รีวิว Pioneer BDP-X300 – เครื่องเล่น 3D Blu-ray 4K 24p Upscaling รองรับการถ่ายทอดเสียงระดับพรีเมียม
Pioneer BDP-X300
Premium image and sound performance

Pioneer 3D Blu-ray Player รุ่น BDP-X300
ราคา 17,900บาท
หลังจากที่ Pioneer ห่างหายการออกเครื่องเล่น Blu-ray Player มาอยู่สักพักหนึ่ง ซึ่งผนวกกับช่วงตั้งแต่กลางปี 2016 ที่ผ่านมาตลาดในประเทศไทยต่างก็หันไปให้ความสนใจกับเครื่องเล่น Blu-ray Player ที่รองรับการเล่นแผ่น 4K กันอย่างฮือฮา จึงทำให้เหล่าบรรดาแบรนด์ระดับไฮเอ็นด์ต่างพากันดึงเชิงดูเทรนด์ของตลาดกันอยู่นานพอสมควร
ซึ่งการมาของคอนเทนท์ที่มีความคมชัดระดับ 4K ในไทยช่วงที่ผ่านมานั้นก็เริ่มมีให้ได้เลือกซื้อมารับชมอยู่ค่อนข้างบางตาและยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าใดนัก เนื่องด้วยตัวแผ่นคอนเทนท์ยังมีราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าจากแบรนด์ Pioneerอย่าง CMG (Central Marketing Group) จึงได้เข็นเจ้า Pioneer รุ่น BDP-X300 ซึ่งเป็นเครื่องเล่น Blu-ray Player ที่เน้นประสิทธิภาพทางด้านเสียงในระดับพรีเมียมออกมาทำตลาด เพื่อมาเอาใจกลุ่มผู้เล่นระดับกลางโดยเฉพาะ
Pioneer BDP-X300 ถือว่าเป็นเครื่องเล่นอีกตัวหนึ่งที่รองรับการเล่นแผ่น Blu-ray 3D และยังรองรับความสามารถ Ultra HD (4K/24p) Upscaling อีกด้วย ซึ่งถ้าหากคุณผู้อ่านท่านใดใช้งานทีวี 4K อยู่ก็สามารถใช้ฟังก์ชัน 4K Upscaling คอนเทนท์จากแผ่น BD/DVD ให้มีความคมชัดมากยิ่งขึ้นไปได้อีก พร้อมกันนี้ตัวเครื่องเองก็ยังรองรับ Wi-Fi, Miracast และการเล่นไฟล์ผ่านทาง LAN บนเทคโนโลยี DLNA อีกด้วยเช่นกัน
สเปคคร่าวๆ ของ Pioneer BDP-X300 มีดังนี้
VIDEO FEATURES
– Ultra HD (4K/24p) Upscaling (BD/DVD/PC File)
– Blu-ray 3D Playback
– 36-bit Deep Colour, “x.v.Colour”
AUDIO FEATURES
– Exclusive Audio DAC Board with 192 kHz/24-bit DAC
– 192 kHz/24-bit Audio Playback (WAV, FLAC, ALAC)
– Multi-Channel (5.1ch, 5.0ch) Audio Playback (WAV, FLAC, DSD)
– Dolby TrueHD/Dolby Digital Plus
– DTS-HD Master Audio/DTS-HD High Resolution Audio/DTS-ES/DTS 96/24
– HQ Sound for Clear Audio Transmission via HDMI
– Shielded Power Supply (SMPS) Circuit Board
– Anti-Standing Wave Insulators (Rear Insulators Only)
NETWORK FEATURES
– DLNA Certified*1 (1.5) with Trick Play Features (Fast/Slow Forward, Fast/Slow Rewind)
– Built-in Wi-Fi (IEEE802.11 b/g/n)
– Miracast via Wi-Fi Direct
Design – การออกแบบ
มาเริ่มดูกันที่ส่วนของงานดีไซน์กันก่อนเลย สำหรับรูปร่างหน้าตาหากเทียบกับรุ่น BDP-100 และ BDP-180 ที่อยู่ในไลน์อัพเดียวกันแล้วล่ะก็ต้องขอบอกเลยว่าหน้าตาเหมือนกันเด๊ะๆ แต่ต้องขอบอกก่อนเลยว่าเจ้า Pioneer BDP-X300 นั้นมีความพิเศษกว่าจริงๆ แต่ไม่ได้พิเศษตรงที่มีตัวอักษร “X” นำหน้านะ ซึ่งเดี๋ยวถ้าตามอ่านกันไปเรื่อยๆ จะต้องร้อง อ๋อ! กันอย่างแน่นอน

ตัวเครื่องที่ทางเราได้มารีวิวจะเป็นรุ่นสีดำ ซึ่งจากที่ได้แอบเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ของ Pioneer พบมีรุ่นที่เป็นสีเงินโลหะด้วย แต่เข้าใจว่าในไทยจะเอาเข้ามาจำหน่ายอยู่สีเดียวคือสีดำ
ด้านหน้าตัวเครื่องจะเป็นหน้ากากพลาสติกสีดำมีการขัดลายออกแนวโลหะนิดๆ ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้
1.ปุ่ม Power สำหรับ เปิด/ปิด ตัวเครื่องเล่น Blu-ray Player
2. ถาดสำหรับใส่แผ่น BD, DVD, CD และ SACD
3. หน้าจอ LED สำหรับแสดงสถานะของตัวเครื่องเล่น
4. ปุ่มสำหรับกดให้ถาดรับแผ่นคอนเทนท์เด้งเข้าเด้งออก
5. ปุ่ม Stop สำหรับหยุดเล่นคอนเทนท์
6. ช่องต่อ USB 2.0 รองรับการจ่ายไฟ 5V/0.5A จำนวน 1 พอร์ต
7. ปุ่มสำหรับกด Play เพื่อสั่งเล่นคอนเทนท์

เมื่อซูมเข้ามาที่ส่วนทางด้านขวาของตัวเครื่องเล่นจะเห็นว่ามีการบอกรายละเอียดต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน แถมที่ด้านใต้ยังมีการเสริมส่วนที่เป็นขาตั้งแยกออกมาโดยเฉพาะ เพื่อให้มีพื้นที่ช่องว่างสำหรับระบายความร้อนได้สะดวก

พลิกกลับมาที่ด้านหลังของตัวเครื่องเล่น Blu-ray Player กันต่อเลย
โดยที่จุดนี้มีการจัดเรียงพอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ ไว้ได้อย่างสวยงามและเป็นระเบียบดี ซึ่งอย่างที่บอกไปว่าเครื่องเล่นตัวนี้จะมีความพิเศษกว่า BDP-100 และ BDP-180 ก็ตรงที่ส่วนที่เป็นพอร์ต HDMI Out, Coaxial และ Analog Audio Out นั้นจะได้รับการเคลือบพื้นผิวด้วย “ทองคำ” อีกชั้นนึงนั่นเอง

นอกจากพอร์ตสำคัญๆ ทางด้านเสียงจะถูกเคลือบพื้นผิวด้วยทองคำแล้ว ภายในตัวของเครื่องเล่นยังมาพร้อมกับระบบลดสัญญาณรบกวนต่างๆ อีกด้วย

พอร์ตเชื่อมต่อที่อยู่ด้านซ้ายทางด้านหลังของตัวเครื่องหลักๆ แล้วจะอยู่ที่บริเวณแถบนี้
ในส่วนของพอร์ตอื่นๆ ตามภาพด้านบนจะประกอบด้วย
1. พอร์ต LAN ที่รองรับความเร็วสูงสุดที่ 100Mbps
2. พอร์ต USB 2.0 รองรับการจ่ายไฟที่ 5V/0.5A จำนวน 1 พอร์ต ซึ่งสามารถต่อเข้ากับ External Hard Disk ได้สบายๆ
3. พอร์ต HDMI Out จำนวน 1 พอร์ต
4. พอร์ต Coaxial จำนวน 1 พอร์ต
5. พอร์ต Optical จำนวน 1 พอร์ต

ถัดมาที่ส่วนทางด้านขวาจะเป็นที่อยู่ของพอร์ต Analog Audio Out จำนวน 1 ชุด และพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อเข้ากับสายไฟหลัก

รีโมทคอนโทรลก็ไม่ได้มีหน้าตาอะไรที่หวือหวามากนัก ซึ่งเน้นที่การใช้งานได้ง่ายเสียมากกว่า โดยทาง Pioneer ก็ได้หยิบปุ่มลัดอย่างเช่น Miracast, Audio, Subtitle และ Video มาใส่ไว้บนรีโมทคอนโทรล เพื่อให้ง่ายต่อการปรับเปลี่ยน
Picture – ภาพ
หลังจากที่ไปไล่ดูในส่วนของดีไซน์บนตัวเครื่องเล่นกันไปแล้วทีนี้ก็ถึงเวลาที่จะมาดูการเล่นไฟล์และแผ่นคอนเทนท์ต่างๆ กันต่อ ซึ่งก็จะได้มาทดสอบกันด้วยว่าคุณภาพของภาพที่ถูกส่งผ่านออกมาจาก Pioneer BDP-X300 นั้นมีความคมชัดและลื่นไหลตลอดการรับชมมากน้อยเพียงใด

หากพร้อมแล้วมาเริ่มที่การใส่แผ่นเข้าไปที่เจ้าเครื่องเล่น Blu-ray Player ตัวนี้กันก่อนเลย

สำหรับความละเอียดในการถ่ายทอดสัญญาณภาพวีดีโอสามารถรองรับการตั้งค่าได้สูงสุดที่ความละเอียดระดับ 4K/24p เนื่องจากตัวเครื่องเล่นรองรับ Ultra HD (4K/24p) Upscaling นั่นเอง

มาเริ่มเปิดเบิร์นเจ้า Pioneer BDP-X300 ด้วยภาพยนตร์เรื่อง “The Revenant” ที่มีเนื้อหาออกแนวผจญภัยและดราม่านิดๆ
สำหรับแนวภาพของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็จะติดย้อมสีออกทึมๆ ให้อารมณ์เคว้งคว้างเล็กน้อย ซึ่งจากที่ได้ลองรับชมตัวเครื่องเล่นก็สามารถถ่ายทอดรายละเอียดของภาพออกมาได้คมชัด และสามารถให้สีสันต่างๆ ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน
ถัดมากระผมได้ทดสอบความลื่นไหลของภาพจากภาพยนตร์เรื่อง “Fast And Furious 7” หลังจากที่ได้ลองรับชมเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้จนจบเรื่อง พบว่าการส่งผ่านสัญญาณภาพมายังทีวีนั้นสามารถถ่ายทอดภาพออกมาได้อย่างลื่นไหล โดยที่ไม่พบอาการภาพค้างหรือกระตุกระหว่างที่กำลังรับชมคอนเทนท์แต่อย่างใด
ทั้งนี้ในส่วนของการเล่นไฟล์ชนิดต่างๆ นอกจากจะรองรับการเล่นคอนเทนท์ผ่านทางแผ่น Blu-ray 3D, Blu-ray แบบปกติ และ DVD แล้วตัวเครื่องเล่นเองยังรองรับการเล่นไฟล์ผ่านทางพอร์ต USB และ LAN/WiFi ผ่านทางเทคโนโลยี DLNA อีกด้วย
สำหรับการเล่นไฟล์ผ่านทางพอร์ต USB และการเล่นไฟล์ผ่านเทคโนโลยี DLNA หรือการเล่นไฟล์ผ่านระบบ LAN นั้นตัวเครื่องสามารถรองรับการเล่นไฟล์ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันได้ อย่างเช่นไฟล์สกุล DivX (.avi/.divx/.mkv), MP4, WMV, AVI, 3GP, FLV และ RMVB (.rm/.rmvb) ก็สามารถนำมาเล่นบนเครื่องเล่น Blu-ray Player ตัวนี้ได้อย่างหายห่วง
Sound – เสียง
มาถึงเรื่องของเสียงที่เป็นจุดเด่นของเจ้า Pioneer BDP-X300 ตัวนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งแน่นอนว่ามันมาพร้อมกับ DAC Aduio แบบ on Board ในตัวที่สามารถรองรับการถอดรหัสเสียงและไฟล์เพลง Hi-Res Audio ที่มีความละเอียดในระดับ 192 kHz/24-bit ได้อย่างสบายๆ รวมทั้งที่ตัว DAC Audio ก็ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติ Anti-Standing Wave ที่ช่วยลดการรบกวนของคลื่นสัญญาณต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ส่วนที่เป็นขั้วต่อ HDMI Out และขั้วต่อสัญญาณเสียงต่างๆ บนตัวเครื่องยังได้ถูกเคลือบด้วยทองคำแท้ๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งผ่านสัญญาณเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และส่วนที่เป็นภาคจ่ายไฟยังได้ถูกติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันสัญญาณรบกวนที่มีชื่อว่า “SMPS Shield Case” อีกด้วย

ในส่วนของการ Output สัญญาณเสียงผ่านพอร์ต HDMI สามารถเลือกได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ Bitstream, PCM และ Reencode
แต่ในส่วนของรีวิวนี้จะเลือกใช้เป็นแบบ Bitstream เนื่องด้วยกระผมใช้ตัวเครื่องเล่นต่อเข้ากับชุด AV Receiver ที่ทำหน้าที่ในการถอดรหัสสัญญาณเสียงก่อนที่จะส่งสัญญาณภาพวีดีโอไปยังทีวี ซึ่งจากที่ได้ทดสอบพบว่าเจ้า Pioneer BDP-X300 สามารถทำการ Bitstream สัญญาณเสียงทั้งแบบ Dolby TrueHD และ DTS-HD Master Audio ได้อย่างลื่นไหล

มาทดสอบที่การใช้รับชมคอนเสิร์ต และการฟังเพลงจากแผ่นซีดีกันบ้างดีกว่า
อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าเจ้า Pioneer BDP-X300 นั้นมีจุดเด่นที่เรื่องของเสียง เพราะว่าตัวของมันมาพร้อมกับระบบ HQ Sound ซึ่งเป็นระบบที่จะช่วยในการตัดสัญญาณภาพวีดีโอทิ้งในขณะที่เราใช้เจ้าเครื่องเล่น Blu-ray Player ตัวนี้ในการเล่นเพลงจากแผ่น CD/SACD ที่มีแต่เสียงเพลงล้วนๆ ซึ่งไม่นับรวมแผ่น Blu-ray คอนเสิร์ตที่เราจะต้องรับชมทั้งภาพและเสียง หรือถ้าคุณผู้อ่านท่านใดต้องการฟังแต่เสียงก็สามารถตัดภาพวีดีโอทิ้งได้นะ ด้วยฟังก์ชันที่เรียกว่า “HQ Sound” นี้ซึ่งจะมีปุ่มอยู่บนรีโมทคอนโทรล

ฟังก์ชัน HQ Sound ที่ถูกติดตั้งมาบนเครื่องเล่นตัวนี้ทำงานอย่างไร?
สำหรับฟังก์ชัน HQ Sound นั้นจะเป็นฟังก์ชันที่เรามักเจอในกลุ่มของเครื่องเล่นระดับไฮเอ็นด์ หรือกลุ่มผู้เล่นหูเทพหูทองที่เข้ามักใช้กันนั่นล่ะ โดยผู้เล่นกลุ่มนี้มักจะมีการต่อเครื่องเล่น Blu-ray Player เข้ากับชุด AV Receiver, Amplifier และลำโพงระดับไฮเอ็นด์ที่ค่อนข้างจะมีความไวต่อการตอบสนองต่อสัญญาณเสียงในย่านความถี่ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
ถ้าเรามีการเปิดเครื่องเล่น Blu-ray Player เพื่อฟังเพลงจากแผ่น CD/SACD เพียงอย่างเดียว หากเป็นเครื่องเล่นทั่วๆ ไปตัวเครื่องเล่นจะยังมีการประมวลผลสัญญาณภาพอยู่ถึงแม้ว่าตัวคอนเทนท์ที่เราเปิดอยู่จะไม่มีภาพวีดีโอหรือมีแต่เสียงก็ตาม บางครั้งอาจจะทำให้สัญญาณภาพที่ถูกส่งออกมาพร้อมๆ กับสัญญาณเสียงผ่านทางสาย HDMI เส้นเดียวกันอาจถูกบันทอนเสียงลงได้ จึงเป็นเหตุให้เครื่องเล่นตัวบนๆ ที่มีราคาสูงมักจะมีโหมด HQ Sound ติดมาให้นั่นเอง
ซึ่งข้อดีของการเปิดฟังก์ชัน HQ Sound ในขณะที่ใช้เครื่องเล่นฟังเพลงอย่างเดียวจะทำให้ตัวเครื่องจะตัดการประมวลผลวีดีโอทิ้งไป และจะมามาเน้นหรือให้ความสำคัญในการประมวลผลสัญญาณเสียงจากคอนเทนท์ที่เรารับฟังอยู่เพียงอย่างเดียว โดยอาจจะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าสัญญาณเสียงนั้นดีขึ้นกว่าการไม่ได้เปิดฟังก์ชันดังกล่าว

จากการทดสอบเปิดและปิดฟังก์ชัน HQ Sound ที่อยู่บนตัวของเจ้า Pioneer BDP-X300 โดยกระผมได้ลองใช้เพลง “My Heart Will Go On – Celine Dion” ที่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ไททานิคในการทดสอบครั้งนี้
หลังจากที่กระผมได้ทดสอบด้วยการเปิดฟังเพลงดังกล่าววนแล้ววนอีกอยู่ประมาณ 30 รอบเห็นจะได้ โดยเปิดฟังวนไปทั้งแบบที่เปิดฟังก์ชัน HQ Sound และแบบที่ปิดฟังก์ชัน HQ Sound ซึ่งก็สังเกตได้ว่าตัวเนื้อเสียงกลางที่เป็นลูกๆ ค่อนไปทางเสียงสูงของ Celine Dion นั้นจะติดจมนิดๆ ถ้าหากไม่ได้เปิด HQ Sound แต่ถ้าหากเทียบกับแบบเปิดฟังก์ชันดังกล่าวแล้วจะรู้สึกว่าเสียงกลางที่ออกมาระหว่างที่นักร้องอ้าปากแล้วค่อยๆ ไล่ลมเสียงออกมาจะมีความพุ้งของเนื้อเสียงที่มากกว่า
ทั้งนี้บางท่านอาจจะสงสัยว่าตัวเครื่องเล่นสามารถรองรับการเล่นไฟล์เพลงแบบไหนได้บ้าง จากที่ทดสอบมานั้นก็ต้องขอบอกเลยว่าสามารถเล่นได้ทั้งไฟล์ MP3, WMA, AAC (.m4a), WAV, FLAC และ DSD (.dff/.dsf) โดยทั้งหมดนี้สามารถเล่นผ่านได้ทั้งในรูปแบบของแผ่น CD/SACD/BD, USB และผ่านทางเครือข่าย Network บนเทคโนโลยี DLNA ได้ทั้งสิ้น
Features – ลูกเล่น
ถึงแม้ว่าบนตัวของเครื่องเล่นจะไม่ได้มีการติดตั้งแอพพลิเคชันใดๆ มาให้ และไม่สามารถใช้งานเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตได้ก็ตาม แต่ตัวของมันเองยังคงรองรับการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย Network ภายในบ้านได้อยู่ ด้วยการเชื่อมต่อผ่านทางสาย LAN หรือจะเชื่อมต่อไร้สายผ่านทางสัญญาณ WiFi ก็ได้ จึงทำให้ตัวมันเองสามารถรองรับการเล่นไฟล์คอนเทนท์ต่างๆ ผ่านทางเทคโนโลยี DLNA ได้อยู่นะ
ทั้งนี้ทาง Pioneer ก็ไม่ได้ถึงกับใจร้ายอะไรขนาดนั้น จึงได้ทำการใส่ฟังก์ชัน Miracast ที่เอาไว้ให้เราสามารถแชร์ภาพและเสียงจาก Smart Phone และ Tablet ไปแสดงผลยังหน้าจอทีวี นอกจากนี้แล้วเรายังใช้แอพพลิเคชันที่มีชื่อว่า “iControlAV5” ควบควมตัวเครื่องเล่น Blu-ray Player ตัวนี้ได้อีกด้วย โดยที่ Smart Device และตัวเครื่องเล่นจะต้องเชื่อมต่ออยู่ในเครือข่าย LAN เดียวกันนะ

หน้าตาของแอพฯ iControlAV5 จะเป็นเช่นนี้
หมายเหตุ แอพฯ iControlAV5 สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ Google Play Store และ Apple Store ฟรี!
Conclusion – สรุป
ข้อดีของ Pioneer BDP-X300
1. รองรับการเล่นแผ่นได้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นแผ่น CD, SACD, DVD และ BD
2. รองรับการเล่นไฟล์คอนเทนท์จาก NAS ผ่านทางเทคโนโลยี DLAN ด้วยการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย LAN และ WiFi ที่ถูกติดตั้งมาในตัว
3. ภายในตัวเครื่องมาพร้อมกับวงจรภาคขยาย DAC Audio ที่รองความสามารถในการแปลงถอดรหัสเสียงได้ที่ความละเอียดระดับ 192 kHz/24-bit
4. ตัวเครื่องมีฟังก์ชัน HQ Sound ที่ช่วยตัดการแสดงผลภาพวีดีโอขณะใช้เล่นเพลง ช่วยให้ลดการรบกวนของสัญญาณที่ไม่พึงประสงค์ได้เป็นอย่างดี
ข้อเสียของ Pioneer BDP-X300
1. ตัวเครื่องเล่นรองรับ Ultra HD (4K/24p) Upscaling แต่ไม่สามารถเล่นแผ่น 4K ได้
2. มีพอร์ต HDMI Out มาให้พอร์ตเดียว ไม่สามารถแยกสัญญาณภาพ และเสียงออกจากกันได้อย่างตายตัว
Pioneer BDP-X300 เป็นเครื่องเล่น Blu-ray Player ในระดับกลางที่ค่อนไปทางกึ่งๆ ไฮเอ็นด์ มาพร้อมกับความสามารถในการรองรับการเล่นคอนเทนท์ได้อย่างครบครัน ทั้งยังได้รับการติดตั้งวงจรในส่วนของการถอดรหัสเสียงหรือ DAC Audio มาในระดับ Hi-Res แถมยังมีระบบป้องกันการรบกวนของสัญญาณเสียงและภาคจ่ายไฟอีกด้วย ซึ่งสามารถตอบโจทย์ทั้งในแง่ของการใช้รับชมภาพยนตร์และฟังเพลงได้เป็นอย่างดี

Pioneer 3D Blu-ray Player รุ่น BDP-X300
ราคา 17,900บาท
เครื่องเล่น Blu-ray Player ตัวนี้จะไม่ได้หวือหวาอะไรมากนัก เนื่องจากไม่รองรับฟังก์ชัน Smart และไม่ได้มีแอพพลิเคชันใดๆ ติดมาให้ได้ใช้งานเลยก็ตามถึงแม้ว่าตัวมันเองจะสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย Network ได้ก็ตาม แต่ว่าทาง Pioneer ยังได้ใจดีใส่ฟังก์ชัน Miracast ที่สามารถเชื่อมต่อตัวเครื่องเล่นเข้ากับ SmartPhone และ Tablet โดยสามารถแชร์ภาพและเสียงผ่านตัวเครื่องเล่นไปออกที่หน้าจอทีวีได้ (ถ้าท่านใดที่ใช้ SmartTV อยู่แล้วก็อาจจะดูไม่ค่อยจำเป็นเท่าใดนัก)
อีกหนึ่งลูกเล่นที่กระผมคิดว่าใช้งานได้จริงนั่นก็คือการคอนโทรลตัวเครื่องเล่นผ่านทางแอพฯ ที่มีชื่อว่า “iControlAV5” ซึ่งสามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งได้ทั้งอุปกรณ์ Smart Device ที่เป็นระบบปฏิบัติการ iOS และ Android เลยล่ะ เอาเป็นว่าถ้าหากท่านใดกำลังมองหาเครื่องเล่น Blu-ray ที่มาพร้อมกับระบบเสียงระดับไฮเอ็นด์ ลองรับเจ้า Pioneer BDP-X300 ไว้พิจารณาอีกสักเครื่องก็ได้นะรับรองว่าท่านต้องชอบเจ้าตัวนี้แน่ๆ