตะที่ระดับ 2000+ nits ! (C755 ทำได้ราว 1000 nits) นอกจากนี้การควบคุมแบ่งโซนดิมแสง 65C7K ก็ทำได้ละเอียดขึ้นสูงสุดถึง 1008 โซน ! (จำนวน Dimming Zone จะสูงขึ้นในรุ่นจอภาพใหญ่ขึ้น สูงสุด 1568 โซน ในรุ่น 85C7K) ในขณะที่ C755 ทำได้แค่ 500+ โซนเท่านั้น
“การถ่ายทอดภาพของ C7K จึงมีพลังดูเตะตากว่ามาก การคุมแสงลอดก็ละเอียดกว่า ในหลาย ๆ ซีนพบว่า ได้ระดับคอนทราสต์ที่ดีกว่า ภาพดูดำลึกกว่ารุ่นก่อนชัดเจน”

การเปิดใช้งาน หรือ ปรับเปลี่ยนตัวเลือกตั้งค่าดิมแสงจาก Mini LED Local Dimming Backlight ของรุ่นนี้จะใช้ชื่อว่า Local Contrast ส่วนภาษาไทยเรียกว่า การหรี่แสงแบบเป็นกลุ่ม ฟังดูตรงตัวเข้าใจง่ายกว่า สามารถปรับการดิมแสงได้ 3 ระดับ (Low, Middle และ High) หรือจะปิด (Off) ก็ได้ แต่แนะนำให้เปิดใช้งานดีกว่า
โดยปกติที่ระดับ High จะให้ความเปรียบต่างของแสงได้ดีที่สุด Black level ดำลึก ในหลาย ๆ ซีนแทบไม่เห็นแสงลอดเลย ส่วนความสว่างก็ขับเน้นออกมาได้เต็มที่ จะมีบ้างในซีนที่วัตถุสว่างเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ภาพอาจจะดูทึมลง และอาจเห็นแสงเรืองออกมาบ้าง แต่ก็เป็นปกติสำหรับทีวีที่ใช้แหล่งกำเนิดแสง Mini LED หรือ LED Backlight
ส่วนที่ระดับ Middle และ Low จะเพลาในเรื่องของการขับเน้นความเปรียบต่างของแสงลงตามลำดับ บางกรณีจะช่วยลดอาการแสงกระแทกตา การกระชากของแสงในระหว่างปรับเปลียนจากซีนมืดไปสว่างจะลดลง บางคนอาจจะชอบ เพราะช่วยให้ดูสบายตากว่าก็เป็นได้ ความต่าง คือ ระดับ Low จะปล่อยให้มีแสงลอดออกมาบ้าง จึงไม่เหมาะกับการรับชมในห้องมืดสลัว


– SDR Picture Modes –

โหมดภาพ Filmmaker เป็นอีกจุดที่เพิ่มมาในรุ่นใหม่ (ทีวีของ TCL เจน ฯ ก่อนนี้ไม่มี) การปรับจูนค่าภาพจากโรงงานหลายจุดดีขึ้น ทว่าด้านความเที่ยงตรงของสีสัน อาจยังมีความจำเป็นต้องปรับจูนเพิ่มเติมบ้าง เพราะค่าโรงงานจะติดอมเขียวอยู่นิด ๆ อุณหภูมิสีเฉลี่ยอยู่ที่ราว 6100K ในขณะที่โหมดภาพทางเลือกอย่าง Movie อุณหภูมิสีอยู่ที่ประมาณ 6300K

Filmmaker เมื่อรับชม SDR Content ถูกกำหนดค่าความสว่างมาให้เหมาะกับการใช้งานรับชมตอนกลางคืน หรือในห้องคุมแสง ส่วน Movie จะเหมาะกับใช้งานตอนกลางวัน หรือในห้องรับแขกทั่วไป ในสถานการณ์ที่ต้องการระดับความสว่างสูงขึ้น หรือต่ำลง สามารถปรับเพิ่ม-ลดความสว่าง ที่ตัวเลือก Brightness ได้ตามความเหมาะสม
Rec.709 - Post ColorChecker

SDR - Post Calibration

SDR - Pre Calibration
หากจริงจังต้องการค่าภาพที่เที่ยงตรงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ TCL เปิดโอกาสให้ทำการปรับจูนภาพแบบละเอียดได้ ซึ่งหลังปรับภาพพบว่า ค่าความผิดเพี้ยนสมดุลแสงขาว (Grayscale Avg dE) และค่าความผิดเพี้ยนสี (Color Space Avg dE) ลดต่ำลงมาเหลือเพียง 1.4 และ 1.3 ตามลำดับ ในส่วนค่าความผิดเพี้ยนสีโดยรวมแบบเฉลี่ย (Rec. 709 Saturation Avg dE) ที่ 1.2 (Max dE = 2.2) อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถนำไปใช้เป็นจออ้างอิงกับงานระดับโปรเฟสชันนัลได้
– HDR Picture Modes –
C7K รองรับมาตรฐาน Static HDR ทั้ง HDR10 และ HLG ส่วน Dynamic HDR ก็รองรับครบทั้ง Dolby Vision และ HDR10+ ไม่ต้องรักพี่เสียดายน้อง นอกจากนี้ยังมีโหมดภาพ IMAX ให้ใช้งานกับการรับชม HDR Content ด้วย เป็นการยืนยันว่า รุ่นนี้ได้การรับรองมาตรฐาน “IMAX Enhanced”

ทว่าโหมดภาพ IMAX จะมีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถปรับจูนค่าภาพเชิงลึกได้ หากต้องการปรับชดเชยค่าภาพ แนะนำโหมดภาพ Filmmaker หรือ Movie จะตอบโจทย์กว่าครับ
ระดับความสว่าง HDR Peak Brightness (10% Window @ 1 sec Delay) ของ 65C7K หากอ้างอิงที่โหมดภาพ IMAX จะทำได้สูงถึง 2450 nits แบบช่วงสั้น ๆ และจะลดต่ำลงมานิ่งที่ราว 1840 nits ในขณะที่ความสว่างโหมด Filmmaker ทำได้ที่ 1873 nits (สูงกว่ารุ่น C755 2 เท่า !)
ขอบเขตสีครอบคลุม Wide Color Gamut ที่ 93.98/96.9% ของมาตรฐาน DCI-P3 (xy/uv) หรือเทียบเท่า 72.05/74.29% Rec2020 (xy/uv) ขับเน้นแสงสีจาก HDR Content ได้
P3 - Post Suratation Sweeps
HDR - Post calibration

HDR - Pre Calibration

ค่าความเที่ยงตรงของสีสัน เมื่อรับชม HDR Content หากเป็นโหมด Filmmaker, Movie, Game หรือ IMAX ค่าโรงงานจะจูนสีมาใกล้เคียงกัน โดยจะติดอมเขียวนิด ๆ เหมือนเวลารับชมโหมดภาพแบบ SDR
กรณีที่ต้องการปรับภาพ HDR สามารถทำได้ ซึ่งให้ความเที่ยงตรงดีขึ้น โดย Grayscale Avg dE และ Colorspace Avg dE ลดลงจาก 6.7 และ 5.7 เหลือเพียง 4.6 และ 3.5 ตามลำดับ ส่วนความสว่าง HDR Peak Brightness จะลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 1617 nits ในโหมด Filmmaker
– Game Mode –
“ทีวีของ TCL โดยเฉพาะรุ่นระดับกลางขึ้นไป จะมาพร้อมคุณสมบัติที่เอื้อกับการเล่นเกม”
อย่างรุ่นนี้ C7K รองรับ High Frame Rate 4K 144Hz ผ่าน HDMI 2.1 2 ช่อง (HDMI 1, HDMI 2) พร้อม FreeSync Premium Pro (Variable 48 – 144Hz) และเปิดการแสดงผล Dolby Vision/HDR10 ร่วมกับการเล่นเกมได้ไม่มีปัญหา จึงสามารถใช้งานกับทั้ง PC และ Game Console ยุคใหม่ ได้เป็นอย่างดี

โหมดภาพ Game ของ TCL จูนสีมาเหมือนกับโหมด Movie อาจดูไม่สดเด้งเตะตาแบบทีวีที่ Game Mode อิงค่าภาพแบบ Dynamic/Vivid ทว่าจะได้สีสันที่เน้นความเที่ยงตรงตามมาตรฐานอุตสหกรรมเกม-ภาพยนตร์ มากกว่า ซึ่งรุ่นนี้ โทนภาพโหมด Game จะคล้าย Filmmaker และ Movie คือจะติดอมเขียวนิด ๆ หากต้องการ สามารถปรับจูนค่าภาพแบบละเอียด เพื่อชดเชยอุณหภูมิสี ฯลฯ ได้

มี Game Bar แจ้งรายละเอียดสัญญาณภาพที่ด้านบน ส่วนด้านล่างมีตัวเลือกตั้งค่าภาพ กับฟีเจอร์ช่วยในการเล่นเกมอย่าง Aiming Aid (เป้าช่วยเล็ง)

C7K รองรับฟังก์ชั่น ALLM (Auto Low Latency Mode) โดยจะเปิด Game Mode ลดทอน Input Lag อัตโนมัติเมื่อได้รับสัญญาณจากเครื่องเกมคอนโซล หรือ PC ในบางกรณีหากพบว่า ALLM ไม่ทำงาน หรือต้องการเปิด Game Mode เอง สามารถทำได้ที่ตัวเลือก Game Master ใน Settings

ค่า HDMI Input Lag (Game Mode – Auto/On) ที่ 144Hz อยู่ที่ 4 ms, 120Hz = 4.9 ms และ 60Hz = 13.2 ms จึงให้การตอบสนองฉับไว สัมพันธ์กับการควบคุมของผู้เล่น
Sound Quality
“C7K ได้รับการปรับจูนเสียงโดย Bang & Olufsen”

และยังมาพร้อมกับวูฟเฟอร์คู่ที่ด้านหลัง ทำงานประสานกับลำโพงสเตอริโอที่ติดตั้งตรงส่วนล่างของจอภาพ การถ่ายทอดคุณภาพเสียงจึงถูกอัพเกรดขึ้นไม่แพ้เรื่องภาพ นอกจากน้ำเสียงที่ชัดเจนขึ้นแล้ว น้ำหนักเสียงก็อิ่มแน่นขึ้น เสียงเบสก็ลงได้ลึกกว่าลำโพงทีวีโดยทั่วไป

หากต้องการ สามารถปรับจูนเสียงผ่าน Beosonic ได้ แต่การอ้างอิงผลลัพธ์การปรับย่านเสียงจะงง ๆ นิดนึง เหมือนเอา Treble, Bass, Vocal มารวมไว้อยู่ที่เดียวกัน

การอัพเกรดคุณภาพเสียง ด้วยการเชื่อมต่อกับ Home Theater หรือ Soundbar ทำได้ผ่าน HDMI ARC/eARC (รองรับ Dolby Atmos, DTS:X Pass-through) หรือ Optical Out หรือจะเชื่อมต่อกับลำโพง/หูฟังไร้สาย ผ่าน Bluetooth ก็ได้ และสามารถเชื่อมต่อเฉพาะ ลำโพงซับวูฟเฟอร์ (ต้องเป็นรุ่นที่รองรับ) ก็ได้เช่นกัน
Features – คุณสมบัติเพิ่มเติม

ระบบ Google TV ส่งเสริมให้ C7K เป็น Smart TV ที่ตอบโจทย์ความบันเทิงหลากหลาย ด้วยจำนวน app ยอดฮิตมากมาย หนึ่งในนั้น คือ ช่องรายการสด ที่คัดสรรโดย TCL ผ่าน TCL Channel app

Netflix รองรับการแสดงผล 4K Dolby Vision และระบบเสียง Dolby Atmos (DD+)

Apple TV รองรับการแสดงผล 4K Dolby Vision และระบบเสียง Dolby Atmos (DD+)

คอบอล มีทางเลือกรับชมแม็ตช์สำคัญจาก Monomax ได้

หากที่กล่าวมานี้ไม่จุใจ ยังมี HBO max, Disney+ Hotstar, TrueID, AIS Play และอีกมากมาย ให้เลือกรับชมเพิ่มเติมได้แบบจุก ๆ
Conclusion – สรุป
“นี่คือตัวอย่างการปรับเปลี่ยนรุ่นที่ดี คือ รุ่นใหม่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม แต่เปิดตัวด้วยราคาเท่าเดิมหรือต่ำลง“

ซึ่ง C7K ให้คุณภาพของภาพโดดเด่นกว่ารุ่นก่อน C755 ชัดเจนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับความสว่าง การแบ่งโซนคุมแสง และขอบเขตสีกว้าง ในแบบฉบับ QD-Mini LED ด้านเสียงก็โดดเด่นไม่แพ้กัน น้ำหนักเสียงเต็มอิ่มขึ้น จากวูฟเฟอร์คู่ที่ได้รับการจูนเสียงโดย B&O ในขณะที่ยังคงคุณสมบัติด้านการเล่นเกม และ Google TV ไว้รอบด้านเช่นเคย ใครมีงบกลาง ๆ รุ่นนี้นับเป็นตัวเลือกที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับต้น ๆ ครับ
ราคาเปิดตัว TCL C7K QD-Mini LED TV
55 นิ้ว 27,990 บาท
65 นิ้ว 38,990 บาท
75 นิ้ว 49,990 บาท
85 นิ้ว 67,990 บาท
พร้อมรับประกัน 3 ปี เมื่อลงทะเบียนออนไลน์
