Skip to content
|

เมื่อดนตรีถูกใช้เป็นเครื่องมือ “ครอบงำ” มนุษยชาติ !!! รีวิว Philips Fidelio SoundSphere DS9800W

by EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 24 Dec 2018 0 comments

Docking Speaker System

Philips Fidelio SoundSphere DS9800W

เมื่อดนตรีถูกใช้เป็นเครื่องมือ
“ครอบงำ” มนุษยชาติ !!!

“ฤามนุษย์ต่างดาวจะครองโลก ??”

ความรู้สึกไม่มั่นคง เป็นสิ่งบ่มเพาะความกลัว หากตัดประเด็นเรื่องของความกลัวการถูกคุกคามที่จะทำให้สูญเสียผลประโยชน์ (จนบางครั้งห่วงทรัพย์เสียยิ่งกว่าชีวิต) มนุษย์เราก็มักจะกลัวการถูกปองร้าย ไม่ว่าจะทางจิตใจ หรือทางร่างกาย เรามักจะกลัวแฟนหักอก กลัวเพื่อนฝูงผู้ร่วมงานไม่ชอบหน้า กลัวประเทศเพื่อนบ้านก้าวล้ำอธิปไตย กลัวเจ็บ กลัวตาย กลัวโลกแตกสารพัด ไปจนถึงกลัวการรุกรานจาก สิ่งมีชีวิตนอกโลก !

ทั้งที่ยังมิได้รับการพิสูจน์ยืนยันด้วยซ้ำว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง แต่เราก็ตั้งสมมติฐานไปต่าง ๆ นา ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน รูปแบบของการรุกรานจากการคาดการณ์ ก็มีตั้งแต่ส่งกองทัพบุกโจมตีซึ่งหน้า (อย่างเช่นในหนังเรื่อง War of the Worlds, Battle: Los Angeles, etc.) ไปจนถึงการค่อย ๆ แทรกซึม เข้าควบคุมสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่บนโลก หรือก็คือมนุษย์นั่นแหละ เพื่อให้เป็นทาส (Skyline) หรืออาจจะเอาไว้เป็นเพียงแค่เครื่องสังเวย (Predator) เป็นที่ฟักตัวอ่อน (Alien) ไปจนถึงร่างทรง (The Thing) หรือพยายามเลียนแบบ (Village of the Damned) ประเด็นคำถามที่ตามมา คือ มนุษย์ต่างดาวมีอำนาจใด จึงสามารถควบคุมมนุษย์ที่มีความเป็นปัจเจก มีวิจารณญาณ มีความคิดอ่านเป็นของตัวเองได้ ? ซึ่งการควบคุมไปยังส่วนสั่งการ หรือ “สมอง” โดยตรง เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้วยวิทยาการที่ (คาดว่า) ล้ำหน้ากว่าที่เราจะคาดเดาได้ มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่เอเลี่ยนจะมีเครื่องไม้เครื่องมือในการควบคุม (ล้าง) สมองมนุษย์ แต่อีกวิธีการที่ดูเรียบง่ายแต่ให้ผลดียิ่ง คือ การแทรกซึมในรูปแบบของ “ปรสิต” มนุษย์จึงค่อย ๆ ถูกกลืนกินไปเรื่อย ๆ อย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งแรงต่อต้าน เพราะเป็นวิธีการที่ดำเนินไปโดยเราอาจไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ !

เมื่อมนุษย์ไม่มีความคิดอ่านเป็นของตัวเอง จะสั่งซ้ายหัน ขวาหัน ก็ทำได้อย่างสบายใจ แต่วิธีการนี้ใช่จะไม่มีจุดอ่อน… มนุษย์ที่ถูกเอเลี่ยนควบคุม (หรือเอเลี่ยนในร่างมนุษย์) มักจะ “ไร้อารมณ์” สติสตังไม่ค่อยจะอยู่กับเนื้อกับตัว เหมือนถูกครอบงำให้กระทำการอะไรบางอย่างที่เหมือนตั้งโปรแกรมมา เชื่ออะไรก็มักจะเชื่อแบบไม่ลืมหูลืมตา เหมือนมีสมองสั่งการหลักร่วมกัน นี่จึงเป็นจุดที่มนุษย์ใช้สังเกตเพื่อป้องกันตนจากภัยคุกคามโดย “ปรสิตเอเลี่ยน” ได้…

ข้อสังเกตข้างต้นออกจะไม่เป็นธรรมไปสักหน่อย ที่เหมาตัดสินมนุษย์ต่างดาวว่า มีความเจริญทางด้านจิตใจด้อยกว่ามนุษย์ แต่ก็พอเข้าใจ เพราะเป็นหนึ่งในสมมติฐานที่เป็นไปได้ (และหากว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีจิตใจสูงส่ง คงไม่คิดรุกรานโลก) ขณะเดียวกันก็ใช้เป็นข้อคิดที่ดีว่ามนุษย์โลกอย่าได้ทะนงตนเกินไป เรามิใช่ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล (The Day The Earth Stood Still)… อย่างไรก็ดี ตัวอย่างของมนุษย์ต่างดาวที่เป็นมิตรกับเราก็น่าจะมีเช่นกัน นอกจากไม่คิดรุกรานล้างผลาญชีวิตแล้ว กลับจะช่วยยกจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้นด้วย จนบางครั้งเราอาจต้องหันกลับมาถามตัวเอง (ให้แน่ใจ) ด้วยซ้ำว่า จิตใจเรา “ต่ำ” กว่ามนุษย์ต่างดาวหรือเปล่า ? (E.T. = The Extra-Terrestrail)

อุปกรณ์ต่อไปนี้ แม้จะมีภาพลักษณ์เหมือนหลุดมาจากนอกโลก ?? ทว่าเป้าหมายหลักหาใช่การยึดครองโลกเพื่อทำลายล้าง หากแต่มุ่งเป้าเข้ายึดกุมส่วนของจิตใต้สำนึก ที่มนุษย์เรียกว่า สุนทรีย โดยอาศัย “เสียงดนตรี” เป็นเครื่องมือ… อันเป็นส่วนหนึ่งของรหัสปฏิบัติการ ที่มีชื่อเรียกว่า “Obsessed with sound” หรือ ยุทธการครอบงำด้วยเสียง (ดนตรี) !

แสนยานุภาพ ในการ “ยึดกุม” หัวใจ อันเป็นหน้าที่หลักของอุปกรณ์ชิ้นนี้จะร้ายแรงเพียงใด ?
เชิญทัศนา…

Design – การออกแบบ

Philips DS9800W มาแบบเรียบง่าย อุปกรณ์น้อยชิ้น ทว่ารูปลักษณ์หวือหวาจนบางท่านอาจชำเลืองด้วยหางตาแล้วปรามาสว่าออกไปทาง “พิลึกพิลั่น”   ในชุดนั้นมีเพียง ลำโพง 1 คู่ มีภาคขยายในตัวพร้อมสรรพ (หรือที่เรียกว่า Active Speakers) กับ docking charger (ใช้กับ iPod/iPhone/iPad)  รีโมตคอนโทรล พร้อมสายไฟ และสายสัญญาณรวมกันอีก 2 – 3 เส้น เท่านั้น… ทว่าในความเรียบง่ายนี้ กลับเรียกความสนใจได้มาก จากรุปลักษณ์ของ Active Speakers รูปทรงประหลาด… มาลอง “จินตนาการ” กันเล่น ๆ ดูดีกว่า ว่ามันเหมือนอะไร ?

ที่มาของรูปลักษณ์ลำโพง แท้จริงแล้ว Philips ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอะไร ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน (พยายามค้นแล้วแต่หาไม่เจออ่ะ) แต่ส่วนตัวผมมองว่ามันเหมือน มนุษย์ต่างดาว (ภาพจากการ์ตูนเรื่อง ปรสิต) ผสม บาตรพระ แต่ฝรั่งคงไม่รู้จักบาตรกระมัง บางท่านอาจจะว่ามันเหมือนไห หรือตุ่มมากกว่านะ (ฮา) แต่ไม่ว่ามันจะเป็นตัวอะไร วัตถุประสงค์ของอุปกรณ์ชิ้นนี้ ชัดเจนอยู่แล้ว คือ เอาไว้เพื่อการ “สร้างเสียงดนตรี” !

มองจากด้านข้างเห็นสัดส่วนโค้งเว้าได้ใจ

เห็นทรงอวบ ๆ แบบนี้ ไม่ใช่ว่าขึ้นรูปจากวัสดุสังเคราะห์แปลกประหลาดอะไร แท้จริงแล้วมันเป็นวัสดุพื้นฐานที่ผู้ผลิตตู้ลำโพงคุณภาพมักใช้กัน ซึ่งก็คือ “ไม้” นั่นเอง งานนี้ การขึ้นรูปใช้ฝีมือล้วน ๆ ! จากรูป จะเห็นความต่อเนื่องระหว่างรอยต่อตู้ลำโพงอวบอั๋นส่วนล่างที่ทำจากไม้ กับส่วนบนที่เป็นโลหะ (อะลูมิเนียมแฮร์ไลน์สีดำ) ก่อนจะปิดทับด้านบนสุดด้วยโลหะชุบโครเมี่ยม เงาวับ ต่อเนื่องไปถึงก้าน (ที่เหมือนจุก เขา ลูกตา หนวด หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก) อันเป็นส่วนประกอบหนึ่ง อันเกิดจากความพยายามแยกส่วนของทวีตเตอร์โดมผ้าขนาด 19 มม. ให้เป็นอิสระจากโครงสร้างตัวตู้ลำโพง

ทวีตเตอร์โดมผ้า ถูกแยกส่วนออกมาจากโครงสร้างตู้ลำโพง

ตำแหน่งบนของส่วนที่ดูเหมือนฝาบาตร (หรือปากไห) เป็นตำแหน่งติดตั้งไดรเวอร์มิดเบสขนาด 130 มม.

ส่วนนี้ถูกทำให้โน้มเอียงไปข้างหน้าด้วยดีไซน์ของตัวตู้ ขณะเดียวกันไดรเวอร์มิด/เบส ก็จะอยู่ในตำแหน่งแหงนขึ้นด้านบนเล็กน้อยไปโดยปริยาย นี่เป็นเทคนิคหนึ่งในการสร้างสนามเสียงที่ Philips เรียกว่า SoundSphere สำหรับส่วน หน้ากากผ้า ป้องกันตัวไดรเวอร์ ถูกยึดไว้ด้วยแรงแม่เหล็กอ่อน ๆ หากจะเอาออกจึงไม่จำเป็นต้องออกแรงดึง หรืองัดแงะใด ๆ ทั้งสิ้น (เอามือดันเบา ๆ ก็หลุดละ) ที่ตัวตู้จึงไม่ต้องมีรอยมลทิน (รู) เพื่อใช้สำหรับยึดหน้ากาก

หมายเหตุ: การติดตั้งตัวขับเสียง (ไดรเวอร์) ที่ด้านหน้าตู้ลำโพงแบบปกติทั่วไป มุมกระจายเสียงจะถูกบังคับให้มีทิศทางออกไปทางด้านหน้าของตู้ลำโพงเท่านั้น แต่ด้วยลักษณะการออกแบบของ SoundSphere ที่วางไดรเวอร์ไว้บริเวณส่วนบนของตัวตู้ มุมกระจายเสียงจึงกว้างขวางกว่า (เพราะไม่ถูกตู้ลำโพงบดบัง) นอกจากจะส่งผลด้านการสร้างมิติเวทีเสียงให้ใกล้เคียงกับแหล่งกำเนิดเสียงตามอุดมคติแล้ว ยังช่วยขยายขอบเขต sweet spot ให้กว้างขึ้น จนอาจแผ่รวมไปถึงด้านข้าง และด้านหลังลำโพงด้วย หมายความว่าผู้ฟังจะยังคงรับรู้ stereo Image ได้ แม้มิได้นั่งอยู่กึ่งกลาง ด้านหน้าลำโพง

ด้านหลัง มีลักษณะไม่ต่างกับลำโพงวางหิ้งชั้นดี ขั้วต่อสายลำโพงแบบไบดิ่งโพสต์ ชุบทอง ดูดีเลยทีเดียว มีอักษรกำกับเพื่อความชัดเจนว่านี่เป็นลำโพงข้างขวา เหนือขึ้นไปเป็นตำแหน่งท่อเปิด

การแยกแยะข้างของลำโพง นอกจากสังเกตจากตัวอักษรแล้ว ยังสังเกตุจากส่วนประกอบอื่น ๆ ได้อีก

อย่างเช่น อินพุต สวิทช์เพาเวอร์ ไฟแสดงสถานะการเชื่อมต่อ Wi-Fi และช่องเสียบสายไฟ AC รูปแบบ C7 (หรือหัวเลขแปด) โดยทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะมีเฉพาะลำโพงข้างซ้ายเท่านั้น อันเป็นข้างที่ติดตั้งภาคขยายเอาไว้

จุดเชื่อมต่อสายลำโพงของลำโพงข้างซ้าย จึงทำหน้าที่ “Amplifier output” เพื่อเป็นจุดจ่ายกระแสส่งผ่านกำลังขับไปยังลำโพงข้างขวา ดังนั้นอย่าได้เผลอนำภาคขยายภายนอกมาเชื่อมต่อกับลำโพงข้างซ้ายเป็นอันขาด เพราะดูเผิน ๆ อาจแยกได้ลำบาก เพราะไม่ต่างอะไรกับลำโพงทั่ว ๆ ไป (ที่เป็นรูปแบบ passive)

สายลำโพงที่ให้มามีความยาวมากทีเดียว เชื่อว่าน่าจะรองรับรูปแบบการตั้งวางในห้องได้อย่างยืดหยุ่น หลากหลายลักษณะ (สามารถวางลำโพง 2 ข้าง ห่างจากกันได้มากอยู่)

อุปกรณ์ชิ้นถัดมา คือ Docking Charger ชื่อก็ตรงตัว คือ ประโยชน์หลักของอุปกรณ์ชิ้นนี้มีเพียงเอาไว้ชาร์จไฟ ขณะเดียวกันก็เป็นฐานตั้งให้กับ iPod/iPhone/iPad จะได้เห็นหน้าจอได้ชัด ๆ เวลาวางอยู่บนชั้น ทั้งนี้เวลาเสียบกับ iPod หรือ iPhone จะไม่ลำบากเท่าไหร่ แต่เวลาเสียบกับ iPad ต้องทำความคุ้นเคยเพื่อหาเทคนิคเฉพาะตัวกันเล็กน้อย

iPod dock นี้ อาจจะแตกต่างจากที่พบเห็นทั่ว ๆ ไป ในจุดที่ไม่มีอินพุต หรือเอาต์พุตใด ๆ
นอกจากจุดเชื่อมต่อปลั๊กไฟ DC เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เหตุที่ dock นี้ ไม่มีช่องต่ออื่น ๆ เลย เนื่องจากการเอาต์พุตสัญญาณเสียงจาก iPod/iPhone/iPad ไปยังลำโพง DS9800W ใช้วิธีส่งผ่านทางสัญญาณวิทยุ (Wi-Fi) จึง “ไร้สาย” แต่ผู้ผลิตก็มิได้บังคับ หากจะเลือกวิธีที่ใช้สายก็ได้ โดยดำเนินการเชื่อมต่อจาก Stereo 3.5mm analog out ที่ตัว iPod/iPhone/iPad ไปเข้ากับ MP3-LINK ที่ด้านหลังลำโพงโดยตรง (มีสาย 3.5mm to 3.5mm เส้นสั้น ๆ แถมมาให้ด้วย)

ทั้งนี้หากใช้งานร่วมกับแหล่งโปรแกรม หรือ MP3 Player ยี่ห้ออื่น ๆ ที่มิใช่ลูกเมียหลวงแบบ iPod/iPhone/iPad (คือ ไม่รองรับมาตรฐาน AirPlay) ก็ต้องพึ่งช่องต่ออะนาล็อกนี้ ตามวิธีการเชื่อมต่อ “แบบมีสายนี้” เท่านั้นแล… และด้วยประการฉะนี้ dock นี้จึงสบาย เพราะไม่ต้องทำหน้าที่ในการเชื่อมต่ออื่นใด ซึ่งก็ดี เพราะเราจะได้ไม่ต้องยึดติดกับอุปกรณ์ชินนี้มากนัก (ไม่ต้องเสียบกับ dock ตลอดเวลา หรือจะไม่ใช้ก็ยังได้)

อ้อ เวลาเสียบปลั๊กเข้ากับ dock นี้ ไฟสีขาว นวลตา ที่อยู่ด้านล่างจะสว่างเรืองขึ้นมา ช่วยสร้างบรรยากาศ (โรแมนติกป่าว ?) เวลาอยู่ในที่มืดได้ดีทีเดียว แสงไฟนี้จะไม่ดูเจิดจ้าโดดเด่นนักเมื่ออยู่ในที่สว่าง แบบนี้เขาเรียก สวยไม่สร่าง สว่างไม่สวยป่าว (สวยในที่มืด) 55
หากไม่ต้องการแสงนี้ ก็มีสวิทช์ปิดอยู่ด้านใต้… ก็ต้องยกกันหน่อย (อย่านึกว่ามันจะลอยขึ้นมาเองแบบ “UFO” นะ ฮา)

และแน่นอนจะใช้ให้สะดวก จะขาดสิ่งนี้ไปได้อย่างไร… หน้าที่หลักของ “รีโมตคอนโทรลขนาดย่อม” นี้ เอาไว้ควบคุมสั่งการลำโพง DS9800W โดยตรง (เซ็นเซอร์ IR อยู่ที่ด้านหน้าของลำโพงข้างซ้าย) โดยไม่ว่าจะเลือกอินพุต (สลับระหว่าง AirPlay และ MP3-LINK) เพิ่มลดระดับวอลลุ่ม และปิดเสียงชั่วคราว (Mute) ในส่วนของปุ่มเล่น – หยุด เปลี่ยนเพลง ฯลฯ จะเป็นการคอนโทรลผ่านไปยัง iPod/iPhone/iPad ได้ด้วย (อาศัยการส่งผ่านข้อมูลทาง AirPlay)

ข้อสังเกต: ปุ่มกดที่รีโมตอาจไม่รู้สึกนิ่มมือเท่าใดนัก และที่รีโมต รวมไปถึงที่ด้านหน้าลำโพง ไม่มีไฟแสดงสถานะใด ๆ จึงไม่อาจทราบว่า ที่สั่งการผ่านรีโมตไปนั้นได้รับการตอบสนองหรือไม่ ? ระดับวอลลุ่มเป็นอย่างไร ? อยู่ในโหมด Mute หรือเปล่า ? ตอนนี้กำลังเลือกอินพุตอะไรอยู่ ? ฯลฯ จึงต้องอาศัยสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเสียงที่กำลังฟังอยู่ หรือสังเกตการตอบสนองผ่านหน้าจอ iPod/iPhone/iPad (กรณีเชื่อมต่อทาง AirPlay โดยดูผ่าน Philips” Fidelio App) แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง การที่ไม่มีแผงดิสเพลย์แปะอยู่ หรือมีไฟวิ่ง ๆ กระพริบ ๆ ที่ตัวลำโพง เป็นสิ่งที่ทำให้มันดูดีอย่างที่เป็นอยู่นี้… ดังนั้นคงต้องทำใจนิดนึงว่า ถึงแม้จะเดาใจยาก แต่ก็เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่อยู่เคียงคู่กับความงามนะ อิ อิ

เหตุใดจะต้องพันธนาการตัวเองให้อยู่กับที่ หากว่าเราสามารถนั่งฟังเพลงได้ทุกที่ (ในห้อง)
แน่นอนว่ารวมไปถึงการควบคุมได้จากทุกแห่ง ด้วยอุปกรณ์เดียวกับที่ใช้บรรจุเพลงนี่แหละ !

Features – ลูกเล่น

หากต้องการใช้งาน Philips DS9800W ชุดนี้ ให้ได้ศักยภาพสูงสุด อุปกรณ์ที่ต้องมี คือ Wi-Fi Router, iPod/iPhone/iPad หรือ คอมพิวเตอร์ (PC/Mac ที่ติดตั้ง iTune 10 ขึ้นไป) และทั้งหมดเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเป็นเครือข่าย เพื่อให้สามารถใช้งาน AirPlay อันจะเพิ่มความยืดหยุ่นในแง่ตำแหน่งการควบคุม และรับฟังดนตรีในแบบ “ไร้สาย” ได้

ขั้นตอนการเซ็ตอัพเพื่อใช้งานมิได้ซับซ้อนจนเกินไป เชื่อว่าแม้แต่ผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญกับระบบ AV หรือ คอมพิวเตอร์ ก็น่าจะทำได้ไม่ยากครับ ขั้นแรกเมื่อเตรียมอุปกรณ์จำเป็นอย่างพร้อมเพรียงแล้ว ให้ทำการติดตั้ง Wi-Fi Router เข้ากับระบบเครือข่าย (อาจต้องศึกษาจากคู่มือการใช้งานของ Router เพิ่มเติม ทั้งนี้หากเป็นการใช้งานร่วมกับกับระบบเครือข่ายเดิมที่ติดตั้งใช้งาน Wi-Fi Router อยู่ก่อน ก็จะง่ายขึ้นมาก)

หมายเหตุ: 
– ผมจะอ้างอิงการติดตั้งใช้งาน DS9800W เบื้องต้น ร่วมกับ Wi-Fi Router ที่มิได้เปิดฟังก์ชั่น WPS (Wi-Fi Protected Setup) หากเป็นการใช้งานร่วมกับเราเตอร์ที่เปิดใช้ฟังก์ชั่น WPS วิธีการจะแตกต่างไปจากนี้เล็กน้อย โปรดศึกษาเพิ่มเติมจากคู่มือการใช้งานของ DS9800W
– โปรดตรวจสอบรุ่นของ iPod/iPhone/iPad ที่ระบบของ DS9800W รองรับ กับทาง Philips

นอกจาก Wi-Fi Router ที่ใช้เป็นชุมทางสำหรับระบบเครือข่ายไร้สายแล้ว อุปกรณ์สำคัญที่ขาดมิได้ เนื่องจากเป็นทั้งแหล่งโปรแกรม (บรรจุเพลง) และอาจเป็นตัวควบคุมสั่งการด้วย คือ iPod/iPhone/iPad

การใช้งานร่วมกัน แนะนำให้ดาวน์โหลด app (ฟรี) ที่ชื่อว่า Philips Fidelio มาติดตั้งยัง iPod/iPhone/iPad ให้เรียบร้อยเสียก่อน เสร็จแล้วกลับไปที่ชุดลำโพง DS9800W กดปุ่ม Wi-Fi Setup ที่ด้านหลังลำโพงข้างซ้าย ค้างไว้ (ราว 5 วินาที) จนไฟสถานะกระพริบสลับ เหลืองและ เขียว จากนั้นรอสักพักหนึ่ง

จากนั้น ที่ iPod/iPhone/iPad ดูในหัวข้อ Settings –> Wi-Fi Setup จะพบ Philips_Fidelio_AirPlay
เป็นหนึ่งในรายชื่อ Wi-Fi Networks ก็ให้กดเลือก

ไปที่ Philips Fidelio App ที่แถบ Playback บริเวณมุมขวาล่าง จะเห็นโลโก้ AirPlay

หากต้องการเชื่อมต่อ iPod/iPhone/iPad กับชุดลำโพง DS9800W ผ่านระบบไร้สายของ AirPlay ให้ใช้นิ้วสัมผัสที่สัญลักษณ์ AirPlay เปลี่ยนตัวเลือกไปที่ Philips_Fidelio xxxxxx รอให้ระบบทำการเชื่อมต่อสักพัก หากไฟสถานะด้านหลัง DS9800W เปลี่ยนเป็นสีเขียวกระพริบช้า ๆ หมายถึงระบบลำโพงได้เชื่อมต่อกับ iPod/iPhone/iPad แล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เมื่อ Play จะได้ยินเสียงเพลงออกที่ลำโพง DS9800W

แต่ถ้าต้องการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงทาง Analog 3.5mm (เสียบต่อทางเอาต์พุตช่องต่อหูฟังของ iPod/iPhone/iPad โดยตรง) ให้ใช้ตัวเลือก Headphones (เดิมถูกเซ็ตไว้เป็นค่า Default) ซึ่งการเชื่อมต่อรูปแบบมาตรฐานที่คุ้นเคยนี้ ทำให้สามารถฟังเพลงร่วมกับ DS9800W ได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องมีระบบเครือข่ายไร้สาย (ไม่ต้องวุ่นวายหา Wi-Fi Router) แต่ข้อจำกัดของระยะสายเชื่อมต่อทำให้ต้องวาง iPod/iPhone/iPad ไว้ใกล้ ๆ กับชุดลำโพง DS9800W (หากใช้สายยาวไป และมีคุณภาพไม่ดี เสียงก็จะดร็อปลงอีก) ทำให้ไม่สามารถถือ iPod/iPhone/iPad เดินไปเดินมา หรือเอามาพกติดไว้กับตัวในขณะฟังเพลงร่วมกับ DS9800W ได้

Philips Fidelio App เพิ่มความสะดวกโดยจะทำการดึงเพลงจาก Playlist ที่เราฟังประจำกับ iPod/iPhone/iPad มาให้เองโดยอัตโนมัติ เมื่อเชื่อมต่อกับ DS9800W แล้ว จึงสามารถฟังเพลงโปรดที่เก็บอยู่ใน iPod/iPhone/iPad ได้ทันที ขณะเดียวกันจะทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไข Playlist ผ่านหน้าจอ iPod/iPhone/iPad ก็สามารถทำได้ตลอดเวลาเช่นกัน

พอเอามารวมกันก็ดูเก๋ไก๋ไปอีกแบบ เป็นชุดเครื่องเสียงพร้อมการควบคุมระบบสัมผัส ที่จอใหญ่ดี
อีกทั้งศักยภาพก็ไม่ธรรมดาด้วย

หรือจะจับคู่ใช้งานกับ iPhone ก็สะดวก กะทัดรัดดี ขนาดหน้าจอที่เล็กกว่า iPad อินเทอร์เฟสการควบคุมจึงแตกต่างกันเล็กน้อย

โดยรวมให้ความกะทัดรัด แต่ยืนยันว่า “เสียงใหญ่” กว่าที่เห็นแน่… ท้าให้ลอง !

แล้วถ้าไม่มี iPod/iPhone/iPad ล่ะ จะใช้งาน DS9800W พร้อมฟังก์ชั่น AirPlay ได้ไหม ?

ไม่ยากครับ… ทั้งนี้การเชื่อมต่อระบบเสียงกับ DS9800W ผ่านระบบ AirPlay ไร้สาย ไม่จำเป็นต้องจำกัดการใช้งานกับ iPod/iPhone/iPad เพียงอย่างเดียวเท่านั้น กับคอมพิวเตอร์ทั้ง PC และ Mac ที่ติดตั้งโปแกรม iTune version 10 ขึ้นไป ก็ทำได้ หลักการเซ็ตอัพพื้นฐานก็คล้าย ๆ กัน

ในขั้นเตรียมความพร้อมของระบบเครือข่าย Wi-Fi กับ DS9800W ดำเนินการเหมือนกับการใช้งานร่วมกับ iPod/iPhone/iPad ที่กล่าวไปข้างต้น แต่การเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ (ในรูปตัวอย่างข้างบน และถัดจากนี้ สาธิตกับ Win7 Notebook) ให้ทำการเลือก Network Connection (ศรชี้) ไปยัง “Philip_Fidelio_AirPlay” เสียก่อน

จากนั้นเปิดโปรแกรม iTune ที่บริเวณมุมขวาล่างจะเห็นสัญลักษณ์ AirPlay อยู่

ให้คลิก แล้วเปลี่ยนตัวเลือกจาก My Computer เป็น Philips_Fidelio xxxxxx… ระบบจะใช้เวลาเชื่อมต่อระยะหนึ่ง ทีนี้เมื่อเล่นเพลงใน iTunes Playlist เสียงดนตรีจากคอมพิวเตอร์จะล่องลอยไปแบบไร้สาย (แต่ไม่ไร้เยื่อใย) ไปออกที่ DS9800W

หมายเหตุ: คอมพิวเตอร์ที่ใช้งานร่วม อาจเชื่อมต่อกับ Router ผ่านทางสาย LAN ก็ได้ หรือจะเป็นรูปแบบไร้สาย (Wi-Fi) ก็ดี

Sound – เสียง

ผลการทดสอบคุณภาพเสียง ผมทดลองกับลักษณะการใช้งานหลาย ๆ แบบดู เพื่อดูว่าตัวแปรใดส่งผลกับ DS9800W บ้าง ตั้งแต่เอาไปตั้งบนชั้น ลองเอาไปวางขาตั้ง ขยับไป ขยับมาอยู่หลายรอบ สามารถสรุปความได้ดังต่อไปนี้ (อ้างอิงตามสภาพใช้งานในห้องทดสอบ)

การวางบนขาตั้งที่สามารถขยับขยายระยะห่างได้ จะให้ในเรื่องของเวทีเสียงที่กว้างขวาง อันที่จริงด้วยรูปแบบการจัดวางไดรเวอร์ของ SoundSphere ช่วยให้ลำโพงมีมุมกระจายเสียงที่กว้างขวางอยู่แล้ว ผลพลอยได้ คือ แม้วางลำโพงห่างจากกันมาก ก็ไม่เกิดอาการ “กลางโหว่” แต่ที่โดดเด่นก็ คือ ตำแหน่ง Sweet Spot ที่ค่อนข้างกว้างขวาง ช่วยให้ยังพอสัมผัสถึงมิติเสียงได้ แม้มิได้นั่งอยู่กึ่งกลางลำโพงทั้งสอง (ซึ่งยังเป็นจุดที่เรียกว่าเพอร์เฟ็กต์ที่สุดสำหรับระบบสเตริโอ เช่นเดียวกับซิสเต็มนี้) หากจำเป็นต้องวางลำโพงทั้ง 2 ข้าง ห่างกันจริง ๆ สามารถปรับโท-อิน ช่วยได้ แต่ระยะห่างก็ไม่ควรมากเกินไป เพราะการถ่ายทอดมิติเสียงจะค่อย ๆ ลดทอนลง พร้อม ๆ กับเสียงที่บางลงด้วย

วางบนขาตั้ง ที่ระยะระหว่างลำโพงห่างกันราว 1.80 ม. วางหน้าตรง ไม่โท-อิน ให้เวทีเสียงที่กว้างขวาง
มุมกระจายเสียงจากเทคนิคของ SoundSphere มีส่วนช่วยส่งเสริมการสร้างสนามเสียงโอบล้อม ให้ผลลัพธ์คล้าย ๆ กับระบบเซอร์ราวด์เสมือนโดยอาศัยเอฟเฟ็กต์จากเสียงสะท้อน จึงเป็นรูปแบบที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการรับชมภาพยนตร์

การถ่ายทอดคุณภาพเสียงนั้น ทำได้น้อง ๆ ลำโพงวางหิ้งที่ใช้งานกับชุดเครื่องเสียงแยกชิ้นเลยทีเดียว สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินเสียง คือ ปริมาณเบสที่เกินตัว อาจเน้นปริมาณนำย่านอื่นอยู่บ้าง ซึ่งมิใช่เรื่องแปลกสำหรับลำโพงขนาดเล็กทว่าต้องการเติมเต็มเสียงย่านต่ำ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการให้อรรถรสในการรับฟังดนตรีบางแนว หรือแม้แต่การรับชมภาพยนตร์ พูดได้ว่าสามารถใช้งานโดด ๆ โดยไม่มีความจำเป็นต้องเสริมซับวูฟเฟอร์ให้กับ DS9800W แต่อย่างใด และเหตุผลอีกประการที่ผู้ผลิตจูนเสียงมาเช่นนี้ เพื่อให้สามารถวางลำโพงในแบบ Free space กล่าวคือ อาจวางไว้กึ่งกลางห้องก็ได้ (ไม่ต้องอาศัยผนังในการจูนเสียงเบส) อันจะส่งเสริมเกี่ยวเนื่องไปถึงมุมกระจายเสียงของ SoundSphere ซึ่งช่วยให้รับฟังได้ในหลาย ๆ พื้นที่ ไม่เว้นแม้แต่ตำแหน่งด้านหลังลำโพง ! (เมื่อวางลำโพงไว้กึ่งกลางห้อง แล้วเดินอ้อมไปฟังด้านหลัง แม้การรับรู้เสียงย่านสูงจะลดทอนลงบ้าง แต่ก็ยังฟังดีกว่าลำโพงทั่วไป)

ภาคขยาย 50W Digital Amplifier ติดตั้งมาภายใน ไม่ต้องไปซื้อหาเพิ่มเติม ช่วยอำนวยความสะดวก และตัดปัญหาเรื่องของการแม็ตชิ่ง พละกำลังก็นับว่าเกินพอ แม้ไม่มีการแจ้งระดับวอลลุ่มอย่างชัดเจน จึงไม่สามารถอ้างอิงได้ แต่ผมทดลองเพิ่มระดับเสียงจนลั่นห้องแล้วก็ยังสามารถปรับเพิ่มได้อีก แต่ที่สำคัญคงมิใช่ว่าเปิดอัดได้ดัง ทว่าคุณภาพเสียงก็ได้มาตรฐาน ไม่พบเสียงที่ผิดเพี้ยนแปลกปลอม

การวางบนขาตั้งให้ผลลัพธ์ที่ดีในแง่เวทีเสียง แต่การวางบนชั้น ได้โทนัลบาลานซ์ที่น่าสนใจ

ที่ระยะลำโพงห่างกันราว 110 ซม. (ไกลสุดเท่าที่จะวางได้บนชั้นนี้) และระยะห่างจากผนังหลังอยู่ที่ 70 ซม. (วัดถึง
ระนาบทวีตเตอร์) วางหน้าตรง ไม่โท-อิน เป็นรูปแบบที่ตอบสนองการใช้งานเมื่อเน้นฟังดนตรีเป็นหลักได้ดีที่สุด บางทีถ้าเอาชั้นวางทีวีนี้ออกไป แล้วทดลองกับขาตั้งใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้อาจพลิกไปจากนี้ แต่กระนั้นหากอิงจากสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่นี้ พบว่าได้เสียงร้องที่อิ่ม และมีน้ำหนัก จึงฟังแล้วผ่อนคลายกว่า ขณะเดียวกันเวทีเสียงก็มิได้หดแคบลงมากจนเกินไป ในขณะที่อิมเมจหนาแน่นกว่าแม้จะเบียดชิดอยู่บ้าง ไม่ถึงกับกระจายตัวเป็นอิสระชัดเจนเมื่อเทียบกับการวางบนขาตั้ง (ที่ระยะห่างมากกว่านี้) แต่ก็มิใช่การกระจายตัวแบบฟุ้งสะเปะสะปะ เสียงเบสหนักแน่นกำลังดี เน้นนิด ลักษณะคล้าย ๆ ผลลัพธ์จาก Audyssey Dynamic EQ นิด ๆ ซึ่งก็ช่วยให้รับรู้ตัวตนของเบสได้ แม้ฟังในระดับเสียงที่ไม่ดังนัก

คงไม่เป็นการเกินเลย หากผมบอกจะว่า DS9800W เป็นลำโพง Docking Speakers ที่รับฟังดนตรีคลาสสิกได้ออกรสออกชาติ (ทดสอบกับ Sibelius : Finlandia / Eiji Oue & Minnesota Orchestra; Reference Recordings; HK AV Show 2011 SACD) นั่นเป็นเพราะข้อจำกัดของขนาดลำโพง Docking Speakers ส่วนใหญ่ ที่มีขนาดเล็ก ไดรเวอร์ถูกรวมอยู่ในตู้ลำโพงเดี่ยวซึ่งยังให้เสียงได้ไม่เป็นอิสระเท่ากับลำโพงสเตริโอแยกชิ้น การตอบสนองเสียงความถี่ต่ำก็จำกัด บ้างที่แยกตู้ซับ ฯ ออกมาอาจจะเกะกะ และเซ็ตอัพยาก (ฟีเจอร์ในการปรับเซ็ตไม่ละเอียดพอ) แต่ปัญหาเหล่านี้จะมลายหายไป เมื่อเป็น DS9800W

หมายเหตุ
– การ โท-อิน ควรเป็นวิธีสุดท้ายที่ควรพิจารณาสำหรับ DS9800W เพื่อแก้ปัญหากลางโหว่ จากระยะลำโพงที่ห่างกันมากจนเกินไป หรือพบว่าสภาพการรับฟังยังให้เสียงที่ไม่เปิดชัดนัก ซึ่งถ้าหากเป็นสภาพการรับฟังปกติพบว่า วางหน้าตรง ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในหลาย ๆ ด้าน
– หากต้องการใช้งานร่วมกับขาตั้ง พบว่าขาตั้งไม้ช่วยส่งเสริมให้ได้ระดับโทนัลบาลานซ์ที่ดีกว่าขาตั้งโลหะ
– ด้านใต้ของลำโพง DS9800W ติดตั้งแผ่นยางรองไว้ป้องกันการลื่นไถล เพิ่มความมั่นคงในการตั้งวาง ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ยึด หรือรองรับใด ๆ เพิ่มเติม (กรณีตั้งวางบนพื้นเรียบ อย่างโต๊ะ ชั้น หรือขาตั้ง)

รายงานการทดสอบนี้อาจดูเหมือนว่า การใช้งาน DS9800W มีความซับซ้อนยุ่งยาก ต้องมาตั้งลำโพงนู่นนี ดูวุ่นวายพิลึก อันที่จริงหากเพียงแต่นำ DS9800W ออกจากกล่อง แล้วหาที่เหมาะ ๆ ตั้งวาง เอาตามสะดวก มันก็น่าจะตอบสนองการใช้งานได้ดีอย่างน่าพอใจเช่นกัน หากแต่พิถีพิถันสักนิด บางทีลำโพง iPod เล็ก ๆ ชุดนี้ อาจจะให้เสียงอันแสนประทับใจมากกว่าที่ท่านจะคาดคิดก็เป็นได้ อย่างไรก็ดี สันทรีย จาก DS9800W เกิดจากปัจจัยพื้นฐาน คือ “อิสรภาพ” บนความบันเทิงที่มิได้ถูกพันธนาการด้วยข้อจำกัดจากเส้นสายเชื่อมต่อใด ๆ รวมไปถึงแนวคิดเรื่องของรูปลักษณ์ลำโพง !

อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าของ DS9800W ที่สถานะการใช้งานทั่ว ๆ ไป (ระดับวอลลุ่มปกติ ไม่เบา และไม่ดังจนเกินไป) อยู่ที่ราว 10 กว่าวัตต์ แต่อาจขึ้นไปแตะ 30 – 40 วัตต์ เมื่อเร่งระดับวอลลุ่มสูง (เสียงลั่นห้อง) ทั้งนี้หากเสียบปลั๊กทิ้งไว้เฉย ๆ (แต่ไม่ได้เปิดเสียงใด ๆ) จะกินไฟราว 9 วัตต์ ผมทดลองถอดสายสัญญาณ รวมไปถึงตัดการเชื่อมต่อแบบไร้สายออก พบว่า DS9800W จะอยู่ในสถานะ On ตลอดเวลา ไม่มีการตัดเข้าโหมดสแตนบาย ดังนั้นหากจะ Off เมื่อเลิกใช้งาน ต้องเดินไปกดสวิทช์เพาเวอร์เล็ก ๆ ที่ด้านหลังลำโพงเท่านั้น (ที่รีโมตไม่มี เพาเวอร์/สแตนบาย สวิทช์) หรือไม่ก็ถอดปลั๊กออกจากเต้ารับไปเลย

Conclusion – สรุป

จุดเชื่อมต่อและฟังก์ชั่นการใช้งานมิได้เยอะแยะซับซ้อนอะไร ซึ่งก็เป็นข้อดีสำหรับท่านที่ไม่อยากได้ระบบที่วุ่นวายในเรื่องของการเชื่อมต่อ จุดเด่นของ Philips DS9800W จึงเป็นความเรียบง่ายที่มาพร้อมกับดีไซน์แหวกแนว รูปลักษณ์ที่ดูขี้เล่นปนความน่ารักไปอีกแบบ ซึ่งน่าจะดึงดูดสายตาผู้คนที่พบเห็นได้ไม่น้อย แต่จะเรียกความสนใจได้มากกว่าถ้าหากได้ยินเสียง ไม่ว่ามันจะตั้งอยู่ที่ใด ในห้องนั่งเล่นก็ได้ หรือไว้ในห้องนอนก็ดี หรือแม้แต่ในห้องครัว มันอาจจะดูเหมือนไหกะปิ หรือไหดองกิมจิที่ใช้เทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวจึงส่งเสียงได้… แต่ด้วยประการฉะนี้เป็นเหตุผลให้ รูปลักษณ์ และคุณภาพเสียง สามารถเติมเต็ม “ความมีชีวิตชีวา” ให้กับเรา ๆ ท่าน ๆ ได้ทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา หากการฟังเพลงทำให้มีความสุข นั่นหมายถึงหัวใจของคุณ อาจจะโดนความ “อิ่มเอม” เข้าครอบงำโดยที่ยังไม่รู้ตัวเลยก็เป็นได้…

*การให้คะแนน อิงมาตรฐาน Docking Speaker System

หมายเหตุประกอบการให้คะแนน
– ดีไซน์แหวกแนวดี มิใช่เพื่อหวังความหวือหวาอย่างเดียว ทว่าเสียงก็ดีด้วย มาตรฐานงานประกอบ โครงสร้างความแข็งแรง เทียบเท่าลำโพงวางหิ้งชั้นดี 
– คุณภาพเสียงโดดเด่นกว่าซิสเต็ม iPod Speakers ทั่วไป การขึ้นรูปอิมเมจทำได้ดีใกล้เคียงลำโพงวางหิ้งแยกชิ้นของชุด Hi-Fi เลยทีเดียว การตอบสนองความถี่ต่ำพอเพียงกับการรับฟังดนตรีหลากหลายแนวโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งซับวูฟเฟอร์ เทคนิคการจัดวางไดรเวอร์ให้มุมกระจายเสียงกว้างกว่าลำโพง Bookshelf ปกติ ทำให้ศักยภาพไม่ลดทอนลงมากนักเมื่อมิได้อยู่ในตำแหน่ง sweet spot (ทั้งนี้จุดนั่งฟังอาจรวมไปถึงด้านหลังลำโพงด้วย เมื่อวางลำโพงไว้กึ่งกลางห้อง) พลังเสียงใหญ่เกินตัว
– ลูกเล่นพิเศษที่โดดเด่นที่สุดคงไม่พ้นรูปแบบการรับสัญญาณแบบไร้สาย (AirPlay) ช่วยปลดพันธนาการจากรูปแบบการเชื่อมต่อเดิม ๆ อย่างไรก็ดีความยืดหยุ่นทั้งในเรื่องของ HW/SW compatibility และฟีเจอร์ใช้สอย จะน้อยกว่ารูปแบบ DLNA อยู่บ้าง ไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายไรสาย เมื่อกำลังเชื่อมต่อ AirPlay ขนาดซิสเต็มทำให้เหมาะกับการวางประจำที่ (ไม่สะดวกพกพา)
– จุดเชื่อมต่อไม่มาก เพราะเน้นเชื่อมต่อแบบ “ไร้สาย” หากมี USB input ด้วย จะยอดเยี่ยมมาก ขั้วต่อสายลำโพงแบบไบดิ้งโพสต์ดูดี เปลี่ยนสายลำโพงได้ (ถ้าจะเปลี่ยน) 
– ราคาอาจค่อนข้างสูง แต่ด้วยคุณภาพที่ได้ กับลักษณะอันแสนแหวกแนว ย่อมดึงดูความสนใจได้ไม่น้อย

by ชานม !
2011-09

เห็นมีเวอร์ชั่นทูโทนแบบ “เมทัลลิค” ด้วย สวยมาก แต่ไม่ทราบว่าในไทยมีขายไหม ?

DS9800W เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของ ยุทธการครอบงำด้วยเสียง (ดนตรี) เท่านั้น
พบกับ Philips” Obsessed with Sound ได้อีก ในครั้งถัด ๆ ไป (เมื่อชาติต้องการ…)

ภาพซ้าย – เป็นคำแนะนำในการเอา “Face-hugger” ออกจากร่างผู้เคราะห์ร้าย…
(ด้านล่างมีโน้ตกำกับว่า หากดำเนินการผิดพลาด อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ทั้งตัวผู้เคราะห์ร้าย และปรสิตเอง ???)
ภาพขวา – อย่างไรก็ดีหากโดน Face-hugger เกาะหน้าไปแล้ว ก็ยังนับเป็นเรื่องน่ายินดี
(เพราะคุณกำลังจะได้โซ่ทองคล้องใจ ???)
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
Prev post
Next post

Leave a comment

All blog comments are checked prior to publishing

Thanks for subscribing!

This email has been registered!

Shop the look

Choose options

Have Questions?
Back In Stock Notification
is added to your shopping cart.

Choose options

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้