เมื่อดนตรีถูกใช้เป็นเครื่องมือ “ครอบงำ” มนุษยชาติ !!! รีวิว Philips Fidelio SoundSphere DS9800W
Docking Speaker System
Philips Fidelio SoundSphere DS9800W

เมื่อดนตรีถูกใช้เป็นเครื่องมือ
“ครอบงำ” มนุษยชาติ !!!
“ฤามนุษย์ต่างดาวจะครองโลก ??”

ความรู้สึกไม่มั่นคง เป็นสิ่งบ่มเพาะความกลัว หากตัดประเด็นเรื่องของความกลัวการถูกคุกคามที่จะทำให้สูญเสียผลประโยชน์ (จนบางครั้งห่วงทรัพย์เสียยิ่งกว่าชีวิต) มนุษย์เราก็มักจะกลัวการถูกปองร้าย ไม่ว่าจะทางจิตใจ หรือทางร่างกาย เรามักจะกลัวแฟนหักอก กลัวเพื่อนฝูงผู้ร่วมงานไม่ชอบหน้า กลัวประเทศเพื่อนบ้านก้าวล้ำอธิปไตย กลัวเจ็บ กลัวตาย กลัวโลกแตกสารพัด ไปจนถึงกลัวการรุกรานจาก สิ่งมีชีวิตนอกโลก !
ทั้งที่ยังมิได้รับการพิสูจน์ยืนยันด้วยซ้ำว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง แต่เราก็ตั้งสมมติฐานไปต่าง ๆ นา ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน รูปแบบของการรุกรานจากการคาดการณ์ ก็มีตั้งแต่ส่งกองทัพบุกโจมตีซึ่งหน้า (อย่างเช่นในหนังเรื่อง War of the Worlds, Battle: Los Angeles, etc.) ไปจนถึงการค่อย ๆ แทรกซึม เข้าควบคุมสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่บนโลก หรือก็คือมนุษย์นั่นแหละ เพื่อให้เป็นทาส (Skyline) หรืออาจจะเอาไว้เป็นเพียงแค่เครื่องสังเวย (Predator) เป็นที่ฟักตัวอ่อน (Alien) ไปจนถึงร่างทรง (The Thing) หรือพยายามเลียนแบบ (Village of the Damned) ประเด็นคำถามที่ตามมา คือ มนุษย์ต่างดาวมีอำนาจใด จึงสามารถควบคุมมนุษย์ที่มีความเป็นปัจเจก มีวิจารณญาณ มีความคิดอ่านเป็นของตัวเองได้ ? ซึ่งการควบคุมไปยังส่วนสั่งการ หรือ “สมอง” โดยตรง เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ด้วยวิทยาการที่ (คาดว่า) ล้ำหน้ากว่าที่เราจะคาดเดาได้ มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่เอเลี่ยนจะมีเครื่องไม้เครื่องมือในการควบคุม (ล้าง) สมองมนุษย์ แต่อีกวิธีการที่ดูเรียบง่ายแต่ให้ผลดียิ่ง คือ การแทรกซึมในรูปแบบของ “ปรสิต” มนุษย์จึงค่อย ๆ ถูกกลืนกินไปเรื่อย ๆ อย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งแรงต่อต้าน เพราะเป็นวิธีการที่ดำเนินไปโดยเราอาจไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ !

เมื่อมนุษย์ไม่มีความคิดอ่านเป็นของตัวเอง จะสั่งซ้ายหัน ขวาหัน ก็ทำได้อย่างสบายใจ แต่วิธีการนี้ใช่จะไม่มีจุดอ่อน… มนุษย์ที่ถูกเอเลี่ยนควบคุม (หรือเอเลี่ยนในร่างมนุษย์) มักจะ “ไร้อารมณ์” สติสตังไม่ค่อยจะอยู่กับเนื้อกับตัว เหมือนถูกครอบงำให้กระทำการอะไรบางอย่างที่เหมือนตั้งโปรแกรมมา เชื่ออะไรก็มักจะเชื่อแบบไม่ลืมหูลืมตา เหมือนมีสมองสั่งการหลักร่วมกัน นี่จึงเป็นจุดที่มนุษย์ใช้สังเกตเพื่อป้องกันตนจากภัยคุกคามโดย “ปรสิตเอเลี่ยน” ได้…
ข้อสังเกตข้างต้นออกจะไม่เป็นธรรมไปสักหน่อย ที่เหมาตัดสินมนุษย์ต่างดาวว่า มีความเจริญทางด้านจิตใจด้อยกว่ามนุษย์ แต่ก็พอเข้าใจ เพราะเป็นหนึ่งในสมมติฐานที่เป็นไปได้ (และหากว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีจิตใจสูงส่ง คงไม่คิดรุกรานโลก) ขณะเดียวกันก็ใช้เป็นข้อคิดที่ดีว่ามนุษย์โลกอย่าได้ทะนงตนเกินไป เรามิใช่ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล (The Day The Earth Stood Still)… อย่างไรก็ดี ตัวอย่างของมนุษย์ต่างดาวที่เป็นมิตรกับเราก็น่าจะมีเช่นกัน นอกจากไม่คิดรุกรานล้างผลาญชีวิตแล้ว กลับจะช่วยยกจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้นด้วย จนบางครั้งเราอาจต้องหันกลับมาถามตัวเอง (ให้แน่ใจ) ด้วยซ้ำว่า จิตใจเรา “ต่ำ” กว่ามนุษย์ต่างดาวหรือเปล่า ? (E.T. = The Extra-Terrestrail)

อุปกรณ์ต่อไปนี้ แม้จะมีภาพลักษณ์เหมือนหลุดมาจากนอกโลก ?? ทว่าเป้าหมายหลักหาใช่การยึดครองโลกเพื่อทำลายล้าง หากแต่มุ่งเป้าเข้ายึดกุมส่วนของจิตใต้สำนึก ที่มนุษย์เรียกว่า สุนทรีย โดยอาศัย “เสียงดนตรี” เป็นเครื่องมือ… อันเป็นส่วนหนึ่งของรหัสปฏิบัติการ ที่มีชื่อเรียกว่า “Obsessed with sound” หรือ ยุทธการครอบงำด้วยเสียง (ดนตรี) !
แสนยานุภาพ ในการ “ยึดกุม” หัวใจ อันเป็นหน้าที่หลักของอุปกรณ์ชิ้นนี้จะร้ายแรงเพียงใด ?
เชิญทัศนา…
Design – การออกแบบ
Philips DS9800W มาแบบเรียบง่าย อุปกรณ์น้อยชิ้น ทว่ารูปลักษณ์หวือหวาจนบางท่านอาจชำเลืองด้วยหางตาแล้วปรามาสว่าออกไปทาง “พิลึกพิลั่น” ในชุดนั้นมีเพียง ลำโพง 1 คู่ มีภาคขยายในตัวพร้อมสรรพ (หรือที่เรียกว่า Active Speakers) กับ docking charger (ใช้กับ iPod/iPhone/iPad) รีโมตคอนโทรล พร้อมสายไฟ และสายสัญญาณรวมกันอีก 2 – 3 เส้น เท่านั้น… ทว่าในความเรียบง่ายนี้ กลับเรียกความสนใจได้มาก จากรุปลักษณ์ของ Active Speakers รูปทรงประหลาด… มาลอง “จินตนาการ” กันเล่น ๆ ดูดีกว่า ว่ามันเหมือนอะไร ?

ที่มาของรูปลักษณ์ลำโพง แท้จริงแล้ว Philips ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอะไร ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน (พยายามค้นแล้วแต่หาไม่เจออ่ะ) แต่ส่วนตัวผมมองว่ามันเหมือน มนุษย์ต่างดาว (ภาพจากการ์ตูนเรื่อง ปรสิต) ผสม บาตรพระ แต่ฝรั่งคงไม่รู้จักบาตรกระมัง บางท่านอาจจะว่ามันเหมือนไห หรือตุ่มมากกว่านะ (ฮา) แต่ไม่ว่ามันจะเป็นตัวอะไร วัตถุประสงค์ของอุปกรณ์ชิ้นนี้ ชัดเจนอยู่แล้ว คือ เอาไว้เพื่อการ “สร้างเสียงดนตรี” !

มองจากด้านข้างเห็นสัดส่วนโค้งเว้าได้ใจ
เห็นทรงอวบ ๆ แบบนี้ ไม่ใช่ว่าขึ้นรูปจากวัสดุสังเคราะห์แปลกประหลาดอะไร แท้จริงแล้วมันเป็นวัสดุพื้นฐานที่ผู้ผลิตตู้ลำโพงคุณภาพมักใช้กัน ซึ่งก็คือ “ไม้” นั่นเอง งานนี้ การขึ้นรูปใช้ฝีมือล้วน ๆ ! จากรูป จะเห็นความต่อเนื่องระหว่างรอยต่อตู้ลำโพงอวบอั๋นส่วนล่างที่ทำจากไม้ กับส่วนบนที่เป็นโลหะ (อะลูมิเนียมแฮร์ไลน์สีดำ) ก่อนจะปิดทับด้านบนสุดด้วยโลหะชุบโครเมี่ยม เงาวับ ต่อเนื่องไปถึงก้าน (ที่เหมือนจุก เขา ลูกตา หนวด หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก) อันเป็นส่วนประกอบหนึ่ง อันเกิดจากความพยายามแยกส่วนของทวีตเตอร์โดมผ้าขนาด 19 มม. ให้เป็นอิสระจากโครงสร้างตัวตู้ลำโพง

ทวีตเตอร์โดมผ้า ถูกแยกส่วนออกมาจากโครงสร้างตู้ลำโพง

ตำแหน่งบนของส่วนที่ดูเหมือนฝาบาตร (หรือปากไห) เป็นตำแหน่งติดตั้งไดรเวอร์มิดเบสขนาด 130 มม.
ส่วนนี้ถูกทำให้โน้มเอียงไปข้างหน้าด้วยดีไซน์ของตัวตู้ ขณะเดียวกันไดรเวอร์มิด/เบส ก็จะอยู่ในตำแหน่งแหงนขึ้นด้านบนเล็กน้อยไปโดยปริยาย นี่เป็นเทคนิคหนึ่งในการสร้างสนามเสียงที่ Philips เรียกว่า SoundSphere สำหรับส่วน หน้ากากผ้า ป้องกันตัวไดรเวอร์ ถูกยึดไว้ด้วยแรงแม่เหล็กอ่อน ๆ หากจะเอาออกจึงไม่จำเป็นต้องออกแรงดึง หรืองัดแงะใด ๆ ทั้งสิ้น (เอามือดันเบา ๆ ก็หลุดละ) ที่ตัวตู้จึงไม่ต้องมีรอยมลทิน (รู) เพื่อใช้สำหรับยึดหน้ากาก

หมายเหตุ: การติดตั้งตัวขับเสียง (ไดรเวอร์) ที่ด้านหน้าตู้ลำโพงแบบปกติทั่วไป มุมกระจายเสียงจะถูกบังคับให้มีทิศทางออกไปทางด้านหน้าของตู้ลำโพงเท่านั้น แต่ด้วยลักษณะการออกแบบของ SoundSphere ที่วางไดรเวอร์ไว้บริเวณส่วนบนของตัวตู้ มุมกระจายเสียงจึงกว้างขวางกว่า (เพราะไม่ถูกตู้ลำโพงบดบัง) นอกจากจะส่งผลด้านการสร้างมิติเวทีเสียงให้ใกล้เคียงกับแหล่งกำเนิดเสียงตามอุดมคติแล้ว ยังช่วยขยายขอบเขต sweet spot ให้กว้างขึ้น จนอาจแผ่รวมไปถึงด้านข้าง และด้านหลังลำโพงด้วย หมายความว่าผู้ฟังจะยังคงรับรู้ stereo Image ได้ แม้มิได้นั่งอยู่กึ่งกลาง ด้านหน้าลำโพง

ด้านหลัง มีลักษณะไม่ต่างกับลำโพงวางหิ้งชั้นดี ขั้วต่อสายลำโพงแบบไบดิ่งโพสต์ ชุบทอง ดูดีเลยทีเดียว มีอักษรกำกับเพื่อความชัดเจนว่านี่เป็นลำโพงข้างขวา เหนือขึ้นไปเป็นตำแหน่งท่อเปิด

การแยกแยะข้างของลำโพง นอกจากสังเกตจากตัวอักษรแล้ว ยังสังเกตุจากส่วนประกอบอื่น ๆ ได้อีก
อย่างเช่น อินพุต สวิทช์เพาเวอร์ ไฟแสดงสถานะการเชื่อมต่อ Wi-Fi และช่องเสียบสายไฟ AC รูปแบบ C7 (หรือหัวเลขแปด) โดยทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะมีเฉพาะลำโพงข้างซ้ายเท่านั้น อันเป็นข้างที่ติดตั้งภาคขยายเอาไว้
จุดเชื่อมต่อสายลำโพงของลำโพงข้างซ้าย จึงทำหน้าที่ “Amplifier output” เพื่อเป็นจุดจ่ายกระแสส่งผ่านกำลังขับไปยังลำโพงข้างขวา ดังนั้นอย่าได้เผลอนำภาคขยายภายนอกมาเชื่อมต่อกับลำโพงข้างซ้ายเป็นอันขาด เพราะดูเผิน ๆ อาจแยกได้ลำบาก เพราะไม่ต่างอะไรกับลำโพงทั่ว ๆ ไป (ที่เป็นรูปแบบ passive)
สายลำโพงที่ให้มามีความยาวมากทีเดียว เชื่อว่าน่าจะรองรับรูปแบบการตั้งวางในห้องได้อย่างยืดหยุ่น หลากหลายลักษณะ (สามารถวางลำโพง 2 ข้าง ห่างจากกันได้มากอยู่)

อุปกรณ์ชิ้นถัดมา คือ Docking Charger ชื่อก็ตรงตัว คือ ประโยชน์หลักของอุปกรณ์ชิ้นนี้มีเพียงเอาไว้ชาร์จไฟ ขณะเดียวกันก็เป็นฐานตั้งให้กับ iPod/iPhone/iPad จะได้เห็นหน้าจอได้ชัด ๆ เวลาวางอยู่บนชั้น ทั้งนี้เวลาเสียบกับ iPod หรือ iPhone จะไม่ลำบากเท่าไหร่ แต่เวลาเสียบกับ iPad ต้องทำความคุ้นเคยเพื่อหาเทคนิคเฉพาะตัวกันเล็กน้อย

iPod dock นี้ อาจจะแตกต่างจากที่พบเห็นทั่ว ๆ ไป ในจุดที่ไม่มีอินพุต หรือเอาต์พุตใด ๆ
นอกจากจุดเชื่อมต่อปลั๊กไฟ DC เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เหตุที่ dock นี้ ไม่มีช่องต่ออื่น ๆ เลย เนื่องจากการเอาต์พุตสัญญาณเสียงจาก iPod/iPhone/iPad ไปยังลำโพง DS9800W ใช้วิธีส่งผ่านทางสัญญาณวิทยุ (Wi-Fi) จึง “ไร้สาย” แต่ผู้ผลิตก็มิได้บังคับ หากจะเลือกวิธีที่ใช้สายก็ได้ โดยดำเนินการเชื่อมต่อจาก Stereo 3.5mm analog out ที่ตัว iPod/iPhone/iPad ไปเข้ากับ MP3-LINK ที่ด้านหลังลำโพงโดยตรง (มีสาย 3.5mm to 3.5mm เส้นสั้น ๆ แถมมาให้ด้วย)
ทั้งนี้หากใช้งานร่วมกับแหล่งโปรแกรม หรือ MP3 Player ยี่ห้ออื่น ๆ ที่มิใช่ลูกเมียหลวงแบบ iPod/iPhone/iPad (คือ ไม่รองรับมาตรฐาน AirPlay) ก็ต้องพึ่งช่องต่ออะนาล็อกนี้ ตามวิธีการเชื่อมต่อ “แบบมีสายนี้” เท่านั้นแล… และด้วยประการฉะนี้ dock นี้จึงสบาย เพราะไม่ต้องทำหน้าที่ในการเชื่อมต่ออื่นใด ซึ่งก็ดี เพราะเราจะได้ไม่ต้องยึดติดกับอุปกรณ์ชินนี้มากนัก (ไม่ต้องเสียบกับ dock ตลอดเวลา หรือจะไม่ใช้ก็ยังได้)

อ้อ เวลาเสียบปลั๊กเข้ากับ dock นี้ ไฟสีขาว นวลตา ที่อยู่ด้านล่างจะสว่างเรืองขึ้นมา ช่วยสร้างบรรยากาศ (โรแมนติกป่าว ?) เวลาอยู่ในที่มืดได้ดีทีเดียว แสงไฟนี้จะไม่ดูเจิดจ้าโดดเด่นนักเมื่ออยู่ในที่สว่าง แบบนี้เขาเรียก สวยไม่สร่าง สว่างไม่สวยป่าว (สวยในที่มืด) 55
หากไม่ต้องการแสงนี้ ก็มีสวิทช์ปิดอยู่ด้านใต้… ก็ต้องยกกันหน่อย (อย่านึกว่ามันจะลอยขึ้นมาเองแบบ “UFO” นะ ฮา)

และแน่นอนจะใช้ให้สะดวก จะขาดสิ่งนี้ไปได้อย่างไร… หน้าที่หลักของ “รีโมตคอนโทรลขนาดย่อม” นี้ เอาไว้ควบคุมสั่งการลำโพง DS9800W โดยตรง (เซ็นเซอร์ IR อยู่ที่ด้านหน้าของลำโพงข้างซ้าย) โดยไม่ว่าจะเลือกอินพุต (สลับระหว่าง AirPlay และ MP3-LINK) เพิ่มลดระดับวอลลุ่ม และปิดเสียงชั่วคราว (Mute) ในส่วนของปุ่มเล่น – หยุด เปลี่ยนเพลง ฯลฯ จะเป็นการคอนโทรลผ่านไปยัง iPod/iPhone/iPad ได้ด้วย (อาศัยการส่งผ่านข้อมูลทาง AirPlay)
ข้อสังเกต: ปุ่มกดที่รีโมตอาจไม่รู้สึกนิ่มมือเท่าใดนัก และที่รีโมต รวมไปถึงที่ด้านหน้าลำโพง ไม่มีไฟแสดงสถานะใด ๆ จึงไม่อาจทราบว่า ที่สั่งการผ่านรีโมตไปนั้นได้รับการตอบสนองหรือไม่ ? ระดับวอลลุ่มเป็นอย่างไร ? อยู่ในโหมด Mute หรือเปล่า ? ตอนนี้กำลังเลือกอินพุตอะไรอยู่ ? ฯลฯ จึงต้องอาศัยสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเสียงที่กำลังฟังอยู่ หรือสังเกตการตอบสนองผ่านหน้าจอ iPod/iPhone/iPad (กรณีเชื่อมต่อทาง AirPlay โดยดูผ่าน Philips” Fidelio App) แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง การที่ไม่มีแผงดิสเพลย์แปะอยู่ หรือมีไฟวิ่ง ๆ กระพริบ ๆ ที่ตัวลำโพง เป็นสิ่งที่ทำให้มันดูดีอย่างที่เป็นอยู่นี้… ดังนั้นคงต้องทำใจนิดนึงว่า ถึงแม้จะเดาใจยาก แต่ก็เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่อยู่เคียงคู่กับความงามนะ อิ อิ

เหตุใดจะต้องพันธนาการตัวเองให้อยู่กับที่ หากว่าเราสามารถนั่งฟังเพลงได้ทุกที่ (ในห้อง)
แน่นอนว่ารวมไปถึงการควบคุมได้จากทุกแห่ง ด้วยอุปกรณ์เดียวกับที่ใช้บรรจุเพลงนี่แหละ !
Features – ลูกเล่น
หากต้องการใช้งาน Philips DS9800W ชุดนี้ ให้ได้ศักยภาพสูงสุด อุปกรณ์ที่ต้องมี คือ Wi-Fi Router, iPod/iPhone/iPad หรือ คอมพิวเตอร์ (PC/Mac ที่ติดตั้ง iTune 10 ขึ้นไป) และทั้งหมดเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเป็นเครือข่าย เพื่อให้สามารถใช้งาน AirPlay อันจะเพิ่มความยืดหยุ่นในแง่ตำแหน่งการควบคุม และรับฟังดนตรีในแบบ “ไร้สาย” ได้

ขั้นตอนการเซ็ตอัพเพื่อใช้งานมิได้ซับซ้อนจนเกินไป เชื่อว่าแม้แต่ผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญกับระบบ AV หรือ คอมพิวเตอร์ ก็น่าจะทำได้ไม่ยากครับ ขั้นแรกเมื่อเตรียมอุปกรณ์จำเป็นอย่างพร้อมเพรียงแล้ว ให้ทำการติดตั้ง Wi-Fi Router เข้ากับระบบเครือข่าย (อาจต้องศึกษาจากคู่มือการใช้งานของ Router เพิ่มเติม ทั้งนี้หากเป็นการใช้งานร่วมกับกับระบบเครือข่ายเดิมที่ติดตั้งใช้งาน Wi-Fi Router อยู่ก่อน ก็จะง่ายขึ้นมาก)
หมายเหตุ:
– ผมจะอ้างอิงการติดตั้งใช้งาน DS9800W เบื้องต้น ร่วมกับ Wi-Fi Router ที่มิได้เปิดฟังก์ชั่น WPS (Wi-Fi Protected Setup) หากเป็นการใช้งานร่วมกับเราเตอร์ที่เปิดใช้ฟังก์ชั่น WPS วิธีการจะแตกต่างไปจากนี้เล็กน้อย โปรดศึกษาเพิ่มเติมจากคู่มือการใช้งานของ DS9800W
– โปรดตรวจสอบรุ่นของ iPod/iPhone/iPad ที่ระบบของ DS9800W รองรับ กับทาง Philips

นอกจาก Wi-Fi Router ที่ใช้เป็นชุมทางสำหรับระบบเครือข่ายไร้สายแล้ว อุปกรณ์สำคัญที่ขาดมิได้ เนื่องจากเป็นทั้งแหล่งโปรแกรม (บรรจุเพลง) และอาจเป็นตัวควบคุมสั่งการด้วย คือ iPod/iPhone/iPad
การใช้งานร่วมกัน แนะนำให้ดาวน์โหลด app (ฟรี) ที่ชื่อว่า Philips Fidelio มาติดตั้งยัง iPod/iPhone/iPad ให้เรียบร้อยเสียก่อน เสร็จแล้วกลับไปที่ชุดลำโพง DS9800W กดปุ่ม Wi-Fi Setup ที่ด้านหลังลำโพงข้างซ้าย ค้างไว้ (ราว 5 วินาที) จนไฟสถานะกระพริบสลับ เหลืองและ เขียว จากนั้นรอสักพักหนึ่ง

จากนั้น ที่ iPod/iPhone/iPad ดูในหัวข้อ Settings –> Wi-Fi Setup จะพบ Philips_Fidelio_AirPlay
เป็นหนึ่งในรายชื่อ Wi-Fi Networks ก็ให้กดเลือก

ไปที่ Philips Fidelio App ที่แถบ Playback บริเวณมุมขวาล่าง จะเห็นโลโก้ AirPlay

หากต้องการเชื่อมต่อ iPod/iPhone/iPad กับชุดลำโพง DS9800W ผ่านระบบไร้สายของ AirPlay ให้ใช้นิ้วสัมผัสที่สัญลักษณ์ AirPlay เปลี่ยนตัวเลือกไปที่ Philips_Fidelio xxxxxx รอให้ระบบทำการเชื่อมต่อสักพัก หากไฟสถานะด้านหลัง DS9800W เปลี่ยนเป็นสีเขียวกระพริบช้า ๆ หมายถึงระบบลำโพงได้เชื่อมต่อกับ iPod/iPhone/iPad แล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เมื่อ Play จะได้ยินเสียงเพลงออกที่ลำโพง DS9800W
แต่ถ้าต้องการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงทาง Analog 3.5mm (เสียบต่อทางเอาต์พุตช่องต่อหูฟังของ iPod/iPhone/iPad โดยตรง) ให้ใช้ตัวเลือก Headphones (เดิมถูกเซ็ตไว้เป็นค่า Default) ซึ่งการเชื่อมต่อรูปแบบมาตรฐานที่คุ้นเคยนี้ ทำให้สามารถฟังเพลงร่วมกับ DS9800W ได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องมีระบบเครือข่ายไร้สาย (ไม่ต้องวุ่นวายหา Wi-Fi Router) แต่ข้อจำกัดของระยะสายเชื่อมต่อทำให้ต้องวาง iPod/iPhone/iPad ไว้ใกล้ ๆ กับชุดลำโพง DS9800W (หากใช้สายยาวไป และมีคุณภาพไม่ดี เสียงก็จะดร็อปลงอีก) ทำให้ไม่สามารถถือ iPod/iPhone/iPad เดินไปเดินมา หรือเอามาพกติดไว้กับตัวในขณะฟังเพลงร่วมกับ DS9800W ได้

Philips Fidelio App เพิ่มความสะดวกโดยจะทำการดึงเพลงจาก Playlist ที่เราฟังประจำกับ iPod/iPhone/iPad มาให้เองโดยอัตโนมัติ เมื่อเชื่อมต่อกับ DS9800W แล้ว จึงสามารถฟังเพลงโปรดที่เก็บอยู่ใน iPod/iPhone/iPad ได้ทันที ขณะเดียวกันจะทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไข Playlist ผ่านหน้าจอ iPod/iPhone/iPad ก็สามารถทำได้ตลอดเวลาเช่นกัน

พอเอามารวมกันก็ดูเก๋ไก๋ไปอีกแบบ เป็นชุดเครื่องเสียงพร้อมการควบคุมระบบสัมผัส ที่จอใหญ่ดี
อีกทั้งศักยภาพก็ไม่ธรรมดาด้วย

หรือจะจับคู่ใช้งานกับ iPhone ก็สะดวก กะทัดรัดดี ขนาดหน้าจอที่เล็กกว่า iPad อินเทอร์เฟสการควบคุมจึงแตกต่างกันเล็กน้อย

โดยรวมให้ความกะทัดรัด แต่ยืนยันว่า “เสียงใหญ่” กว่าที่เห็นแน่… ท้าให้ลอง !
แล้วถ้าไม่มี iPod/iPhone/iPad ล่ะ จะใช้งาน DS9800W พร้อมฟังก์ชั่น AirPlay ได้ไหม ?

ไม่ยากครับ… ทั้งนี้การเชื่อมต่อระบบเสียงกับ DS9800W ผ่านระบบ AirPlay ไร้สาย ไม่จำเป็นต้องจำกัดการใช้งานกับ iPod/iPhone/iPad เพียงอย่างเดียวเท่านั้น กับคอมพิวเตอร์ทั้ง PC และ Mac ที่ติดตั้งโปแกรม iTune version 10 ขึ้นไป ก็ทำได้ หลักการเซ็ตอัพพื้นฐานก็คล้าย ๆ กัน
ในขั้นเตรียมความพร้อมของระบบเครือข่าย Wi-Fi กับ DS9800W ดำเนินการเหมือนกับการใช้งานร่วมกับ iPod/iPhone/iPad ที่กล่าวไปข้างต้น แต่การเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ (ในรูปตัวอย่างข้างบน และถัดจากนี้ สาธิตกับ Win7 Notebook) ให้ทำการเลือก Network Connection (ศรชี้) ไปยัง “Philip_Fidelio_AirPlay” เสียก่อน

จากนั้นเปิดโปรแกรม iTune ที่บริเวณมุมขวาล่างจะเห็นสัญลักษณ์ AirPlay อยู่
ให้คลิก แล้วเปลี่ยนตัวเลือกจาก My Computer เป็น Philips_Fidelio xxxxxx… ระบบจะใช้เวลาเชื่อมต่อระยะหนึ่ง ทีนี้เมื่อเล่นเพลงใน iTunes Playlist เสียงดนตรีจากคอมพิวเตอร์จะล่องลอยไปแบบไร้สาย (แต่ไม่ไร้เยื่อใย) ไปออกที่ DS9800W
หมายเหตุ: คอมพิวเตอร์ที่ใช้งานร่วม อาจเชื่อมต่อกับ Router ผ่านทางสาย LAN ก็ได้ หรือจะเป็นรูปแบบไร้สาย (Wi-Fi) ก็ดี
Sound – เสียง
ผลการทดสอบคุณภาพเสียง ผมทดลองกับลักษณะการใช้งานหลาย ๆ แบบดู เพื่อดูว่าตัวแปรใดส่งผลกับ DS9800W บ้าง ตั้งแต่เอาไปตั้งบนชั้น ลองเอาไปวางขาตั้ง ขยับไป ขยับมาอยู่หลายรอบ สามารถสรุปความได้ดังต่อไปนี้ (อ้างอิงตามสภาพใช้งานในห้องทดสอบ)
การวางบนขาตั้งที่สามารถขยับขยายระยะห่างได้ จะให้ในเรื่องของเวทีเสียงที่กว้างขวาง อันที่จริงด้วยรูปแบบการจัดวางไดรเวอร์ของ SoundSphere ช่วยให้ลำโพงมีมุมกระจายเสียงที่กว้างขวางอยู่แล้ว ผลพลอยได้ คือ แม้วางลำโพงห่างจากกันมาก ก็ไม่เกิดอาการ “กลางโหว่” แต่ที่โดดเด่นก็ คือ ตำแหน่ง Sweet Spot ที่ค่อนข้างกว้างขวาง ช่วยให้ยังพอสัมผัสถึงมิติเสียงได้ แม้มิได้นั่งอยู่กึ่งกลางลำโพงทั้งสอง (ซึ่งยังเป็นจุดที่เรียกว่าเพอร์เฟ็กต์ที่สุดสำหรับระบบสเตริโอ เช่นเดียวกับซิสเต็มนี้) หากจำเป็นต้องวางลำโพงทั้ง 2 ข้าง ห่างกันจริง ๆ สามารถปรับโท-อิน ช่วยได้ แต่ระยะห่างก็ไม่ควรมากเกินไป เพราะการถ่ายทอดมิติเสียงจะค่อย ๆ ลดทอนลง พร้อม ๆ กับเสียงที่บางลงด้วย

วางบนขาตั้ง ที่ระยะระหว่างลำโพงห่างกันราว 1.80 ม. วางหน้าตรง ไม่โท-อิน ให้เวทีเสียงที่กว้างขวาง
มุมกระจายเสียงจากเทคนิคของ SoundSphere มีส่วนช่วยส่งเสริมการสร้างสนามเสียงโอบล้อม ให้ผลลัพธ์คล้าย ๆ กับระบบเซอร์ราวด์เสมือนโดยอาศัยเอฟเฟ็กต์จากเสียงสะท้อน จึงเป็นรูปแบบที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการรับชมภาพยนตร์
การถ่ายทอดคุณภาพเสียงนั้น ทำได้น้อง ๆ ลำโพงวางหิ้งที่ใช้งานกับชุดเครื่องเสียงแยกชิ้นเลยทีเดียว สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินเสียง คือ ปริมาณเบสที่เกินตัว อาจเน้นปริมาณนำย่านอื่นอยู่บ้าง ซึ่งมิใช่เรื่องแปลกสำหรับลำโพงขนาดเล็กทว่าต้องการเติมเต็มเสียงย่านต่ำ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการให้อรรถรสในการรับฟังดนตรีบางแนว หรือแม้แต่การรับชมภาพยนตร์ พูดได้ว่าสามารถใช้งานโดด ๆ โดยไม่มีความจำเป็นต้องเสริมซับวูฟเฟอร์ให้กับ DS9800W แต่อย่างใด และเหตุผลอีกประการที่ผู้ผลิตจูนเสียงมาเช่นนี้ เพื่อให้สามารถวางลำโพงในแบบ Free space กล่าวคือ อาจวางไว้กึ่งกลางห้องก็ได้ (ไม่ต้องอาศัยผนังในการจูนเสียงเบส) อันจะส่งเสริมเกี่ยวเนื่องไปถึงมุมกระจายเสียงของ SoundSphere ซึ่งช่วยให้รับฟังได้ในหลาย ๆ พื้นที่ ไม่เว้นแม้แต่ตำแหน่งด้านหลังลำโพง ! (เมื่อวางลำโพงไว้กึ่งกลางห้อง แล้วเดินอ้อมไปฟังด้านหลัง แม้การรับรู้เสียงย่านสูงจะลดทอนลงบ้าง แต่ก็ยังฟังดีกว่าลำโพงทั่วไป)
ภาคขยาย 50W Digital Amplifier ติดตั้งมาภายใน ไม่ต้องไปซื้อหาเพิ่มเติม ช่วยอำนวยความสะดวก และตัดปัญหาเรื่องของการแม็ตชิ่ง พละกำลังก็นับว่าเกินพอ แม้ไม่มีการแจ้งระดับวอลลุ่มอย่างชัดเจน จึงไม่สามารถอ้างอิงได้ แต่ผมทดลองเพิ่มระดับเสียงจนลั่นห้องแล้วก็ยังสามารถปรับเพิ่มได้อีก แต่ที่สำคัญคงมิใช่ว่าเปิดอัดได้ดัง ทว่าคุณภาพเสียงก็ได้มาตรฐาน ไม่พบเสียงที่ผิดเพี้ยนแปลกปลอม

การวางบนขาตั้งให้ผลลัพธ์ที่ดีในแง่เวทีเสียง แต่การวางบนชั้น ได้โทนัลบาลานซ์ที่น่าสนใจ
ที่ระยะลำโพงห่างกันราว 110 ซม. (ไกลสุดเท่าที่จะวางได้บนชั้นนี้) และระยะห่างจากผนังหลังอยู่ที่ 70 ซม. (วัดถึง
ระนาบทวีตเตอร์) วางหน้าตรง ไม่โท-อิน เป็นรูปแบบที่ตอบสนองการใช้งานเมื่อเน้นฟังดนตรีเป็นหลักได้ดีที่สุด บางทีถ้าเอาชั้นวางทีวีนี้ออกไป แล้วทดลองกับขาตั้งใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้อาจพลิกไปจากนี้ แต่กระนั้นหากอิงจากสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่นี้ พบว่าได้เสียงร้องที่อิ่ม และมีน้ำหนัก จึงฟังแล้วผ่อนคลายกว่า ขณะเดียวกันเวทีเสียงก็มิได้หดแคบลงมากจนเกินไป ในขณะที่อิมเมจหนาแน่นกว่าแม้จะเบียดชิดอยู่บ้าง ไม่ถึงกับกระจายตัวเป็นอิสระชัดเจนเมื่อเทียบกับการวางบนขาตั้ง (ที่ระยะห่างมากกว่านี้) แต่ก็มิใช่การกระจายตัวแบบฟุ้งสะเปะสะปะ เสียงเบสหนักแน่นกำลังดี เน้นนิด ลักษณะคล้าย ๆ ผลลัพธ์จาก Audyssey Dynamic EQ นิด ๆ ซึ่งก็ช่วยให้รับรู้ตัวตนของเบสได้ แม้ฟังในระดับเสียงที่ไม่ดังนัก
คงไม่เป็นการเกินเลย หากผมบอกจะว่า DS9800W เป็นลำโพง Docking Speakers ที่รับฟังดนตรีคลาสสิกได้ออกรสออกชาติ (ทดสอบกับ Sibelius : Finlandia / Eiji Oue & Minnesota Orchestra; Reference Recordings; HK AV Show 2011 SACD) นั่นเป็นเพราะข้อจำกัดของขนาดลำโพง Docking Speakers ส่วนใหญ่ ที่มีขนาดเล็ก ไดรเวอร์ถูกรวมอยู่ในตู้ลำโพงเดี่ยวซึ่งยังให้เสียงได้ไม่เป็นอิสระเท่ากับลำโพงสเตริโอแยกชิ้น การตอบสนองเสียงความถี่ต่ำก็จำกัด บ้างที่แยกตู้ซับ ฯ ออกมาอาจจะเกะกะ และเซ็ตอัพยาก (ฟีเจอร์ในการปรับเซ็ตไม่ละเอียดพอ) แต่ปัญหาเหล่านี้จะมลายหายไป เมื่อเป็น DS9800W
หมายเหตุ
– การ โท-อิน ควรเป็นวิธีสุดท้ายที่ควรพิจารณาสำหรับ DS9800W เพื่อแก้ปัญหากลางโหว่ จากระยะลำโพงที่ห่างกันมากจนเกินไป หรือพบว่าสภาพการรับฟังยังให้เสียงที่ไม่เปิดชัดนัก ซึ่งถ้าหากเป็นสภาพการรับฟังปกติพบว่า วางหน้าตรง ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในหลาย ๆ ด้าน
– หากต้องการใช้งานร่วมกับขาตั้ง พบว่าขาตั้งไม้ช่วยส่งเสริมให้ได้ระดับโทนัลบาลานซ์ที่ดีกว่าขาตั้งโลหะ
– ด้านใต้ของลำโพง DS9800W ติดตั้งแผ่นยางรองไว้ป้องกันการลื่นไถล เพิ่มความมั่นคงในการตั้งวาง ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ยึด หรือรองรับใด ๆ เพิ่มเติม (กรณีตั้งวางบนพื้นเรียบ อย่างโต๊ะ ชั้น หรือขาตั้ง)
รายงานการทดสอบนี้อาจดูเหมือนว่า การใช้งาน DS9800W มีความซับซ้อนยุ่งยาก ต้องมาตั้งลำโพงนู่นนี ดูวุ่นวายพิลึก อันที่จริงหากเพียงแต่นำ DS9800W ออกจากกล่อง แล้วหาที่เหมาะ ๆ ตั้งวาง เอาตามสะดวก มันก็น่าจะตอบสนองการใช้งานได้ดีอย่างน่าพอใจเช่นกัน หากแต่พิถีพิถันสักนิด บางทีลำโพง iPod เล็ก ๆ ชุดนี้ อาจจะให้เสียงอันแสนประทับใจมากกว่าที่ท่านจะคาดคิดก็เป็นได้ อย่างไรก็ดี สันทรีย จาก DS9800W เกิดจากปัจจัยพื้นฐาน คือ “อิสรภาพ” บนความบันเทิงที่มิได้ถูกพันธนาการด้วยข้อจำกัดจากเส้นสายเชื่อมต่อใด ๆ รวมไปถึงแนวคิดเรื่องของรูปลักษณ์ลำโพง !
อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าของ DS9800W ที่สถานะการใช้งานทั่ว ๆ ไป (ระดับวอลลุ่มปกติ ไม่เบา และไม่ดังจนเกินไป) อยู่ที่ราว 10 กว่าวัตต์ แต่อาจขึ้นไปแตะ 30 – 40 วัตต์ เมื่อเร่งระดับวอลลุ่มสูง (เสียงลั่นห้อง) ทั้งนี้หากเสียบปลั๊กทิ้งไว้เฉย ๆ (แต่ไม่ได้เปิดเสียงใด ๆ) จะกินไฟราว 9 วัตต์ ผมทดลองถอดสายสัญญาณ รวมไปถึงตัดการเชื่อมต่อแบบไร้สายออก พบว่า DS9800W จะอยู่ในสถานะ On ตลอดเวลา ไม่มีการตัดเข้าโหมดสแตนบาย ดังนั้นหากจะ Off เมื่อเลิกใช้งาน ต้องเดินไปกดสวิทช์เพาเวอร์เล็ก ๆ ที่ด้านหลังลำโพงเท่านั้น (ที่รีโมตไม่มี เพาเวอร์/สแตนบาย สวิทช์) หรือไม่ก็ถอดปลั๊กออกจากเต้ารับไปเลย

Conclusion – สรุป
จุดเชื่อมต่อและฟังก์ชั่นการใช้งานมิได้เยอะแยะซับซ้อนอะไร ซึ่งก็เป็นข้อดีสำหรับท่านที่ไม่อยากได้ระบบที่วุ่นวายในเรื่องของการเชื่อมต่อ จุดเด่นของ Philips DS9800W จึงเป็นความเรียบง่ายที่มาพร้อมกับดีไซน์แหวกแนว รูปลักษณ์ที่ดูขี้เล่นปนความน่ารักไปอีกแบบ ซึ่งน่าจะดึงดูดสายตาผู้คนที่พบเห็นได้ไม่น้อย แต่จะเรียกความสนใจได้มากกว่าถ้าหากได้ยินเสียง ไม่ว่ามันจะตั้งอยู่ที่ใด ในห้องนั่งเล่นก็ได้ หรือไว้ในห้องนอนก็ดี หรือแม้แต่ในห้องครัว มันอาจจะดูเหมือนไหกะปิ หรือไหดองกิมจิที่ใช้เทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวจึงส่งเสียงได้… แต่ด้วยประการฉะนี้เป็นเหตุผลให้ รูปลักษณ์ และคุณภาพเสียง สามารถเติมเต็ม “ความมีชีวิตชีวา” ให้กับเรา ๆ ท่าน ๆ ได้ทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา หากการฟังเพลงทำให้มีความสุข นั่นหมายถึงหัวใจของคุณ อาจจะโดนความ “อิ่มเอม” เข้าครอบงำโดยที่ยังไม่รู้ตัวเลยก็เป็นได้…
*การให้คะแนน อิงมาตรฐาน Docking Speaker System
หมายเหตุประกอบการให้คะแนน
– ดีไซน์แหวกแนวดี มิใช่เพื่อหวังความหวือหวาอย่างเดียว ทว่าเสียงก็ดีด้วย มาตรฐานงานประกอบ โครงสร้างความแข็งแรง เทียบเท่าลำโพงวางหิ้งชั้นดี
– คุณภาพเสียงโดดเด่นกว่าซิสเต็ม iPod Speakers ทั่วไป การขึ้นรูปอิมเมจทำได้ดีใกล้เคียงลำโพงวางหิ้งแยกชิ้นของชุด Hi-Fi เลยทีเดียว การตอบสนองความถี่ต่ำพอเพียงกับการรับฟังดนตรีหลากหลายแนวโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งซับวูฟเฟอร์ เทคนิคการจัดวางไดรเวอร์ให้มุมกระจายเสียงกว้างกว่าลำโพง Bookshelf ปกติ ทำให้ศักยภาพไม่ลดทอนลงมากนักเมื่อมิได้อยู่ในตำแหน่ง sweet spot (ทั้งนี้จุดนั่งฟังอาจรวมไปถึงด้านหลังลำโพงด้วย เมื่อวางลำโพงไว้กึ่งกลางห้อง) พลังเสียงใหญ่เกินตัว
– ลูกเล่นพิเศษที่โดดเด่นที่สุดคงไม่พ้นรูปแบบการรับสัญญาณแบบไร้สาย (AirPlay) ช่วยปลดพันธนาการจากรูปแบบการเชื่อมต่อเดิม ๆ อย่างไรก็ดีความยืดหยุ่นทั้งในเรื่องของ HW/SW compatibility และฟีเจอร์ใช้สอย จะน้อยกว่ารูปแบบ DLNA อยู่บ้าง ไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายไรสาย เมื่อกำลังเชื่อมต่อ AirPlay ขนาดซิสเต็มทำให้เหมาะกับการวางประจำที่ (ไม่สะดวกพกพา)
– จุดเชื่อมต่อไม่มาก เพราะเน้นเชื่อมต่อแบบ “ไร้สาย” หากมี USB input ด้วย จะยอดเยี่ยมมาก ขั้วต่อสายลำโพงแบบไบดิ้งโพสต์ดูดี เปลี่ยนสายลำโพงได้ (ถ้าจะเปลี่ยน)
– ราคาอาจค่อนข้างสูง แต่ด้วยคุณภาพที่ได้ กับลักษณะอันแสนแหวกแนว ย่อมดึงดูความสนใจได้ไม่น้อย
by ชานม !
2011-09

เห็นมีเวอร์ชั่นทูโทนแบบ “เมทัลลิค” ด้วย สวยมาก แต่ไม่ทราบว่าในไทยมีขายไหม ?
DS9800W เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของ ยุทธการครอบงำด้วยเสียง (ดนตรี) เท่านั้น
พบกับ Philips” Obsessed with Sound ได้อีก ในครั้งถัด ๆ ไป (เมื่อชาติต้องการ…)

ภาพซ้าย – เป็นคำแนะนำในการเอา “Face-hugger” ออกจากร่างผู้เคราะห์ร้าย…
(ด้านล่างมีโน้ตกำกับว่า หากดำเนินการผิดพลาด อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ทั้งตัวผู้เคราะห์ร้าย และปรสิตเอง ???)
ภาพขวา – อย่างไรก็ดีหากโดน Face-hugger เกาะหน้าไปแล้ว ก็ยังนับเป็นเรื่องน่ายินดี
(เพราะคุณกำลังจะได้โซ่ทองคล้องใจ ???)
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต