รีวิว TCL 55P5CUS ทีวี 4K HDR จอโค้ง สุดคุ้ม! ดู Netflix YouTube HDR ได้ด้วย!!
ต้องยอมรับว่าแต่ละปีที่ผ่านไป แบรนด์ TCL นั้น ร้อนแรงขึ้นทุกปี อย่างในปี 2018 นี้ ก็มีทีวีซีรีส์ใหม่ๆ ออกมาครอบคลุมช่วงราคาพื้นฐานทั้งหมด ซึ่ง P5CUS พระเอกที่ผมได้หยิบมารีวิวในคราวนี้ถือได้ว่าเป็นรุ่นพี่ รุ่นน้อง กับตัว TCL P6US ที่เคยได้รีวิวกันไปแล้ว ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่านี่คือ 4K Curved Smart TV ตัวเริ่มต้นอีกหนึ่งรุ่นของ TCL ที่เหมาะกับการใช้งานในทุกด้าน ทว่าราคาเอื้อมถึงก็ว่าได้

เสปคของ TCL P5CUS เบื้องต้น
-ความละเอียด 4K (3840 x 2160) รองรับ HDR
-Curved TV
-Smart TV (TV OS)
– Netflix HDR, YouTube HDR
– LAN, Wireless LAN Built-tin
Price
– ขนาด 55″ ราคา 21,990 บาท
ดีไซน์
แรกเห็น TCL 55P5CUS ก็สะดุดตามากกว่าทีวีจอแบนทั่วไปอยู่แล้ว เพราะรุ่นนี้เป็นทีวีจอโค้ง และเมื่อมาเจอกับเส้นสายสีเงินตรงกรอบด้านข้างทั้งสามด้านบน ซ้ายและขวา จึงทำให้รุ่นนี้ดูสะดุดตามากกว่าเดิมขึ้นไปอีก ส่วนบริเวณขอบด้านล่าง TCL เลือกที่จะใช้วัสดุผ้าสีเทาดำลากตัดด้านหน้า เพิ่มความนุ่มนวลให้กับการดีไซน์

ขาตั้งของ TCL P5CUS เป็นทรงลักษณะตัว T กลับหัว ยกกรอบจอขึ้นมาสูง 5 เซ็นติเมตร ด้วยความสูงระดับนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถนำซาวด์บาร์มาวางได้แบบพอดิบพอดี ไม่ต้องกลัวว่าจะบังสัญญาณจากรีโมท ส่วนบริเวณตรงกลางที่เป็นโลโก้ TCL ด้านล่างจะมีปุ่มเปิด/ปิด เครื่องอยู่ด้วย

ขาตั้งสีเงินสวยงาม ด้านบนมีโลโก้ Dolby Audio

โลโก้ TCL ในเวลาเปิดเครื่องจะมีไฟด้วย และถ้าคลำไปดูล่างโลโก้จะพบปุ่ม เปิด / ปิด เครื่องอยู่
ช่องต่อ
ช่องต่อของรุ่นนี้มัดรวมกันไว้ที่ด้านข้างทั้งหมด ดังนั้นช่องต่อแต่ละแบบที่ให้มา จึงเหลือแค่ช่องต่อที่สำคัญ และใช้งานกันเป็นประจำเท่านั้น ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วถ้าใครไม่ได้เอาไปต่อกับเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าๆ ที่มีพวก Component ก็ถือว่าไม่ได้สำคัญอะไรมากมาย เพราะแค่ HDMI ก็เพียงพอแล้ว
ช่องต่อทั้งหมดของ TCL 55P5CUS
1. HDMI x 3
2. USB x 2
3. Antenna
4. Optical Digital
5. AV In
6. Headphone
7. LAN
8. Wireless LAN

ช่องต่อทั้งหมดของเครื่องอยู่ที่ด้านข้าง ง่ายต่อการถอด/เสียบใหม่

รีโมทเป็นทรงยาวเหมือนของปีก่อนหน้านี้ ที่สะดวกคือมีปุ่มลัด Netflix ด้วย
ภาพ
TCL 55P5CUS เป็น LED TV พาเนลแบบ VA ขนาด 55” พาเนลชนิดนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ให้ระดับสีดำที่ค่อนข้างดี รวมไปถึงภาพที่ถ่ายทอดออกมาจะมีความันเงาพอสมควร แต่ก็อย่างที่รู้กันว่าหากไม่ใช่จุด Sweet Spot แล้ว คุณภาพของภาพก็จะลดทอนลงไป ทว่าด้วยลักษณะทางกายภาพของตัวเครื่องที่เป็นจอโค้ง ก็ช่วยลดจุดอ่อนตรงนี้ไปได้มากทีเดียว ซึ่งหากเราไม่ได้นั่งเฉียงมากๆ รับรองว่าคุณภาพของภาพลดทอนลงไม่เยอะครับ
พอร์ต HDMI ทั้งสามช่องของรุ่นนี้ รองรับสัญญาณ 4K 60Hz ทั้งสามช่อง (ไม่ได้จำกัดไว้ที่ HDMI 3 เหมือนรุ่น P62US) ในการทดสอบผมได้ทำการต่อทีวีเข้ากับเครื่องเล่น 4K Blu-ray Player โดยตรง เริ่มแรกผมจะทดสอบดูภาพจากค่าพื้นฐานของโรงงานโดยที่ยังไม่ปรับภาพกันก่อน โหมดภาพอัตโนมัติที่ให้มา มีอยู่ 4 โหมดด้วยกัน ได้แก่ Natural, Standard, Stadium, Dynamic, Movie และ User ซึ่งโหมดที่ผมดูแล้วดีทั้งในแง่ของความสว่าง สมดุลของสีสัน ก็คือโหมด Movie ภาษีภาพกินกว่าโหมดอื่นๆ ค่อนข้างเยอะ

สีสันสดค่อนข้างเงา ระดับสีดำดูดี

ตารางวัดค่าอุณหภูมิสี และการกินไฟที่ใช้
จากตารางด้านบน จะสังเกตเห็นว่าที่ช่อง Color Temp ในโหมด Movie จะอยู่ที่ 7088K ถือว่าดีระดับหนึ่งกับค่าที่มาจากโรงงาน เพียงแต่ภาพจะติดโทนเย็นเล็กน้อย สำหรับบางคนก็อาจจะถูกใจ เพราะคนไทยชอบภาพโทนเย็นหน่อย แต่ถ้าใครไม่ชอบก็อาจเปลี่ยน Color Temperature เป็น Warm ก็ได้
ไม่เพียงแค่ในภาพแบบ SDR ภาพแบบ HDR ก็สามารถใช้โหมด Movie ได้เช่นกัน เรียกได้ว่าโหมดเดียวใช้งานได้ครอบคลุม ซึ่งจากที่ใช้เครื่องมือวัด ความสว่างในโหมด Movie จะอยู่ที่ราว 324 nits ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ LED TV รุ่นเริ่มต้นทั่วไป และที่น่าประทับใจคือแม้จะเป็นทีวีตัวเริ่มต้น แต่ตัวเครื่องก็มี 10-point White Balance ให้ปรับด้วย มีข้อแนะนำครับสำหรับผู้ใช้ที่ไม่มีเครื่องไม้ เครื่องมือในการปรับภาพ ขอให้เลือกใช้โหมด Movie แล้วปรับ Color Temperature เป็น Warm ก็เพียงพอต่อการใช้งานมากๆ แล้ว

ค่าก่อนปรับภาพ จะเห็นได้ว่าสีน้ำเงินโดดออกมา ทำให้ภาพติดโทนเย็น
หลังจากการปรับภาพโดยคุณชานม ค่าอุณหภูมิสีที่ออกมาถือว่ายอดเยี่ยม (ลองดูตารางที่อยู่ในช่อง Movie Calibrated) ที่ปรับแล้วได้ 6540K ซึ่งค่ามาตรฐานที่ดีที่สุดอยู่ที่ 6500K และหลังจากปรับภาพแล้วขอบเขตสียังกว้างขึ้นอีกด้วย จากเดิม 96.4% แต่พอปรับแล้วเป็น 97.2% ตามมาตรฐานของ Rec.709

ปรับแล้วออกมาดีงามมากจริงๆ

ภาพที่ได้ก็เป็นธรรมชาติ สีสัน HDR ดูดีเลย

อยากจะบอกว่ารุ่นนี้เอามาเล่นเกมก็ดีไม่หยอก เพราะ Input Lag ใน Game Mode อยู่ที่ 19.3 ms เท่านั้น
ไม่เพียงแต่ทดสอบคอนเทนท์ความละเอียด 4K คอนเทนท์ Full HD ก็ยังหยิบมาทดสอบด้วยเช่นกัน หลักๆ แล้วผมต้องการดูความสามารถในการอัพสเกลภาพเป็นหลัก โดยแผ่นที่ใช้ทดสอบเป็นแผ่นมวยปล้ำ WrestleMania 2018 ระหว่าง Brock lesnar กับ Roman Reigns ภาพที่ออกมาถือว่ามีรายละเอียด มีน้ำมีนวลพอควรเลย เป็นรองความละเอียด 4K เล็กน้อยเท่านั้น ต้องขอขอบคุณชิปประมวลผลภาพของ TCL

เสียง
ลำโพงของ TCL 55P5CUS มีกำลังขับ 8W x 2 พลังเสียงถือว่าครอบคลุมห้องนั่งเล่นทั่วไปได้อย่างล้นเหลือ อย่างห้องนั่งเล่นที่ใช้ทดสอบ มีขนาดประมาณ 5 x 7 เมตร เปิดเสียงระดับ 40 ก็ได้ยินอย่างชัดเจนแล้ว ส่วนโหมดเสียงที่แนะนำ ขอให้ลองฟังโหมด Movie หรือ Music เพราะทั้งสองโหมดนี้ให้เนื้อเสียงไม่แห้ง เสียงกลาง และเสียงแบคกราวด์ ไม่จมหาย เหมือนกับโหมดอื่นๆ นอกจากนี้ที่น่าประทับใจคือมีโหมด TV Placement ที่ให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าติดตั้งทีวีในรูปแบบใด เช่นแขวนผัง หรือตั้งโต๊ะ หากเลือกโหมดถูกต้องกับการติดตั้งแล้ว ก็จะช่วยให้คุณภาพเสียงดีขึ้น

โหมดเสียงอัตโนมัติ แนะนำให้ใช้โหมด Movie หรือ Music

เลือกเสียงให้เหมาะกับการติดตั้งของทีวี Desktop คือตั้งโต๊ะ ส่วน Wall mount แขวนผนัง
เพิ่มเติม
หากไม่ใช่พวกตัวท็อปแล้ว ระบบสมาร์ททีวีที่ใช้บนทีวี TCL ในปี 2018 นี้ ก็จะเป็น TV OS ทั้งหมด แน่นอนว่ารวมไปถึง TCL 55P5CUS รุ่นนี้ด้วยเช่นกัน จุดเด่นของ TV OS คือจะเน้นแอปพลิเคชั่นที่จำเป็นต่อการใช้งานจริงๆ รวมไปถึงฟีเจอร์ที่ผู้ใช้จะได้ใช้กันบ่อยๆ อย่างเช่น Netflix, YouTube, Browser, Cast เป็นต้น
โดยส่วนตัวแล้วผมเองพึงพอใจกับสมาร์ทีวีแบบนี้มาก ไม่ต้องเยอะ แต่ขอให้ครบครัน ส่วนเหตุผลว่าทำไมถึงชอบ? ก็เป็นเพราะว่าทีวี 4K Smart TV เริ่มต้น มักจะถูกจำกัดด้วยคุณสมบัติของฮาร์ดแวร์ ถ้าใส่ระบบปฏิบัติการที่ใช้ทรัพยากรเครื่องมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดการหน่วงเวลาใช้งานได้ แต่พอเป็น TV OS เวลากดเมนูคำสั่งต่างๆ แล้ว ลื่นไหล กดปุ๊บติดปั๊บ ใช้งานสบายใจมาก

หน้า Home ของ TCL 55P5CUS
แอปสตรีมมิ่งไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ หรือเพลง ก็มีให้ครบครัน อย่าง Netflix ซึ่งเปิดมาทีแรกก็รู้สึกแปลกใจ เพราะได้ปรับเปลี่ยน GUI ใหม่แล้วตามข่าวที่เพิ่งจะออกมาเมื่อต้นเดือนสิงหาคมนี้นี่เอง ในขณะเดียวกันทีวีบางรุ่นนี่ยังไม่เปลี่ยนเลย นอกจากนี้ แอปฯ YouTube ของเครื่องนี้ยังรองรับ 4K HDR อีกด้วย

Netflix 4K HDR พร้อม GUI แบบใหม่

YouTube รองรับ 4K HDR
ถัดมาขอเอาใจสายเล่นไฟล์กันบ้าง ขึ้นชื่อว่าเป็นทีวีความละเอียด 4K ก็อยากลองหน่อยว่าจะเล่นไฟล์ 4K ได้ดีมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ไฟล์ที่ผมนำมาทดสอบเป็นไฟล์แบบ 4K HDR มีขนาดตั้งแต่ 40GB ขึ้นไป หลังจากที่ทดลองเปิดเล่นระยะเวลาหนึ่ง และลองกด Time Skip ไปช่วงต่างๆ พบว่าตัวเครื่องโหลดข้อมูลได้ไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่นัก พบอาการสะดุดเป็นบางช่วง หากไฟล์ที่เปิดมีขนาดใหญ่ แต่ถ้าเป็นไฟล์ความละเอียด Full HD สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล
ซึ่งถ้าใครเป็นสายดาร์คจริงๆ ขอแนะนำว่าให้หา HD Player สักเครื่องมาใช้ก็จะดีกว่า เพราะเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า นี่คือทีวี ไม่ใช่เครื่องเล่นไฟล์ ดังนั้น Media Player บนตัวเครื่องจึงมีข้อจำกัดในการทำงานอยู่

สามารถเล่นไฟล์ผ่านทาง USB หรือ Local Network ก็ได้

ไฟล์ความละเอียด 4K HDR สามารถเล่นได้แต่ก็จะแอบเหนื่อยอยู่บ้าง

มี แอปสโตร์ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นต่างๆ กันด้วยนะ แต่ขอแนะนำว่าให้โหลดเฉพาะแอปฯ ประเภทสตรีมมิ่งมา เพราะแอปฯ พวกเกมจะกินสเปคเครื่องมากเกินไป
สำหรับคนที่รักการ Cast และติดสมาร์ทโฟน ผมขอแนะนำให้โหลดแอปพลิเคชัน T-Cast มาติดเครื่องเอาไว้ (มีให้ดาวน์โหลดทั้ง Android / iOS) แอปฯ นี้มีประโยชน์ตรงที่ให้เราใช้ในการโยนไฟล์ภาพ เพลง วิดีโอ ขึ้นไปเล่นบนทีวีได้ หรือจะเปลี่ยนสมาร์ทโฟนของเราให้กลายเป็นแอร์เมาส์ เป็นรีโมทคอนโทรลควบคุมเครื่องก็ได้เช่นกัน สะดวกสบายสุดๆ
**การใช้งานแอปฯ T-Cast ทั้งทีวี และสมาร์ทโฟน จะต้องเชื่อมต่อในเครือข่ายเดียวกัน

เชื่อมต่อสำเร็จเรียบร้อย แต่ทีวี กับสมาร์ทโฟนต้องอยู่ในวงแลนเดียวกันนะ

เปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้กลายเป็นแอร์เมาส์ หรือรีโมทคุมทีวีได้ทันทีผ่านแอปฯ T-Cast
สรุป
ข้อดีของ TCL 55P5CUS
1. ทีวีจอโค้ง ดีไซน์สวย ราคาคุ้มค่า
2. โหมดภาพอัตโนมัติ Movie ค่าดีมากตั้งแต่โรงงาน
3. Game Mode มี Input Lag ต่ำเพียง 19.3 ms
4. YouTube รองรับ HDR
5. มีแอปฯ T-Cast สำหรับส่งเพลง ภาพ วิดีโอต่างๆ ขึ้นไปเล่นบนทีวี และยังแปลงเป็นรีโมทคอนโทรลได้ด้วย
ข้อเสียของ TCL 55P5CUS
1. สำหรับคนมือใหญ่อาจใช้รีโมทได้ไม่ถนัด เพราะเป็นทรงยาว ขนาดเล็ก
2. Media Player มีข้อจำกัดในการเล่นไฟล์ขนาดใหญ่
3. ในแอปฯ สโตร์ มีแอปฯ ให้ดาวน์โหลดเยอะ แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านสเปค ขอแนะนำว่าให้โหลดแอปฯ ประเภทสตรีมมิ่งมาใช้จะดีกว่า

หากใครที่กำลังมองหาทีวีจอโค้ง ความละเอียด 4K HDR ขนาด 55″ ในงบสองหมื่นบาทต้นๆ TCL 55P5CUS เป็นตัวเลือกที่น่าเหมาะสมอย่างมาก เพราะดีไซน์สวยงามโดดเด่นกว่ารุ่นอื่นๆ ในท้องตลาดเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้นโหมดภาพที่ให้มายังดีงามมาตั้งแต่ต้น ผู้ใช้ไม่ต้องปรับแต่งค่าอะไรมากมาย แค่เลือกโหมด Movie ก็ใช้ได้แล้ว ด้านแอปฯ ประเภทสตรีมมิ่งหลักๆ ก็มีให้ใช้งานครบครัน ติดขัดเล็กน้อยตรงคนที่ชอบเล่นไฟล์สายดาร์ค ที่ต้องหารเครื่องเล่นมาใช้งานเสริม
หมายเหตุ : มาตรฐานคะแนนปี 2018
ราคา TCL 55P5CUS 21,990 บาท