รีวิว Oppo UDP-203 Universal Player !!? ก้าวสู่ยุค 4K HDR เต็มตัว กับเพลเยอร์คุณภาพสูงมาพร้อมความอเนกประสงค์



Oppo UDP-203 ที่คว้ารางวัล Editors Choice Award ไปได้
ที่ผ่านมาหลายคนบ่นว่า มีทีวีรองรับความละเอียด 4K ตั้งนานแล้ว แต่กลับไม่มีคอนเทนต์ 4K มาเล่นด้วย… ด้วยเหตุนี้ Oppo จึงสนองความต้องการดังกล่าวด้วยการเปิดตัว 4K HDR Blu-ray Universal Player เป็นเจ้าแรกในประเทศไทย นำร่องมาด้วย UDP-203 เครื่องนี้
UDP-203 นับเป็น 4K UHD Blu-ray Player เครื่องแรกของแบรนด์ Oppo และเป็น Stand-alone 4K UHD Blu-ray Player เครื่องแรกที่วางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปลาย 2016 นอกจากนี้ Oppo ยังมี “รุ่นท็อป” คือ UDP-205 ที่จะวางจำหน่ายตามออกมาในเร็ววันนี้ด้วยครับ

คุณสมบัติด้านฮาร์ดแวร์แทบจะบอกโดยไม่ต้องเปิดสเป็กดูเลยก็ได้ว่า “เหนือกว่า” เครื่องเล่นแผ่นอื่นใดในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นความพิถีพิถันในแง่การออกแบบคัดสรรอุปกรณ์ภายใน ไปจนถึงความยืดหยุ่นรองรับฟอร์แม็ตความบันเทิงหลากหลาย… ลองมาดูกันหน่อยว่า “รุ่นใหม่” ได้รับการปรับปรุงอะไรเพิ่มขึ้นบ้างครับ
คลิปบรรยากาศงานเปิดตัว OPPO UDP-203 ครั้งแรกในไทย อ่านเพิ่มเติม : คลิก
Design – การออกแบบ

เปรียบเทียบ UDP-203 4K UHD Blu-ray Universal Player รุ่นใหม่ กับ BDP-103D Full HD (4K Upscale) Blu-ray Universal Player เจนฯ ก่อน จะเห็นว่าดีไซน์ภายนอกอิงพื้นฐานเดิมมาหลายจุด จึงดูมีความคล้ายคลึงแต่ก็ไม่เหมือนเปี๊ยบเสียทีเดียว (รายละเอียดจะกล่าวถึงต่อไป)

เช่นเดียวกับภายในที่ยังคงจัดวางเลย์เอาต์ไว้คล้ายคลึงรุ่นก่อน แต่ขณะเดียวกันจะเห็นจุดต่างด้วย อาทิ

OP8591 Quad-core Processor หน่วยประมวลผลใหม่ที่ทาง Oppo พัฒนาร่วมกับ MediaTek เพื่อสนองตอบความบันเทิงด้านภาพเสียงระดับ Hi-resolution 4K HDR ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ Universal Player รุ่นใหม่ของ Oppo เครื่องนี้ คือ Disc Loader หรือภาคทรานสปอร์ตที่ Oppo ออกแบบมาเป็นพิเศษ นอกจากความหลากหลาย เล่นแผ่นได้แทบทุกฟอร์แม็ต ล่าสุดยังเพิ่มเติมรองรับ 4K UHD HDR Blu-ray Disc ฟอร์แม็ตภาพและเสียงที่ดีที่สุดในปัจจุบันด้วย อีกทั้งยังเสริมโครงสร้างรับแรงสั่นสะเทือนจากทั้งภายนอกและภายใน พร้อมไฟน์จูนหัวอ่านเลเซอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อเสถียรภาพสูงสุด

คุณสมบัติอันโดดเด่นของ Universal Player จาก Oppo นอกจากนำมาเล่นแผ่นหนังได้ดีเยี่ยมแล้ว ยังสามารถนำมาฟังเพลงได้ไม่ย่อหย่อน เคล็ดลับสำคัญ คือ 32-bit DAC ระดับพรีเมียมจาก AKM รหัส AK4458VN ซึ่งเหนือกว่า 24-bit DAC จาก Cirrus Logic CS4382A ของรุ่นก่อน

กลับมาที่รูปลักษณ์ภายนอก รุ่นใหม่ 203 จัดวางจอแสดงสถานะไว้กึ่งกลาง (อยู่ด้านล่างถาดรับแผ่นดิสก์) ในขณะที่ 103D จัดวางจอไว้ฝั่งซ้ายของถาดรับแผ่นดิสก์
นอกจากนี้ที่บริเวณถาดรับแผ่นดิสก์ของ 203 ยังมีโลโก้ “Ultra HD Blu-ray” กำกับไว้เด่นเช่น เพื่อยืนยันความสามารถรองรับแผ่นดิสก์ภาพยนตร์มาตรฐานใหม่ระดับ 4K HDR นี้

ปุ่มควบคุมยังคงอิงรูปแบบปุ่มกดวงกลม และจัดวางรวมกลุ่มอยู่ทางขวาเช่นเคย สิ่งที่ถูกตัดออกไปจากรุ่น 103D คือ 203 จะไม่มีช่องต่อ HDMI In ที่แผงหน้าแล้ว (HDMI In ที่ด้านหลัง ยังคงมีอยู่) แผงหน้าจึงเหลือไว้เพียง USB (2.0) In เท่านั้น

รีโมตคอนโทรลอิงดีไซน์เดิม แต่เปลี่ยนตำแหน่งปุ่มไปเล็กน้อย ไฟ Backlit สีขาว จะติดสว่างขึ้นเองโดยอัตโนมัติเมื่อรีโมตมีการเคลื่อนไหว (รุ่นก่อนต้องกดปุ่มที่รีโมตให้ไฟติด)
Connectivity – ช่องต่อ

จุดเชื่อมต่อสัญญาณด้านหลัง ประกอบไปด้วย HDMI 2.0 Out จำนวน 2 ช่อง แยกสัญญาณภาพและเสียงได้ เพื่อคุณภาพสัญญาณสูงสุด รองรับความละเอียดสูงสุด 4K 60Hz และระบบเสียง Dolby Atmos, DTS:X และ Auro-3D (แบบ Bitstream)
กรณีที่ต้องการแยกสัญญาณภาพ-เสียงจาก HDMI Out ทั้ง 2 ช่อง ของ 203 ไม่จำเป็นต้องตั้งค่าใดๆ เพราะระบบฯ จะตรวจจับได้ว่ามีการเชื่อมต่ออุปกรณ์อยู่ที่ช่องใดบ้าง และทำการปรับตั้งค่า HDMI Output ให้เองโดยอัตโนมัติครับ กระนั้น แนะนำว่าควรเชื่อมต่อสัญญาณภาพที่ช่อง HDMI (Main) Out และเสียงที่ช่อง HDMI (Audio Only) Out
HDMI 2.0 In จำนวน 1 ช่อง มีไว้เพื่อเชื่อมต่อสัญญาณวิดีโอจากภายนอก เพื่อทำการ “อัพสเกล” ผ่าน Oppo 203 ได้ความละเอียดสูงสุดถึง 4K 60Hz
ในส่วนช่องสัญญาณออดิโอเอาต์แบบดิจิตอล มีให้ทั้ง Coaxial และ Optical และยังมี อะนาล็อกออดิโอเอาต์แบบ 7.1 แชนเนล ให้ด้วย ซึ่งหาได้ยากสำหรับมาตรฐานเพลเยอร์ในปัจจุบัน ช่องต่อทั้งหมดนี้ได้รับการชุบทองเงาวับ
ช่องต่ออื่นๆ มี USB 3.0 จำนวน 2 ช่อง, Gigabit Ethernet port, RS-232 และ Trigger Input/Output อ้อ ที่ด้านหลังยังมีจุดรับสัญญาณรีโมตคอนโทรล IR ด้วยนะครับ เท่ากับว่า 203 สามารถรับสัญญาณรีโมตได้เกือบรอบด้านเลยทีเดียว
Features – ลูกเล่น

จุดสำคัญที่อัพเกรดขึ้นมาของ 203 คือ ความสามารถเล่นแผ่น 4K UHD HDR Blu-ray Disc นี่เอง จากการทดสอบสามารถตอบสนองกับฟอร์แม็ตนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมสมความตั้งใจ รายละเอียดผลลัพธ์จะกล่าวถึงอีกครั้ง (ช่วงรายงานคุณภาพของภาพและเสียง)

ทดลอง 4K HDR ในรูปแบบไฟล์ (MP4 HEVC) มาตรฐาน HDR10 พบว่า 203 เล่นได้ตามคาด (ทีวีต้องรองรับ HDR ด้วย จึงจะสามารถแสดงผลได้อย่างถูกต้อง)

และล่าสุดมาตรฐาน Dolby Vision ก็พบว่ารองรับแล้วเช่นเดียวกัน (ต้องอัพเดทเฟิร์มแวร์ให้ 203 ก่อน)

การรับชมไฟล์วิดีโอผ่าน USB และ Network สามารถ “เลือกเสียง” และ “ซับไตเติล” ได้ (ถ้ามี)

การเล่นไฟล์เพลง 203 ก็รองรับหลากหลาย โดยเฉพาะ Hi-res Formats อาทิ DSD128, WAV, FLAC, ALAC, … พิเศษสำหรับ FLAC และ MP3 นอกจากแสดงข้อมูลชื่อเพลง-ศิลปิน-อัลบั้มได้แล้ว ยังสามารถแสดงภาพปกได้ด้วย (ถ้าไฟล์มีข้อมูลภาพปกอยู่)
ส่วนรูปแบบแผ่นดิสก์ SACD/CD สามารถแสดงข้อมูลในส่วนของ CD Text ได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี 203 ไม่สามารถดึงข้อมูลภาพปกของ SACD/CD จากฐานข้อมูลออนไลน์มาได้นะครับ (เดิมความสามารถนี้ รุ่นก่อนๆ ทำได้)

UDP-203 ติดตั้ง 802.11ac Wi-Fi Built-in มาในตัว (ไม่ได้เป็น USB Wi-Fi แบบรุ่นก่อนๆ)
สำหรับท่านที่กังวลว่าสัญญาณ Wi-Fi ที่อยู่ภายในจะรบกวนวงจรภาพ-เสียง สามารถปิดการทำงานได้ ซึ่งรวมถึงปิดระบบ Network ไปเลยก็ได้ครับ

ถึงแม้ 203 จะตัดคุณสมบัติ Online Content ออกไป แต่ฟีเจอร์ที่ยังใช้การได้ดีเช่นเคย คือ ความบันเทิงผ่าน Home Network
ทดสอบเชื่อมต่อกับ NAS รับชมไฟล์ภาพยนตร์ (4K-1080p MKV) ทำได้ลื่นไหลดีครับ สำหรับการเล่นไฟล์เพลงที่ใช้แบนด์วิดธ์น้อยกว่าวิดีโอ ย่อมไม่ต้องกังวล เพราะให้ความต่อเนื่องไม่มีสะดุด รองรับฟอร์แม็ต Hi-res สบายๆ
ดังที่เรียนไปตอนต้นว่า 203 มี HDMI In สำหรับเชื่อมต่อสัญญาณจากแหล่งโปรแกรมวิดีโอภายนอก เพื่อทำการ อัพสเกล ได้ เป็นการดึงศักยภาพของวิดีโอสเกลเลอร์ระดับ 4K ของ 203 ออกมาใช้งานได้หลากหลายคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น วิธีการเลือกใช้งาน HDMI In ให้กดปุ่ม Input ที่รีโมต แล้วเลือกไปที่ HDMI Input
อย่างไรก็ดีการอัพสเกลด้วยการเชื่อมต่อสัญญาณภายนอกผ่าน HDMI In ของ 203 จะทำให้ค่า HDMI Input Lag เพิ่มสูงขึ้นด้วย จึงอาจส่งผลกระทบกับการรับชมบางคอนเทนต์… คำแนะนำ คือ ไม่ควรนำอุปกรณ์อย่าง Game Console หรือ PC มาเชื่อมต่อผ่าน HDMI In ของ 203 ครับ
Picture – ภาพ
ก่อนจะกล่าวถึงคุณภาพของภาพ มาดูในส่วนของการเซ็ตอัพตั้งค่าที่จะส่งผลกับการใช้งานด้านภาพของ 203 กันสักเล็กน้อยครับ

หากต้องการใช้วงจรอัพสเกลของ 203 ขั้นแรกเริ่มที่ตัวเลือก Output Resolution (หรือกดปุ่ม Resolution ที่รีโมต) สามารถกำหนดไว้ที่ “Auto” เพื่อให้ระบบเลือกความละเอียดที่เหมาะสมกับจอภาพโดยอัตโนมัติ หรือเลือก “Custom” เพื่อกำหนดความละเอียดเอง โดยปรับได้ตั้งแต่ 480i จนถึง UHD 60p (3840 x 2160)
กรณีที่ต้องการ “บายพาส” วิดีโอสเกลเลอร์ของ Oppo (เพื่อไปใช้งานสเกลเลอร์ที่ทีวีแทน) ให้เลือก Source Direct

สามารถปรับตั้งในส่วนของ HDR Setting ได้ด้วย แต่แนะนำให้ตั้งไว้ที่ “Auto” นอกเสียจากว่าพบปัญหา ค่อยมาลองเปลี่ยนตัวเลือกอื่นแทน

การจะดึงประสิทธิภาพวิดีโอสเกลเลอร์ของ 203 ออกมาใช้อย่างเต็มที่นั้น ควรพิจารณา Picture Adjustment ตัวเลือกสำหรับปรับแต่งชดเชยด้านภาพโดยละเอียดนั่นเอง แต่จะให้ได้ผลดีควรมีหลักในการปรับเสียหน่อย เพราะถ้าปรับมั่วๆ อาจเสียมากกว่าได้ครับ
ซึ่งการปรับเปลี่ยนค่าต่างๆ ใน Picture Adjustment สามารถเก็บไว้ในหน่วยความจำแยกอิสระได้ 3 โหมด เช่น อาจตั้ง Mode 1 สำหรับเวลารับชม Full HD Content, Mode 2 สำหรับ HD Content, และ Mode 3 สำหรับ SD Content เป็นต้น

ภาพนี้แสดงให้เห็นตัวเลือกตั้งค่าระบบ 3D เพื่อยืนยันว่า 203 ยังคงเล่น “คอนเทนต์สามมิติ” ได้ใครที่สะสมหนังสามมิติเอาไว้เยอะ และทีวีที่บ้านยังรองรับการแสดงผลรูปแบบนี้อยู่ สามารถจัด 203 เครื่องนี้ไปเล่นด้วยกันได้เลย

เริ่มต้นทดสอบ Oppo UDP-203 กันด้วยสารคดียอดเยี่ยม ภาพดีระดับตำนาน BBC Planet Earth II ร่วมกับจอภาพอ้างอิง LG OLED E6T 4K/UHD HDR TV ผลลัพธ์ยืนยันชัดเจนอีกครั้งว่า เวลานี้ไม่มีฟอร์แม็ตวิดีโอสำหรับโฮมเธียเตอร์อื่นใด จะดีไปกว่า 4K UHD Blu-ray Disc อีกแล้ว ถึงแม้ออนไลน์วิดีโอคอนเทนต์จะเริ่มทยอยอัพเกรดความละเอียดสู่ 4K (และอาจรวมถึงเพิ่มในส่วนของ HDR) แต่ด้วยข้อจำกัดด้านอินเทอร์เน็ตแบนด์วิดธ์ จึงจำต้องถูกบีบอัดลดข้อมูลบิตเรตลงค่อนข้างมาก ไม่แปลกที่ผลลัพธ์อย่างรายละเอียดปลีกย่อยจะหดหายไป เมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นแผ่นบลูเรย์ระดับ 4K
นอกจากนี้ในส่วนของเทคโนโลยี HDR หรือ High Dynamic Range ที่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญของฟอร์แม็ต 4K UHD Blu-ray Disc ให้ความโดดเด่นทั้งเรื่องของแสงและสีได้เหนือกว่ามาตรฐาน SDR (Standard Dynamic Range) ที่เคยรับชมจากแผ่น Full HD Blu-ray ยุคก่อนหน้าอย่างชัดเจน… ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น 203 รับหน้าที่เป็น “สื่อกลาง” ส่งมอบภาพความประทับใจออกมาได้ไม่ตกหล่น ซึ่งการเล่นแผ่น 4K UHD Blu-ray Disc ร่วมกับ 203 สามารถเล่นได้ทุกแผ่น ไม่ว่าซื้อจากประเทศใด เพราะฟอร์แม็ตนี้ไม่มีการล็อคโซนครับ
ด้วยความสมบูรณ์ของฟอร์แม็ต 4K HDR Blu-ray Disc จึงอาจไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งวิดีโอสเกลเลอร์ภายใน 203 เหตุนี้จึงสามารถกำหนดในส่วนของ Output Resolution เป็น “Source Direct” เมื่อรับชมฟอร์แม็ตนี้ได้เลย
อย่างไรก็ดีกับ 4K TV รุ่นระดับเริ่มต้นถึงกลางๆ ที่การประมวลผลภาพเคลื่อนไหวยังไม่ดีนัก พบว่าการใช้ 203 อัพสเกลภาพต้นฉบับ UHD 24p ขึ้นเป็น UHD 50/60p อาจช่วย “ลดภาระ” ให้กับทีวีบางรุ่น จนได้ภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่องดีขึ้นโดยอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งกระบวนการจำลองแทรกเฟรมเสมือนของทีวี ส่วนท่านใดที่ชอบภาพเคลื่อนไหวลื่นๆ (ดูคล้าย High Frame Rate) อาจประยุกต์แนวทางนี้ร่วมกับการเปิดโมชั่นแทรกเฟรมเสมือนของทีวีก็ได้ ยังไงทดลองผลลัพธ์ระหว่าง Source Direct กับ Custom (UHD 50/60p) ดูว่าแบบใดให้ความลงตัวกับซิสเต็มของท่านมากที่สุด
หลายท่านอาจมีคำถามว่า ถ้าปัจจุบันใช้งาน Full HD TV อยู่ หากซื้อ 203 มาอัพเกรดแทนที่ Full HD Blu-ray Player เครื่องเดิม จะได้อะไรเพิ่มขึ้นไหม?
คำตอบ บอกเลยว่า ถ้านำ 203 มาเล่นแผ่น 4K UHD Blu-ray Disc แม้ดาวน์สเกลภาพลงเพื่อให้สามารถแสดงผลบน Full HD TV ภาพก็ยังดีกว่า Full HD Bluray Player ที่เล่นแผ่น Full HD Blu-ray ชัดเจนเลยครับ! ต่อให้เป็น Full HD Bluray Player รุ่นที่แพงกว่า 203 สัก 3 เท่า 5 เท่า ก็ไม่มีทางสู้ได้เลยจริงๆ ในประเด็นนี้ ต้องยกอานิสงส์ให้กับพื้นฐานรายละเอียดต้นฉบับคอนเทนต์ 4K ที่เหนือกว่า Full HD นั่นเอง สัญญาณรบกวน (Noise) บางจำพวกที่เคยพบเห็นกับฟอร์แม็ต Full HD Blu-ray อาทิ MPEG Noise และ Mosquito Noise จะหายไปโดยสิ้นเชิง! และ Full HD TV ระดับสูงบางรุ่น ที่พาเนลรองรับ 10-bit Color และ Wide Color Gamut ก็จะได้อานิสงส์จากเรื่องมาตรฐานสีของคอนเทนต์ 4K ยุคใหม่ ที่ปรับปรุงขึ้นจากยุคสมัย Full HD ด้วยครับ
แต่แนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ ทำการอัพเกรดทีวีให้เป็น 4K HDR จะดึงประสิทธิภาพของฟอร์แม็ต 4K UHD Blu-ray ออกมาได้เต็มที่กว่า
ถ้านำ 203 ไปรับชมฟอร์แม็ต Full HD Blu-ray Disc หรือ DVD Video Disc เทียบกับ Full HD Blu-ray Player เครื่องอื่น ผลลัพธ์เป็นเช่นไร?
คำตอบ ขึ้นอยู่กับว่านำ 203 ไปเทียบกับ Full HD Blu-ray Player รุ่นไหน ถ้าเทียบกับ 103 ถือว่า 203 ได้เปรียบ แต่ถ้าเทียบกับ 103D โดยพื้นฐานเทคโนโลยีสเกลเลอร์จาก Darbee มีความยืดหยุ่นกว่าในบางประเด็น จึงให้ภาพหลังผ่านกระบวนการอัพสเกลออกมาแล้วได้เปรียบ 203 อยู่เล็กน้อย
มีข้อควรพิจารณาหากจะนำ 203 ไปเล่นแผ่น Full HD Blu-ray และ DVD Video อาจพบว่าบางแผ่นไม่สามารถเล่นได้ เนื่องจากติดล็อคโซนครับ แนะนำแผ่นที่นำมาเล่นกับ 203 ว่าควรเป็น “แผ่นโซน A” สำหรับ Full HD Blu-ray และ “แผ่นโซน 1” สำหรับ DVD Video (แผ่นใดที่กำกับไว้ว่า All Zone เล่นได้หมด) ส่วน “แผ่นก็อปปี้” ไม่ได้ลอง เลยไม่แน่ใจว่าเล่นได้ดีแค่ไหนนะครับ
Sound – เสียง
ถัดจากภาพ ก็มาดูผลการใช้งานเรื่องของเสียง ซึ่ง 203 ทำได้โดดเด่นไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน แต่ก่อนอื่นมาดูตัวเลือกตั้งค่าในส่วนของเสียงกันก่อนครับ

ตัวเลือกตั้งค่าในส่วนของ Audio Output Setup ที่ข้องเกี่ยวกับผู้ใช้งานระบบโฮมเธียเตอร์ คือ HDMI Audio Format ปกติตั้งไว้ที่ “Auto” ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ถ้าลองเชื่อมต่อ HDMI จาก Oppo ไปยัง AVR แล้วเสียง Dolby/DTS ไม่ออก ให้ลองเปลี่ยนตัวเลือกเป็น “Bitstream”
ส่วนท่านใดที่นำ 203 ไปใช้เป็น SACD Player ร่วมกับ “ซิสเต็มฟังเพลง” (2.0/2.1 แชนเนล) แนะนำให้เปลี่ยนตัวเลือก SACD Priority จาก Multi-Channel เป็น “Stereo” เชื่อมต่อสัญญาณเสียงทาง 2-channel Analog Out พร้อมเปิดใช้ฟังก์ชั่น “Pure Audio” ซึ่งเป็นสถานะที่ 203 เน้นความบริสุทธิ์ของเสียงเป็นอันดับแรก ด้วยการลดทอนหรือปิดการทำงานของวงจรในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับเสียงลง

ท่านที่ใช้งาน AVR รุ่นเก่า (ไม่มี HDMI Input และยังไม่มีภาคถอดรหัสเสียง Dolby TrueHD, DTS-HD) สามารถเชื่อมต่อสัญญาณเสียงแบบ Analog Multi-ch Audio จาก Oppo 203 แทนได้ (สูงสุดที่ 7.1 แชนเนล) แต่จะต้องไม่ละเลยทำการตั้งค่าที่หัวข้อ Speaker Configuration ด้วย เพื่อให้ได้เสียงรอบทิศทางจากลำโพงรายล้อมที่มีอิงจากสภาพการติดตั้งจริง โดยพิจารณา Bass Management (กำหนด Speaker Size และตั้ง Crossover Freq. ที่หัวข้อ), Speaker Distance และ Level Trim
อย่างไรก็ดีการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงทางช่อง Analog Multi-ch Audio Output ของ 203 ยังไม่รองรับระบบเสียง Dolby Atmos / DTS:X เสียงที่ได้จะเป็น Dolby True HD หรือ DTS:HD 7.1 แชนเนล เท่านั้น การรับชมเสียงรอบทิศทางของภาพยนตร์จึงแนะนำว่า เชื่อมต่อทาง HDMI ดีที่สุดครับ ซึ่งการรายงานผลการทดสอบเสียงของ 203 ต่อไปนี้ จะอ้างอิงทดสอบด้วยการเชื่อมต่อทาง Dual HDMI เป็นหลัก และเพิ่มเติมการเชื่อมต่อร่วมกับซิสเต็มฟังเพลงทางอะนาล็อก 2 แชนเนล เท่านั้นครับ
คุณสมบัติฮาร์ดแวร์ด้านเสียง หลักๆ ที่ปรับเปลี่ยนไปจากเจนฯ ก่อน คือ AKM AK4458VN DAC Chip ความเปลี่ยนแปลงจึงส่งผลกับคุณภาพเสียงเมื่อเชื่อมต่อสัญญาณทางอะนาล็อกเอาต์พุตมากกว่าทาง HDMI ทั้งนี้หากทดสอบเสียงกับรุ่นก่อนหน้า อาทิ 103 และ 103D พบว่าคุณภาพเสียงทางช่อง HDMI ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก อย่างไรก็ดี หากเทียบกับ 4K UHD Blu-ray Player ที่มีระดับราคาต่ำกว่า อาทิ Samsung UBD-K8500 หรือ Xbox One S จะพบว่า เสียงของ 203 ให้ความลงตัวมากขึ้นอีกสเต็ป แบ็คกราวด์น้อยส์ที่ต่ำกว่าจึงให้ความสงัด ตำแหน่งเสียงมีความนิ่งและแยกแยะทิศทางได้ง่ายกว่า น้ำเสียงก็มีความละมุนละไมมีน้ำมีนวลมากกว่า
ประเด็นสำคัญที่ส่งให้ 203 โดดเด่นด้านเสียง คือ ความสามารถที่พร้อมใช้งานเป็นเพลเยอร์สำหรับฟังเพลงโดยเฉพาะด้วย จริงอยู่ว่าคงเทียบ Disc Player แบบไฮเอ็นด์ 2 แชนเนลแท้ๆ ไม่ได้ แต่ถ้าเทียบกับ 4K Blu-ray Player ด้วยกัน ไม่มีข้อกังขาใดๆ ซึ่งพื้นฐานการเอาใจใส่ตั้งแต่ภาคทรานสปอร์ต ไล่มาจนถึงภาค DAC ส่งผลให้คุณภาพเสียงผ่านอะนาล็อกเอาต์พุตมีความน่าสนใจจนอาจทดแทน Hi-Fi CD Player ได้ระดับหนึ่ง แต่ที่เหนือกว่า คือ 203 รองรับฟอร์แม็ตอย่าง SACD, DVD-Audio ไปจนถึง Hi-res music files ที่ให้คุณภาพเสียงบางด้านเหนือกว่าฟอร์แม็ต CD
กรณีที่ต้องการเน้นเรื่องเสียงเป็นพิเศษสำหรับ 203 พบว่า ฟีเจอร์ Pure Audio ไม่ได้มีมาให้โก้ๆ แต่ให้ผลลัพธ์ดีจริง วงจรอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องจะถูกลดทอนการทำงานลง วงจรเสียงจึงทำงานได้เป็นอิสระยิ่งขึ้นจากการรบกวนที่น้อยลง อ้อ เท่าที่ทราบตอนนี้มีฝรั่งหัวใสออกแบบภาคจ่ายไฟแบบ “Linear” สำหรับโมดิฟายอัพเกรดให้กับ 203 แล้วนะครับ ซึ่งน่าจะเพิ่มศักยภาพการถ่ายทอดคุณภาพเสียงได้อย่างสมบูรณ์เกินหน้าเกินตาเพลเยอร์เครื่องอื่นๆ ขึ้นอีกขั้น
Conclusion – สรุป
นับตั้งแต่ Oppo นำเสนอ BDP-93/BDP-95 สู่ตลาด ตั้งแต่นั้นก็หา Blu-ray Player ที่พอฟัดพอเหวี่ยงในแง่ประโยชน์ใช้สอยหลากหลายพร้อมๆ กับคุณภาพได้ยาก บัดนี้เมื่อข้ามผ่านมาสู่ยุค 4K HDR ข้อสังเกตนี้ก็ยังคงเดิม จะหาตัวเปรียบเทียบ UDP-203 ก็ยังยากอีกนั่นแหละ หากจะหารุ่นที่พอเทียบเคียงได้ ตอนนี้มีเพียง Panasonic DMP-UB900 เท่านั้น ซึ่งยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยครับ
จุดเด่นของ Oppo UDP-203
– พื้นฐานโครงสร้างมั่นคง อุปกรณ์ภายในเกรดเหนือกว่าเครื่องเล่นบลูเรย์ระดับทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
– รองรับฟอร์แม็ตออดิโอ-วิดีโอ หลากหลาย ทั้งแผ่นดิสก์เกือบทุกฟอร์แม็ตที่เคยมีจำหน่ายในอดีตและปัจจุบัน ไปจนถึงมีเดียไฟล์รูปแบบต่างๆ ผ่านทาง USB 3.0 และ Network (Ethernet/Wi-Fi)
– การเล่น 4K HDR Blu-ray Disc ให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมทั้งภาพเสียง รองรับ HDR10 และล่าสุด Dolby Vision ไปจนถึงระบบเสียง Dolby Atmos, DTS:X และ Auro-3D (HDMI Bitstream)
– วิดีโอสเกลเลอร์ศักยภาพโดดเด่น รองรับ 4K 60Hz
– ช่องต่อสัญญาณครบครัน อาทิ HDMI 2.0 Out 2 ช่อง (แยกสัญญาณภาพ-เสียง) และ HDMI 2.0 In 1 ช่อง พร้อมอะนาล็อกออดิโอเอาต์สำหรับระบบเสียงสเตริโอและมัลติเชนเนล ซึ่งหาได้ยากในปัจจุบัน
– คุณภาพเสียงอะนาล็อกไม่ธรรมดาด้วย 32-bit Reference DAC จาก AKM
จุดด้อยของ Oppo UDP-203
– ตัวเลือกการปรับแต่งภาพ-เสียงมีมาก และบางหัวข้อหากตั้งไม่แม็ตช์กับอุปกรณ์ร่วม อาจส่งผลกับการใช้งาน เช่น ภาพ-เสียงไม่ออกเป็นต้น (หากไม่มั่นใจ แนะนำให้ตั้งไว้ที่ Auto)
– พบปัญหาเล่น DVD Video Zone 3 ไม่ได้ (ฟ้องว่า Wrong Region) แนะนำแผ่นที่ไม่มีปัญหาควรเป็น Zone 1 (US) หรือแผ่น All Zone ส่วน Full HD Blu-ray ควรเป็น Zone A (4K UHD Blu-ray ไม่มีล็อคโซน เล่นได้ทั้งหมด)
– Online Content ถูกตัดออกไป แต่ความสามารถนี้ Smart TV ยุคปัจจุบันทดแทนได้
– อ้างอิงเฟิร์มแวร์ล่าสุดช่วงที่ทำการทดสอบพบว่า อาการเครื่องค้างยังมีให้เห็นบ้าง แม้ไม่บ่อยแต่หากพบเจอให้ทำการปิดเครื่องและเปิดใหม่ ก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ
– การเล่นไฟล์บางชนิด (เช่น ISO) ถือว่าผิดกฏหมายสากล ปัจจุบันสามารถทำการดัดแปลงให้รองรับได้ แต่จะอยู่นอกเหนือการรับประกัน
*การทดสอบ อ้างอิง Official Firmware: UDP20X-45-0605
by ชานม !2017-06
ราคาตั้ง Oppo UDP-203 4K HDR Blu-ray/Universal Player
23,900 บาท