คุ้มค่า ด้วยฟังก์ชั่นครบครัน นำสมัย !!! รีวิว Yamaha RX-V675 4K Ready Network AVR

คุ้มค่า ด้วยฟังก์ชั่นครบครัน
นำสมัย !!!

AV Receiver ถือเป็นอุปกรณ์ที่เป็นหัวใจสำคัญในระบบโฮมเธียเตอร์ เพราะนอกจากทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อรับสัญญาณภาพและเสียง จากอุปกรณ์บันเทิงต่างๆ แล้ว ตัวมันเองยังทำหน้าที่ถอดรหัสสัญญาณเสียงดิจิทัลเซอร์ราวด์ แปลงสัญญาณเสียงแบบดิจิทัลให้เป็นอนาล็อก (DAC) และขยายสัญญาณอะนาล็อกไปนำเสนอผ่านระบบลำโพงรอบทิศทาง
ด้วยหน้าที่สำคัญ และหลากหลายดังกล่าว ปัจจุบันผู้ผลิตยังเพิ่มคุณค่าให้กับ AV Receiver อย่างต่อเนื่อง ด้วยฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่สนองตอบกับวิถีชีวิตในปัจจุบันอย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่าในงบเท่าเดิม เราได้อะไรที่มากขึ้นกว่าเดิม และด้วยระดับราคาที่ถือว่าไม่แรงแต่อย่างใด RX-V675 AV Receiver รุ่นใหม่ ประจำปี 2013 นี้ จึงให้ความคุ้มค่าในระดับสูง
Design – การออกแบบ

RX-V675 เป็น AV Receiver ในตระกูล “RX-V 75” ซึ่งเป็นซีรี่ส์ระดับกลางของ Yamaha (รองจาก AVENTAGE Series) ในซีรี่ส์นี้ประกอบไปด้วย AVR ประสิทธิภาพสูงแต่เน้นราคาคุ้มค่า จำนวนทั้งสิ้น 5 รุ่น คือ
RX-V775 | RX-V675 | RX-V575 | RX-V475 | RX-V375
จะเห็นว่าถ้าดูลำดับรุ่นแล้ว RX-V675 อยู่ในระดับเกือบสูงสุดของซีรี่ส์ RX-V 75 เลยทีเดียว คุณสมบัติเด่นๆ จึงมีให้อย่างครบครับ ไม่ว่าจะเป็นการรองรับ 4K (Upscaled & Pass-through), USB & Network Functions, iOS & Android Devices Compatible พร้อมภาคขยาย 90 วัตต์ (@8-ohm, 20Hz – 20kHz, 0.09% THD) จำนวน 7 แชนเนล รองรับมาตรฐานระบบเสียงเซอร์ราวด์ปัจจุบันได้ครบครัน เป็นต้น
ว่าแต่เมื่อมีการเปลี่ยนรุ่นกันทุกปี แล้ว AVR รุ่นนี้ พัฒนาแตกต่างจากเดิมอย่างไร?

เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นของปีที่แล้ว คือ RX-V673 (รุ่นปี 2012) ดูลักษณะภายนอกอย่างแผงหน้า อาจสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ยาก

พลิกมาดูด้านหลัง ซึ่งเป็นตำแหน่งติดตั้งช่องต่อต่างๆ กันบ้าง
ถึงแม้เลย์เอาต์จะแตกต่างไปจากเดิมอยู่บ้าง แต่ชนิด และจำนวนช่องต่อก็แทบไม่ต่างจากเดิม จำนวนช่องต่อสำคัญที่ใช้งานเป็นหลัก เช่น HDMI In มีจำนวน 6 ช่อง (รวม 1 ช่อง ที่แผงหน้าแล้ว) และ HDMI Out 1 ช่อง ซึ่งเป็นจำนวนที่เท่ากับรุ่นก่อน รองรับ 4K Upscale & Pass-through
ส่วนช่องต่อสายลำโพงมีจำนวนเท่าเดิม เช่นเดียวกับจำนวนภาคขยายมัลติแชนเนลที่ติดตั้งมา คือ 7 แชนเนล (+ Zone2) สายไฟเอซี เป็นแบบติดตายกับตัวเครื่อง ถอดเปลี่ยนไม่ได้ โดยรวมแล้วแทบจะเหมือนเดิม…
ถึงกระนั้น รุ่นใหม่ก็ใช่ว่าจะไม่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงแปลงอะไรเลย มาลองดูรายละเอียดกันครับว่า รุ่นใหม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมเข้ามาบ้าง

ที่ต่างกัน คือ ตรงนี้ครับ หากสังเกต จะเห็นว่าที่ช่อง AUX HDMI In บนแผงหน้าของ 675 จะมีตัวอักษร MHL กำกับไว้ นัยว่ารองรับมาตรฐาน Mobile High Definition Link สำหรับเชื่อมต่อสัญญาณภาพและเสียงระดับ HD ร่วมกับอุปกรณ์ Smart Devices นั่นเอง

และอีกจุด คือ ทาง Yamaha อัพเกรดฟังก์ชั่น NET/USB ของ 675 ให้รองรับมาตรฐานไฟล์ WAV/FLAC ระดับ Studio Master ถึง 192kHz/24-bit (ในขณะที่ 673 รองรับถึง 96kHz/24-bit เท่านั้น) พร้อมด้วย 192kHz/24-bit DAC Chip จาก Burr-Brown ส่วนความสามารถของภาคถอดรหัสเสียงเซอร์ราวด์มาตรฐาน HD นั้น ครบครันเช่นเดิมครับ


และถ้าหากดูคอนเซ็ปต์ของ RX-V 75 Series ดูเหมือนทาง Yamaha จะเน้นย้ำเรื่องของปัจจัยการออกแบบที่ส่งผลกับคุณภาพเสียงมากขึ้น กับแนวทางที่เรียกว่า “Yamaha Total Purity Concept” ทั้ง 4 ขั้นตอน
เริ่มตั้งแต่ Independent Pure Power Supply ภาคจ่ายไฟประสิทธิภาพสูงจาก EI Transformer และ Switching Power Supply ที่แยกจ่ายพลังงานเลี้ยงภาคขยาย รวมถึงอุปกรณ์ภาคอะนาล็อก และดิจิทัลต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ High Purity Pre-amplification ภาคปรีแอมป์ที่เน้นทางเดินสัญญาณที่สั้น เพื่อคงความบริสุทธิ์ของสัญญาณเสียง High Drive AMP Technology ภาคขยายแบบ Fully discrete เน้นการจ่ายกระแสได้สูง ทั้ง 7 แชนเนล
และสุดท้าย คือ Anti Vibration Technology อุปกรณ์ทั้งหมดติดตั้งภายใต้ตัวถังที่เน้นป้องกันในเรื่องของการสั่นสะเทือน ถึงแม้จะสังเกตแนวทางดังกล่าวได้ไม่ชัดเจนเหมือน AVENTAGE Series แต่ก็น่าจะส่งผลให้อุปกรณ์ภายในของ RX-V 75 Series ทำงานได้อย่างมั่นคง เต็มศักยภาพยิ่งขึ้น

อุปกรณ์อื่นๆ ที่ให้มาในกล่อง มีรีโมตคอนโทรล สายอากาศวิทยุ AM/FM เอกสาร Quick Start Guide และคู่มือการใช้งานแบบ PDF บรรจุในแผ่น CD และแน่นอน ขาดไม่ได้ คือ YPAO Setup Mic เพื่อใช้ในขั้นตอนติดตั้งต่อไป
Connectivity – ช่องต่อ

แผงหน้าจะมีช่องต่อหลักๆ คือ Headphone Out สำหรับเชื่อมต่อกับหูฟัง กรณีต้องการรับฟังแบบส่วนตัว ถัดขึ้นไปด้านบน เป็นช่อง YPAO MIC สำหรับระบบ Auto Speaker Calibration ซึ่งเอาไว้ใช้งานร่วมกับไมโครโฟนที่ให้มาด้วย

ถัดมา คือ ช่องต่อ AUX Input มี HDMI/MHL หน้าที่ดังที่กล่าวไปแล้ว เอาเชื่อมต่อรับสัญญาณภาพและเสียงระดับ HD จากอุปกรณ์ Smart Devices และมี Video Composite สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์วิดีโอมาตรฐานเก่า และช่องต่อไม่มีไม่ได้ สำหรับ AVR ยุคดิจิทัล คือ USB

ช่องต่อ USB ที่แผงหน้านี้ นอกจากเชื่อมต่อกับ USB Mass Storage Devices เพื่อเล่นไฟล์เพลงดิจิทัลแล้ว ยังรองรับการเชื่อมต่อกับ iDevices และ Android อีกด้วย พร้อมกับการชาร์จไฟไปในตัว รุ่นนี้สามารถจ่ายไฟให้ iPad ได้เพียงพอ และชาร์จไฟให้อุปกรณ์ USB ขณะ AVR อยู่ในสถานะ Standby ได้

ต่อกันที่ช่องต่อด้านหลัง ดังที่เรียนไปก่อนหน้านี้ว่า 675 เป็นรุ่นเกือบสูงสุดของซีรี่ส์ RX-V 75 ดังนั้นความยืดหยุ่นจากความหลากลหายของช่องต่อ จึงครบครันไม่แพ้รุ่นใหญ่ๆ เลยทีเดียว มาทั้งอะนาล็อก ดิจิทัล ออดิโอ และวิดีโอ รวมถึงสามารถกระจายการใช้งานไปยัง Zone2 ได้อีกต่างหาก
Ethernet Input มีไว้เพื่อให้ใช้งานฟังก์ชั่นเน็ตเวิร์กและออนไลน์คอนเทนต์ ตามมาตรฐาน Network AVR ในปัจจุบัน ส่วน USB ที่เห็นด้านหลังนี้ มีไว้จ่ายไฟ DC ให้กับอุปกรณ์เสริมอย่าง YWA-10 WiFi Adapter และ YBA-11 Bluetooth Adapter เท่านั้นนะครับ หากต้องการใช้งานร่วมกับ USB Storage หรือ Smart Devices ให้เชื่อมต่อช่องด้านหน้าครับ
Features – ลูกเล่น
ปัจจุบันการเชื่อมต่อรับสัญญาณในแบบ “ไร้สาย” กำลังได้รับความนิยม เนื่องจากความสะดวก ให้ความคล่องตัวสูง เพราะขจัดสายสัญญาณพะรุงพะรังเกะกะออกไปได้ Yamaha AVR เอง ก็มีความสามารถตอบสนองในจุดนี้เช่นเดียวกัน เพียงดำเนินการเพิ่มเติมอุปกรณ์เสริมง่ายๆ ดังต่อไปนี้

YWA-10 WiFi Adapter เป็นอุปกรณ์เสริมที่ทำให้ Yamaha Network AVR สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สาย (WiFi) ได้ เหมาะมากกับกรณีที่ตำแหน่งติดตั้งใช้งานโฮมเธียเตอร์ ไม่ได้เดินสาย LAN เผื่อเอาไว้แต่แรก เพียงติดตั้งอุปกรณ์เสริมนี้เข้ากับ AVR ก็สามารถรับฟัง Internet Radio รวมถึงการแชร์คอนเทนต์เพลงร่วมกับคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ในเครือข่าย (DLNA & AirPlay) หรือใช้อุปกรณ์เหล่านั้นควบคุมสั่งการ AVR แบบไร้สายได้ทันที

YBA-11 Bluetooth Adapter เป็นอุปกรณ์เสริมเพิ่มความสามารถรับสัญญาณออดิโอแบบไร้สาย ตามมาตรฐาน Blutooth ซึ่งอุปกรณ์ในชีวิตประจำวันรอบตัวจำนวนไม่น้อย มาพร้อมกับความสามารถนี้ ยกตัวอย่าง คอมพิวเตอร์ และ Smart Devices นั่นเอง สามารถส่งสัญญาณเสียงจากอุปกรณ์เหล่านี้ ไปรับฟังกับ Yamaha AVR ได้ทันที หากติดตั้ง YBA-11 เอาไว้พร้อม การเชื่อมต่อระหว่างตัว Bluetooth Receiver กับ AVR จะใช้รูปแบบดิจิทัลออดิโอ (Coaxial)
RX-V675 มาในฐานะของ Network AVR ความสามารถในการรับฟังบทเพลง ผ่านการแชร์จากคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ในระบบเน็ตเวิร์ก ไปจนถึงการรับฟังดิจิทัลไฟล์จาก USB Storage โดยตรง เป็นสิ่งผนวกเข้ามาให้ได้ใช้งานกัน ขาดไม่ได้


หากท่านใดเป็นสาวก Apple และใช้งาน iDevices อยู่ละก็ น่าจะหลงรัก AVR เครื่องนี้ เพราะนอกจากเชื่อมต่อ iDevices โดยตรงแบบ “Digital Direct” ทาง USB Input แล้ว ยังรองรับ AirPlay เทคโนโลยีการส่งสัญญาณเสียงแบบ “ไร้สาย” ของทาง Apple การส่งสัญญาณเสียงจาก iDevices มารับฟังกับชุดโฮมเธียเตอร์จึงดำเนินการได้ทันที ง่ายๆ
ขั้นตอนเพียงเชื่อมต่อ 675 และ iDevices ในเครือข่ายเดียวกัน จากนั้นเมื่อฟังเพลงผ่าน iDevices ให้มองหาสัญลักษณ์ AirPlay แล้วเลือก “RX-V675” จากตัวเลือก AirPlay Devices เท่านี้ก็ฟังได้แล้ว ง่ายจริงๆ

แต่หากเป็นผู้ใช้งาน Android Devices ก็สามารถแชร์เพลงไปฟังกับ 675 ได้เหมือนกัน ผ่าน AV Controller App ที่ใช้ในการควบคุม Yamaha AVR นี่แหละ วิธีการ คือ แตะที่ปุ่มรูปโน้ตเพลง ที่มุมขวาบนในหน้า Main ของ AV Controller App จากนั้นจะมีรายการเพลงที่อยู่ในหน่วยความจำของ Android Devices เครื่องนั้นแสดงขึ้นมา เพียงเลือกเพลงที่จะฟัง เสียงก็จะไปดังที่ 675 แล้วครับ ไม่ต้องเชื่อมต่อสายระหว่างอุปกรณ์ หรือตั้งค่าอะไรให้ยุ่งยากเลย

อินเทอร์เฟส Internet Radio ของ 675 เมื่อดูผ่านจอทีวี

Internet Radio เมื่อดูผ่านหน้าจอของ Smart Devices เมื่อควบคุมผ่าน Yamaha AV Contoller app
จุดเด่นของ Network AVR อีกประการ คือ การรับฟังออนไลน์คอนเทนต์ อย่าง Internet Radio ถามว่าดีอย่างไร มันดีตรงที่เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เปิดประสบการณ์รับฟังบทเพลงจากทั่วทุกมุมโลกได้ “แบบฟรีๆ” เราสามารถเลือกหมวดเพลงที่ต้องการ อยากจะฟัง Jazz, Pop, Classics หรือแม้แต่เพลงไทย ผ่านสถานีวิทยุบ้านเรา (ที่มีบริการออกอากาศแบบออนไลน์) ก็ได้เช่นกัน จำนวนเพลงและสถานีนั้น ต้องบอกว่ามากมาย หลากหลาย ไม่จำเจ เลือกฟังกันไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียวครับ
หมายเหตุ:
– เมื่อรับฟังแหล่งโปรแกรม Internet Radio, Server (DLNA), AirPlay, USB และ AM/FM Tuner ระบบจะเปิดใช้งานฟังก์ชั่น Enhancer หรือระบบปรับแต่งดุลเสียงชดเชย สำหรับคอนเทนต์ออดิโอที่มีการบีบอัดข้อมูล หากไม่ต้องการใช้งานฟังก์ชั่นนี้ ให้กดปุ่ม Emhancer ที่รีโมต เพื่อเปลี่ยนตัวเลือกเป็น Off
– ฟังก์ชั่น Enhancer และ จะถูกปิดใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อรับฟังคอนเทนต์ที่มี Sampling Rate ตั้งแต่ 96kHz ขึ้นไป

AV Controller App ใช้งานทดแทน Remote Control ได้ !?

หน้าที่ของ AV Controller app นอกจากใช้ควบคุม และตรวจสอบสถานะของ Yamaha AVR ได้อย่างอิสระจากทุกพื้นที่ในบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่หน้าเครื่องแล้ว ยังทำหน้าที่ทดแทนการใช้งาน Remote Control แบบปกติได้ด้วย (เมื่อควบคุมโดยดูสถานะผ่านจอทีวี) แม้จำนวนปุ่มน้อยกว่า แต่พอแทนกันได้


เวลากดปุ่ม Option ที่รีโมตคอนโทรล (หรือที่ Remote App) จะแสดง Option Menu ขึ้นมา เป็นเสมือน shortcut เพื่อปรับเปลี่ยนตัวเลือกฟีเจอร์ที่เกี่ยวกับเสียง และ Video Mode อย่างไรก็ดีตัวเลือกนี้อาจไม่ได้ใช้กันบ่อยนักครับ
Setup – การติดตั้ง
เช่นเคยว่า AVR ของ Yamaha ส่วนใหญ่ มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือในการติดตั้งระบบลำโพง และชดเชยสภาพแวดล้อม ที่เรียกว่า YPAO หรือ (Yamaha Parametric Acoustics Optimizer) ซึ่งถ้าหากเป็นรุ่นหลังๆ มา จะเห็น R.S.C. หรือ Reflected Sound Control ต่อท้าย YPAO มาด้วย ในนัยว่าสามารถชดเชยแก้ไขปัญหาในส่วนของ Early reflections นั่นเอง

ด้วยขั้นตอนดำเนินการ “กึ่งอัตโนมัติ” เพียงนำ YPAO Microphone ติดตั้งเข้ากับขาตั้งกล้อง (ขาตั้ง Tri-pod ผู้ใช้ต้องจัดหามาเอง) จัดวางที่ตำแหน่งนั่งฟังหลัก โดยให้ระดับความสูงของ Mic อยู่ระดับเดียวกับหู (เมื่อนั่งฟัง) จากนั้นนำปลายสายอีกด้านเชื่อมต่อกับ AVR ที่ Swith On รอไว้อยู่ แล้วดำเนินการตามขั้นตอนแนะนำบนจอภาพ จนระบบจะทำการตรวจวัดเสียงของลำโพง (และสภาพแวดล้อม) พร้อมกำหนดตั้งค่าที่เหมาะสมให้
หมายเหตุ: ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า กรณีที่จะใช้งานระบบ Auto Calibration ของ AVR (ไม่ว่ายี่ห้อใด) ให้ได้ศักยภาพที่ดี สภาพแวดล้อมควรต้องสงัด ปราศจากเสียงรบกวน และก่อนดำเนินการให้กำหนดในส่วนของ Low-pass Crossover ที่หลังซับวูฟเฟอร์ให้เป็น Bypass หรือถ้าไม่มี Bypass ให้กำหนดจุดตัดความถี่ไว้ที่ตำแหน่งสูงสุดเสมอ (หมุนตามเข็มนาฬิการจนสุด) อันเป็นสถานะที่เหมาะสำหรับการใช้งานซับวูฟเฟอร์ในระบบโฮมเธียเตอร์ ร่วมกับระบบ Bass Management ของ AVR

ในอีกด้านหนึ่ง ประโยชน์ของระบบ YPAO มีส่วนช่วยสนับสนุนเพื่อตรวจสอบการติดตั้งระบบลำโพงได้เป็นอย่างดี ภายหลังจากระบบ YPAO ทำการตรวจวัดเสร็จสิ้น จะแจ้งผลลัพธ์ให้ทราบ ซึ่งสามารถดูเพื่อเป็นข้อมูลในการตรวจสอบอ้างอิงสภาพการติดตั้งได้
ข้อมูลที่แจ้ง เริ่มตั้งแต่การตรวจเช็คการติดตั้งเชื่อมต่อสายลำโพง (Wiring) กรณีที่มีลำโพงข้างใดที่เสียบสายลำโพง “กลับเฟส” (เสียบสายลำโพงขั้วบวกและลบสลับกัน) ระบบจะแจ้งเตือนเพื่อทำการแก้ไขต่อไป
ซิสเต็มโฮมเธียเตอร์จะเสียงดี ลงตัวหรือไม่ การกำหนดตั้งค่าลำโพงพื้นฐาน ให้สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับสภาพการติดตั้งใช้งานเป็นสิ่งสำคัญ ตั้งแต่การกำหนดลักษณะของลำโพง (Size) ให้สัมพันธ์กับอัตราการตอบสนองความถี่ต่ำ และกำหนดจุดตัดครอสโอเวอร์อย่างเหมาะสม ส่วนตำแหน่งติดตั้งลำโพงใช้ในการอ้างอิงจากระยะห่างจากจุดนั่งฟัง (Distance) และให้น้ำหนักบาลานซ์ระดับเสียงลำโพง (Level) แต่ละข้าง ให้เท่าเทียมกัน ไม่เทไปแชนเนลใด เชนเนลหนึ่งจนขาดความกลมกลืน ซึ่งทั้งหมดนี้ ระบบอัตโนมัติของ YPAO มีบทบาทในแง่ของความสะดวก รวดเร็ว กับผลลัพธ์ที่ใช้อ้างอิงได้

นอกเหนือจากการสนับสนุนเรื่องของการตั้งค่าลำโพงพื้นฐานแล้ว YPAO ยังมี Parametric EQ เพื่อแก้ไขดุลเสียงของลำโพงที่ถูกบิดเบือนจากปัญหาทางด้านอะคูสติก ถึงแม้ผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปบ้างตามแต่สภาพแวดล้อม แต่ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยแก้ปัญหา ที่เดิมดำเนินการได้ยาก และมีค่าใช้จ่ายสูง
ภายหลังดำเนินขั้นตอน YPAO Auto Calibration เสร็จสิ้น ระบบจะกำหนดในส่วนของ Parametric EQ ไว้ที่ตำแหน่ง YPAO:Flat โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด (เมื่อเทียบกับ YPAO:Natural) หากต้องการเปรียบเทียบ Parametric EQ โหมดต่างๆ หรือปิดการใช้งาน สามารถกำหนดผ่าน On Screen Menu –> Speaker –> Manual Setup –> Parametric EQ สำหรับผลการใช้งานในส่วนของ Parametric EQ จะแจ้งอีกครั้งในส่วนของการรายงานคุณภาพเสียง
หมายเหตุ: การประเมินในส่วนของ Parametric EQ นี้ ควรดำเนินการหลังจากเสียงของซิสเต็มนิ่งดีแล้ว (หลังจากพ้นระยะเบิร์นอิน)

งแม้จะเป็นรุ่นราคาไม่สูง แต่ 675 ก็มีความสามารถทางด้านภาพเทียบเคียงกับ AVR รุ่นใหญ่เลยทีเดียว โดยรุ่นนี้ผนวก Video Scaler ที่สามารถปรับปรุงอัพสเกลรายละเอียดได้สูงถึงระดับ 4K และอนาคตเมื่อมี 4K Player ออกมา ก็สามารถเชื่อมต่อสัญญาณผ่าน AVR เครื่องนี้ได้ (Pass-through) จอไม่มืดครับ ที่เหลือก็เพียงรอ 4K TV เป็นที่แพร่หลาย คงจะได้ใช้งานกันเต็มศักยภาพต่อไป ทว่าตอนนี้หากยังใช้งาน Full HD TV อยู่ ก็ยังได้อานิสงส์จาก Video Scaler เช่นกันครับ
ซึ่งในจุดนี้ไม่ว่ารับชมจากคอนเทนต์ดิจิทัล (เชื่อมต่อสัญญาณทาง HDMI) หรืออะนาล็อก (เชื่อมต่อสัญญาณทาง Composite/Component) ผ่าน AVR เครื่องนี้ ก็สามารถอัพสเกลขึ้นได้ แล้วเอาต์พุตออกไปยังจอภาพผ่าน HDMI Out

การใช้งาน Video Scaler จาก 675 ก็เพียงแค่กำหนดตัวเลือก Processing ในหัวข้อ Video Mode ไม่ต้องตั้งค่าอื่นใดเพิ่มเติมอีก จากนั้นไม่ว่าระบบภาพมาจากแหล่งสัญญาณใดหากเชื่อมต่อผ่าน AVR เครื่องนี้ จะได้รับการ “อัพสเกล” ขึ้นแล้วครับ
แต่การปรับปรุงลดทอนสัญญาณรบกวน (ที่เกิดจากขั้นตอนกระบวนการบีบอัดข้อมูล) จะยังไม่ชัดเจนมากนัก และไม่สามารถกำหนดระดับการให้น้ำหนักปรับแก้ได้ แต่ถึงกระนั้นการทีจะมีตัวเลือกมากมายให้ผู้ใช้กำหนดเอง หากกำหนดระดับ Noise Reduction ไม่เหมาะสม ก็จะไปลดทอนรายละเอียดของภาพลงได้ เมื่อดูจากภาพรวมแล้วนับว่า Video Scaler ของ 675 สามารถตอบสนองการใช้งานได้ดีในแบบสำเร็จรูปครับ
หมายเหตุ: การทดสอบภาพจากการอัพสเกลนี้ อ้างอิงผลเมื่อรับชมกับจอทีวีระดับ Full HD เท่านั้น มิได้อ้างอิงถึงผลลัพธ์เมื่ออัพสเกลขึ้นถึงระดับ 4K
Sound – เสียง
การรายงานคุณภาพเสียงนั้น จะขอแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ ผลจากการใช้งานระบบช่วยเหลือในการติดตั้ง ว่าได้มาตรฐาน เที่ยงตรง และแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้อย่างไร อันจะส่งผลเกี่ยวเนื่องกับผลลัพธ์ที่ตามมาในส่วนที่ 2 คือ คุณภาพเสียง

จากการทดสอบผลลัพธ์การตั้งค่าลำโพงพื้นฐานจากระบบ YPAO พบว่า ให้ความแม่นยำอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ทั้งในเรื่องการกำหนด Distance เพื่อชดเชยการหน่วงเวลาจากระยะลำโพงที่อยู่ใกล้ไกลจากจุดนั่งฟังแตกต่างกัน ความละเอียดอยู่ที่ 0.05m แน่นอนว่าการกำหนดดีเลย์สำหรับซับวูฟเฟอร์จะให้ความเที่ยงตรงกว่าการให้ระยะด้วยการวัดจากตลับเมตร (โดยปกติระยะ Distance ของซับวูฟเฟอร์ที่ถูกกำหนดจากระบบฯ มักจะมีค่ามากกว่าระยะห่างจริงที่สังเกตด้วยสายตาหรือวัดจากตลับเมตร เนื่องจากระบบฯ อาจทำการชดเชยหน่วงเวลาเสียงของซับวูฟเฟอร์ เพื่อเหตุผลทางเฟส)
การให้นำหนัก Level ของลำโพงหลักแต่ละแชนเนลทำได้บาลานซ์เท่าเทียมกันดี ความแตกต่างไม่เกิน +/- 0.5dB ระบบอาจจะให้น้ำหนักซับวูฟเฟอร์ขึ้นจากปกตินิดนึง เพื่อให้เสียงที่เร้าอารมณ์ขึ้นโดยเฉพาะเมื่อรับชมภาพยนตร์
ในส่วนของการกำหนดจุดตัดความถี่สำหรับลำโพงที่ถูกกำหนดเป็น Small จะอ้างอิงจุดตัดความถี่เพียงจุดเดียว นั่นหมายถึงระบบจะใช้จุดตัดความถี่โดยอิงจากลำโพงที่เล็กที่สุด ตอบสนองความถี่ต่ำได้น้อยที่สุดในระบบ ดังนั้นหากมีการผสมรวมลำโพงหลายขนาดในระบบ ลำโพงที่มีขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่ (ยังไม่อาจเรียกว่าเป็นลำโพงใหญ่) จึงถูกกำหนดจุดตัดความถี่ค่อนข้างสูงตามลำโพงที่มีขนาดเล็กไปด้วย อย่างไรก็ดีระบบฯ จะยังคงให้ความกลมกลืนของดุลเสียงจากจุดตัดความถี่เสียงของลำโพงโดยรวมได้ดีอยู่

In room Frequency Response – No EQ vs YPAO:Flat
675 + Front R Speaker + SW @ Listening Position (Far-field)
1/6 Octave smoothing
ผลการตอบสนองความถี่ที่แสดงนี้ รวมผลกระทบจากสภาพแวดล้อมเข้ามาด้วย เพื่อเป็นการประเมินศักยภาพของระบบ Auto Speaker Calibration ในการปรับแก้ชดเชยแก้ไขปัญหาดุลเสียงจากการบิดเบือนโดยสภาพแวดล้อม
ภายหลังจากดำเนินขั้นตอน YPAO แล้ว (Parametric EQ – On) ดุลเสียงของลำโพงจะเปลี่ยนไปแน่นอนครับ แต่จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หรือแย่ลง คงต้องพิจารณาจากลักษณะของซิสเต็ม และผลลัพธ์ภายใต้สภาพแวดล้อมใช้งานจริงดู ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องใช้ Parametric EQ หากซิสเต็มให้ความเที่ยงตรงดีอยู่แล้ว
ในส่วนของการทดสอบผลของ Parametric EQ จากเคสนี้ หากดูจากกราฟตอบสนองความถี่ อาจไม่มีความแตกต่างชัดเจนนัก เนื่องจากสภาพแวดล้อมทดสอบ แม้ไม่ถึงกับเพอร์เฟ็กต์ 100% แต่ไม่ได้สร้างผลกระทบร้ายแรงกับดุลเสียงของลำโพงมากมายนัก ความเปลี่ยนแปลงจาก Parametric EQ ในเคสนี้จึงไม่ชัดแจ้ง ผลที่เกิดขึ้น ถึงแม้ความถี่บางช่วงถูกปรับให้สมูทขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่ยังมิได้รวมถึงการแก้ไขปัญหาในย่านความถี่ต่ำลึกจากผลกระทบของ Room Mode ที่เกิดขึ้นช่วงราว 35Hz
โดยทั่วไปกับซิสเต็มบ้านๆ พบว่าการใช้งาน Parametric EQ ช่วยปรับปรุงให้เสียงของซิสเต็มมีความเที่ยงตรงขึ้น คำแนะนำคือ หากใช้งาน ให้เลือก YPAO:Flat จะให้ผลลัพธ์ความเที่ยงตรงดีกว่า YPAO:Natural ที่จะลดทอนศักยภาพการตอบสนองความถี่ย่านสูงของลำโพงลง
แล้วถ้าหากพิจารณากันที่ลีลาน้ำเสียงของ AVR ระดับราคาราว 2 หมื่น เครื่องนี้แบบเพียวๆ ล่ะ ทำได้ดีเพียงใด?
นับว่าโดดเด่นไม่น้อยสำหรับ AVR งบเท่านี้ เสียงฟังดูเปิดเผย ชัดเจน เรียกว่าไม่ใช่แนวที่จะพบเจอในเรื่องของความคลุมเครือ อันเป็นเอกลักษณ์ของ Yamaha แต่เสียงก็ไม่ได้บางอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ (หากดำเนินการอย่างถูกต้อง) การรับฟังระบบเสียงรอบทิศทางจากภาพยนตร์ ให้มวลบรรยากาศเสียงโอบบล้อมได้ดีโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบ CINEMA DSP ซึ่งสามารถเติมเต็มพื้นที่ทดสอบราว 25 ตร.ม. ได้ ไม่มีปัญหา (ระดับวอลลุ่มใช้งาน จะอยู่ที่ราว -30 ถึง -20dB) หากเน้นฟังเพลง 2 แชนเนลด้วย การพิจารณาฟีเจอร์ Bi-amp จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดขึ้น ในประเด็นการให้น้ำหนักเสียง ย่านต่ำจะให้โฟกัสได้ดีขึ้นอีกเล็กน้อย
หมายเหตุ: ผลลัพธ์ที่อ้างถึงในบทความนี้ เป็นการอ้างอิงในสภาพแวดล้อมทดสอบ ทั้งนี้ปัจจัยภายนอก หรือตัวแปรแวดล้อมบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงแตกต่างไป ผลลัพธ์สุดท้ายจึงอาจเปลี่ยนไปได้
Conclusion – สรุป
หากพิจารณากันที่คุณสมบัติด้านลูกเล่นหลากหลาย Yamaha RX-V675 สามารถให้ได้ครบครันไม่แพ้รุ่นใหญ่ ทั้งรองรับอนาคตกับระบบ 4K สามารถอัพเกรดฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อไร้สายทั้ง WiFi และ Bluetooth เพิ่มเติมได้ และด้วยศักยภาพที่มีในการถ่ายทอดเสียงเอฟเฟ็กต์จากภาพยนตร์ และดนตรี กับงบประมาณราว 2 หมื่น ต้นๆ ความคุ้มค่าของ 675 จึงโดดเด่น ไม่เป็นรองใคร

- รูปลักษณ์ที่คุ้นตา กับคอนเซ็ปต์การออกแบบที่เน้นปัจจัยเรื่องของคุณภาพเสียง แนวทางอาจไม่ชัดเจนเหมือน AVENTAGE Series แต่มีส่วนช่วยให้ผลลัพธ์โดดเด่นตามงบประมาณที่คุ้มค่า
- มาพร้อม 4K Video Scaler/Pass-through & HDMI Up-conversion รองรับการใช้งานทั้งปัจจุบัน และอนาคต มีส่วนช่วยปรับปรุงจุดบกพร่องบางอย่างของคอนเทนต์ให้ดูดีขึ้น
- คุณภาพเสียงให้ความเปิดเผย ไม่คลุมเครือ เมื่อ Bi-amp แล้ว สมรรถนะของลำโพงคู่หน้าจะสูงขึ้น ในส่วนของ YPAO ให้ความช่วยเหลือในการติดตั้งระบบลำโพงได้เป็นอย่างดี Parametric EQ อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้
- ลูกเล่นการใช้งานครอบคลุมเท่าทันยุคสมัย ไม่ละทิ้งฟีเจอร์ AirPlay รวมถึงการเชื่อมต่อ iDevices แบบ Digital Direct ทาง USB ส่วนการใช้งานร่วมกับ Android Devices สามารถส่งสัญญาณเสียงผ่าน AV Controller App ไปฟังได้เช่นเดียวกับ AirPlay / รองรับไฟล์ WAV/FLAC ที่ 192kHz/24-bit
- ช่องต่อหลากหลายครบครัน ทั้งดิจิทัล และอะนาล็อกอินพุต มี HDMI Input ถึง 6 ช่อง รองรับ MHL และ USB Input 1 ช่อง ด้านหน้า สามารถอัพเกรดเพิ่มเติม WiFi และ Bluetooth adapter ในอนาคตได้
- พิจารณาจากความครบครันของฟีเจอร์ และศักยภาพที่ได้รับ นับว่าเป็นตัวเลือกที่ให้ความคุ้มค่าน่าสนใจทีเดียว
by ชานม !
2013-09
ราคาตั้ง Yamaha RX-V675
26,900 บาท
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร
ส่วนการตลาดฝ่ายเครื่องเสียงเอวี – พีเอ
บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด
โทร. 02-2152626-39 ต่อ 1234, 1250