รีวิว Wharfedale DS-1 ไร้สายไม่ไร้สี ลำโพงผู้ดีมีบลูทูธ!

Wharfedale แบรนด์ลำโพงชั้นนำจากอังกฤษที่โด่งดังมายาวนานจากเซ็ตลำโพงสร้างชื่อหลากหลายรุ่น ซึ่งที่ผ่านมานี้มักจะเป็นลำโพงแยกชิ้นซะส่วนใหญ่ แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปจุดประสงค์การใช้งานของคนเราก็หลากหลายมากยิ่งขึ้น การฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์ก็เริ่มกลายมาเป็นกระแสหลัก สำหรับนักฟังรุ่นใหม่ ทำให้เกิดเป็นไลน์สินค้าตัวใหม่นามว่า DS-1

Wharfedale DS-1 เป็นลำโพงแอ็คทีฟแบบสเตอริโอที่มาพร้อมกับฟีเจอร์การเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth ที่พ่วงเอา Codec ยอดนิยมอย่าง aptx มาด้วย พร้อมกับแอมป์ DSP คุณภาพสูงที่ทำงานคู่กับไดร์เวอร์สุดคลาสสิคเอกลักษณ์เฉพาะของ Wharfedale
สเปคโดยย่อของ Wharfedale DS-1
| Description | Desktop Active Speaker System |
| Maximum Power Output | 14W |
| Channels | 2.0 |
| NFC | Supported |
| Bluetooth | 4.0 BC8 support aptX |
| S/N Ratio | >80dB (A weighted) |
| Line Input Sensitivity | 350mV |
| Frequency Response | 50Hz – 20kHz |
ราคา 7,990 บาท
Design – การออกแบบ

ตัวตู้มีสีดำกลอสซี่มันวาวสวยงามรอบตัว ขนาดกะทัดรัดพอเหมาะที่จะวางข้างจอคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปได้เป็นอย่างดี

ด้านหน้าเป็นเบสไดร์เวอร์ขนาด 10 ซม. และซิลค์โดมทวีตเตอร์ ขนาด 2 ซม. ที่ทำงานร่วมกันเพื่อตอบสนองความถี่ในช่วง 55Hz ถึง 20kHz บริเวณขอบไดร์เวอร์ทั้งสองตัวประดับด้วยเส้นสายโลหะคล้ายรุ่น Diamond โดยที่ลำโพงข้างขวาจะมีไฟ LED บอกสถานะอยู่มุมด้านล่าง โดยเมื่อใช้งานบลูทูธจะเป็นสีฟ้า ถ้าเป็น AUX ปกติจะเป็นสีเขียว

เห็นลำโพงบลูทูธที่ไหนก็มักจะเห็นฟีเจอร์ NFC พ่วงมาด้วยคู่กันเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการจับคู่อุปกรณ์ สำหรับ DS-1 เราสามารถนำสมาร์ทโฟนของเรามาทาบไว้ที่ด้านบนของลำโพงข้างขวาที่มีสติ๊กเกอร์ NFC แปะอยู่ได้เลย

ด้านหลังของลำโพงทั้งสองจะมีท่อเบสรีเฟล็กซ์อยู่ สำหรับตัวลำโพงข้างขวาที่เป็นเมนยูนิต ก็จะมีแผงควบคุมสำหรับปรับระดับเสียงพร้อมปุ่ม Source และ Pair สำหรับสลับการใช้งานระหว่าง บลูทูธกับพอร์ตอะนาล็อก 3.5 มม.

หากพิจารณาภาพรวมแล้ว DS-1 เหมือนเป็นการเอา DNA ของลำโพงแซทเทิลไลท์ในเซ็ต DX-1 ที่ผมเคยรีวิว มาเสริมเติมแต่งเอา Bluetooth และแอมป์พลิฟายเออร์ใส่เข้าไป ทำให้กลายร่างมาเป็นลำโพงสเตอริโอสำหรับใช้งานคู่กับอุปกรณ์ไอทีไม่ว่าจะเป็นแล็ปท็อป, สมาร์ทโฟน และเครื่องเล่นไฟล์ต่างๆ

สำหรับอุปกรณ์ที่แถมมาให้ในกล่องก็จะมีสาย RCA สำหรับต่อลำโพงสองข้างเข้าด้วยกัน, อะแด็ปเตอร์ไฟขนาด 50 V และยางรองฐานของ 3M ซึ่งเช่นเคยผมก็แนะนำให้ติดเข้าที่ฐานลำโพงไว้เลยนะครับ เพราะนอกจากจะช่วยดูดซับแรงปฏิกิริยาแล้ว ยังมีส่วนช่วยไม่ให้ตัวตู้ด้านล่างถลอกเป็นรอยอีกด้วย
Connectivity – ช่องต่อ

ลำโพงด้านขวาเป็นที่เสียบสาย AUX, สายเชื่อมระหว่างลำโพงสองข้าง
และสุดท้ายคือช่องเสียบอะแด็ปเตอร์ไฟ

ส่วนด้านซ้ายมีอยู่ช่องเดียวก็คือช่องเดียวสำหรับเชื่อมสายจากลำโพงข้างขวา
Sound – เสียง
ผมเริ่มฟังด้วยการต่อสายอะนาล็อกเข้ากับคอมพิวเตอร์ตรงๆ ก่อนครับ เพราะคิดว่านี่น่าจะเป็นรูปแบบการใช้งานที่คนส่วนใหญ่ใช้กัน เปิดเบิร์นกันไปยาวๆ พร้อมใช้งานไปด้วยกับแทร็คออดิโอไฟล์ที่คุ้นหูต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Janis Ian, Sabrina, Olivia Ong เรียกว่าเน้นมาทางสาย Vocal กันก่อนเลย

คาแร็คเตอร์ที่เด่นออกมาจากลำโพงตัวนี้คือย่านกลางแหลม ที่เคลียร์สะอาดมากครับ ปลายแหลมทอดตัวในระดับที่พอดีให้พอมีรายละเอียดระยิบระยับเป็นแบ็คกราวด์ให้ ได้ยินประปราย ทว่าด้วยขนาดตู้ที่เล็กแบบที่วางแล้วไม่เกะกะโต๊ะ คอมพิวเตอร์ ทำให้ปริมาณเบสอาจจะไม่ฮุคเข้าช่องท้องของคนฟังมากนัก แม้ว่าผมจะย้ายแนวมาฟังแบบอิเล็กทรอนิกส์จ๋าอย่าง Daft Punk, Lemaitre และพวก EDM อย่าง Skrillex หรือ Hardwell ก็ตาม

ฟังมาได้สักพัก ผมก็นึกขึ้นเล่นๆ ว่าปริมาณเบสที่หายไปนั้น อาจจะเกิดจากตำแหน่งวางที่ไม่มีผนังมารองรับด้านหลัง ทำให้ลมที่คายออกมาไม่สะท้อนกลับเข้ามายังหูของเรา ผมจึงลองขยับตำแหน่งที่นั่งฟังใหม่ คราวนี้วางห่างจากผนังประมาณ 10-15 ซม. ก็พอจะได้มาซึ่งเบสที่ฟังสนุกขึ้นบ้าง ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับรสนิยมว่าชอบให้กระทุ้งมากหรือน้อยล่ะครับผม

วางชิดผนังเข้าไปอีกหน่อย ช่วยขุดเสียงเบสให้ออกรสสนุกมากยิ่งขึ้น

มาลองคุณภาพเสียงผ่านบลูทูธบ้างครับ สำหรับการเชื่อมต่อก็ง่ายๆ แค่เสียบปลั๊กเปิดเครื่อง ตัวลำโพงก็จะเข้าสู่โหมดบลูทูธโดยอัตโนมัติ โดยจะสังเกตุได้จากไฟกระพริบสีฟ้าบริเวณหน้าลำโพง แล้วเราก็ไปกดเปิดบลูทูธที่มือถือของเราแล้วกดให้มันเชื่อมต่อกัน เมื่อไฟสีฟ้าเปลี่ยนจากหยุดกระพริบเป็นติดตลอดก็เท่ากับว่าพร้อมใช้งานแล้วครับผม

เมื่อจับคาแร็คเตอร์ลำโพงได้จากการฟังแบบเสียบสายแล้ว เรื่องที่เราจะมาทดสอบผ่านการฟังแบบไร้สายก็คือความเสถียรในการเชื่อมต่อกับประสิทธิภาพที่ได้ขณะทดลองฟัง ซึ่งผลออกมาก็ใช้งานได้ดีสมประสิทธิภาพของ aptx codec สัญญาณเสียงนิ่งไม่สะดุด ผมลองเดินออกห่างในรัศมี 3-4 เมตรก็ไม่ออกอาการเสียงขาดแต่อย่างใด ยังคงขับกล่อมเสียงเพลงได้อย่างต่อเนื่อง
ถ้ามาว่ากันเรื่องประสิทธิภาพ ย่านเสียงสูงอาจจะมีดร็อปไปบ้างเล็กน้อย แต่ไม่น่าเกลียดครับถ้าแลกมาด้วยความสะดวกสบายในการฟังที่มากขึ้น เรียกได้ว่าน่าจะถูกใจบรรดาเหล่านักฟังวัยรุ่นที่เกิดมาในยุคไร้สายแน่นอน

Fly Me To The Moon แบบไร้สายคุณภาพเสียงแทบจะไม่ต่างกับแบบเสียบสาย
ฟังแล้วลอยไปดวงจันทร์ได้เหมือนกัน
Conclusion – สรุป
Wharfedale DS-1 ตัวนี้เป็นลำโพงที่น่าจะสร้างความประทับใจให้กับผมมาก ด้วยระดับราคาไม่เกินหมื่นแต่คุณภาพเสียงนั้นดีท่วมท้น โดยมีคาแร็คเตอร์โดดเด่นในย่านกลางแหลมหรือพวกเสียงร้อง ถ้าเอามาเน้นฟังแบบ Audiophile หรือพวกแนวดนตรีเบาๆ เช่น Jazz หรือ Acoustic น่าจะเข้าล็อคตรงสเปคสุดๆ เพราะเสียงที่ได้นั้นเคลียร์ใส ระรื่นหู ซึ่งผมก็คิดว่าเค้าทำถูกแล้วเพราะลำโพงแบบที่ใช้คู่กับคอมพิวเตอร์ จะอยู่ใกล้คนฟังมาก การใช้ลำโพงที่เสียงจัดอาจทำให้เราเครียดมากกว่าผ่อนคลาย
แน่นอนว่า มีเสียงดีไม่พอ ลำโพงสมัยนี้ต้องมาพร้อมกับการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านบลูทูธ ด้วย aptx codec ซึ่งให้คุณภาพเสียงเทียบเท่าแผ่นซีดี แม้ว่าย่านเสียงสูงช่วงปลายๆ อาจจะเทียบกับการเสียบสายไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดชนิดอู้อี้ฟังไม่ได้ รัศมีทำการก็ไกลพอสมควรถ้าไม่มีอะไรมาบังน่าจะได้สัก 4-5 เมตรด้วยซ้ำไปครับ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับฝั่งอุปกรณ์ที่ส่งออกไปด้วยนะครับผม

ข้อตินิดหน่อยก็เป็นเรื่องของปริมาณเบสที่มีมาให้น้อยไปนิด เมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกัน ที่ชัดเจนคือเมื่อลองฟังกับเพลงที่มีเบสลึกๆ เป็นจังหวะอย่าง Better be home soon เวอร์ชั่นของ Andrea Zonn ที่ปกติฟังกับลำโพงวางหิ้งทั่วไปเราจะได้ยินอิมเมจของกลองอยู่เป็นแบ็คกราว ด์ที่ แต่กับลำโพงตัวนี้ต้องเงี่ยหูฟังกันหน่อยถึงจะได้ยิน
หากว่าเราเป็นคนที่ติดใจในความใสของเสียงร้องจากลำโพงตัวนี้ แต่อยากให้เบสเพิ่มขึ้นมาสักหน่อย การวางลำโพงให้ใกล้กับกำแพงก็สามารถช่วยเค้นเอาเสียงความถี่ต่ำออกมาได้บ้าง ครับ กระนั้นแล้วคงจะต้องเร่งระดับเสียงให้ดังขึ้น ซึ่งกรณีนี้ถ้าคนอยู่คอนโดหรือหอพักน่าจะไม่เหมาะเท่าไร เพราะข้างห้องอาจจะไม่ได้ชอบ Andrea Zonn เหมือนกับเราก็ได้
ข้อดี
– งานดีไซน์เนี๊ยบไม่ขี้เหร่ สีดำสวยงามทำให้วางเข้ากับเฟอร์นิเจอร์อะไรก็ลงตัว
– เสียงเมื่อเสียบใช้งานผ่าน AUX ค่อนข้างใสสะอาด มีคาแร็คเตอร์เด่นในย่านกลางแหลมเป็นเอกลักษณ์แบบ Wharfedale น่าจะเหมาะกับเพลงจำพวก Vocal Audiophile ใสๆ และบรรดาเพลงแบบ Easy Listening ทั้งหลาย สำหรับขาอัพเกรดก็สามารถเลือกซื้อสาย 3.5 mm คุณภาพสูงมาช่วยรีดประสิทธิภาพได้อีกระดับ
– ตัวลำโพงมีจุดโฟกัสเสียงที่ใกล้ เหมาะสำหรับนำมาใช้งานคู่กับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือแล็ปท็อป
– ฟีเจอร์บลูทูธที่ช่วยเพิ่มอิสระในการฟังแบบไร้สาย ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้
ข้อเสีย
– เสียงเบสค่อนข้างน้อย ไม่ใช้ลำโพงที่มีแรงปะทะรุกเร้า แต่สามารถขุดขึ้นมาได้โดยการวางลำโพงให้ชิดผนังมากยิ่งขึ้น จะช่วยให้เสียงที่ได้นั้นมีความหนาขึ้น
– คุณภาพสัญญาณบลูทูธดูด้อยกว่าคู่แข่งเล็กน้อย เพราะมีรัศมีสัญญาณที่ไม่ไกลมากนัก ไม่แนะนำให้ใช้งานห่างจากตัวจนเกินไป
– แผงควบคุมการเพิ่มลดเสียงและเปลี่ยน Source อยู่ในที่อับสายตาเข้าถึงยาก ทำให้เมื่อใช้งานคู่กับคอมพิวเตอร์แล้วเอื้อมมือไปกดลำบาก