รีวิว Audiolab 8200A อินทิเกรตแอมป์ตัวเก่ง ให้อารมณ์เพลงได้ครบทุกอณู!

Audiolab แบรนด์เครื่องเสียงจากประเทศอังกฤษที่มีชื่อเสียงติดหูคนไทยมาเป็นเวลานานจากอุปกรณ์ไฮเอ็นด์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอินทิเกรตแอมป์, เครื่องเล่นซีดี, DAC และอีกหลายๆ อย่างซึ่งต้องเคยผ่านหูผ่านตานักเล่นเครื่องเสียงบ้านเรากันมาไม่น้อย
ในครานี้ทาง HiFi Tower ผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการได้ส่ง Audiolab 8200A อินทิเกรตแอมป์ประสิทธิภาพสูงมาให้ทีมงานได้ทดสอบ ซึ่งเป็นรุ่นต่อยอดความสำเร็จจาก 8000A แอมป์รุ่นบรรพบุรุษที่สร้างความประทับใจให้กับนักฟังหลายๆ คนในยุคนั้น

Audiolab 8200A เป็นอินทิเกรตแอมป์ที่ให้กำลังขับ 60 วัตต์ต่อแชนแนล จะบอกว่าเกิดมาเพื่อส่งแรงให้ลำโพงโดยเฉพาะก็ดูจะไม่เกินไป รองรับการเชื่อมต่อทั้งหมด 6 อินพุต 3 เอ้าท์พุต พร้อมขั้วต่อสายลำโพงแบบไบน์ดิ้งโพสต์สองชุดรองรับการใช้งานสายสัญญาณแบบ Bi-Wired ได้ทันที
Audiolab 8200A Integrated Hi-Fi Amplifier Specification
| Frequency Response: | CD, TUNER, AUX, VIDEO, TAPE1, TAPE2 and POWEP AMP: 20Hz-20kHz±0.5Db; 1Hz-65kHz-3dB |
| Total Harmonic Distortion & Noise: | Less than 0.07% |
| Channel Balance: | Within 1dB |
| Channel Separation: | Better than 60dB@1 kHz any input |
| Crosstalk: | Better than 80dB@1 kHz |
| Polarity (phase): | Non-inverting for all inputs and outputs |
| Pre-amp Output: | PRE OUT 1and PRE OUT 2: Output Impedance l00Ω Maximum Output>7.3V RMS |
| Headphone Output: | Output impedance: 330Ω(Suitable for headphones 8Ω-2kΩ impedance) |
| Record Output: | VIDEO OUT,TAPE 1 OUT, TAPE2 OUT: Output impedance: 1kΩ Gain from input to record output 0dB(x1) |
| Muting: | Muting controlled manually or automatically |
| Operating Temperature Range: | 10-35℃ |
| Power Requirements (Depending on Region): | 50-60Hz 100V, 110-120V and 220-230V models available Maximum Power Consumption: 440VA |
| Dimensions (WXHXD): | 445x74x335 mm – including feet, terminals and controls 445x64x302 mm – excluding feet, terminals and controls |
| Weight: | Net: 7.4kg; Shipping: 8.8kg |
ราคาตั้ง 42,000 บาท

หลายรางวัลการันตีประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ซีรี่ย์ 8200
Design – การออกแบบ
งานดีไซน์ของอุปกรณ์เครื่องเสียงส่วนใหญ่มักจะเน้นให้ดูแข็งแกร่ง บึกบึน แน่นอนว่า Audiolab 8200A ตัวนี้ก็เช่นเดียวกันครับ มาในกล่องเหล็กสีเทาไม่ทิ้งลายเดิม

ตัวเครื่องอะลูมิเนียมสีเงินดูแกร่งทน จริงๆ แล้วตัวแอมป์จะมีรุ่นสีดำอีกด้วย
แต่ตัวที่ทีมงานได้มาทดสอบจะเป็นสีเทา ไม่แน่ใจว่าทาง Hi-Fi Tower ได้นำเข้าสีดำมาหรือเปล่า

ด้านซ้ายของหน้าปัดเครื่องมี Knob ให้หมุนสำหรับใช้งานสามฟังก์ชั่นสำคัญ Record, Input และ Mode นั่นเอง

ด้านขวาเป็นตัวหมุนเพิ่มลดเสียง, ตัวรับสัญญาณรีโมท, ช่องเสียบหูฟัง และปุ่มเปิด-ปิด เครื่องครับผม

ด้านหลังตัวเครื่องเป็นศูนย์รวมช่องต่อมากมาย ทั้งสายสัญญาณและสายลำโพง

รีโมทหน้าตาอังกฤษสุดๆ มีปุ่มพื้นฐานให้ใช้งานครบที่ต้องการ
Connectivity – ช่องต่อ
จากรูปด้านบนจะเห็นว่าตัวเครื่องให้ช่อง Input มายุ่บยั่บมาก สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า Audiolab 8200A นอกจากจะทำหน้าที่เป็นอินทิเกรตแอมป์ฟังเพลงชิลๆ ได้แล้ว ยังสามารถแปลงร่างเป็นปรีพาวเวอร์หรือพาวเวอร์แอมป์ได้อีกด้วย ฉะนั้นแล้วเราก็จะเห็นด้านหลังของอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้เต็มไปด้วยสารพัดช่องต่อมากมาย

สารพัดช่องต่อแบบอะนาล็อกสำหรับพลิกแพลงใช้งานในแต่ละรูปแบบ โดยผมจะอธิบายเพิ่มเติมในหน้าถัดไป
โดยส่วนใช้งานหลักๆ ก็น่าจะเป็น AUX, TUNER, CD ที่เป็นช่องอินพุตสัญญาณจากเครื่องเล่นมา

โซนนี้เป็นหัวเสียบสายไฟแบบ IEC แบบ 2 ขา ถัดมาใกล้ๆ กันก็จะเป็นขั้วเสียบสายลำโพงแบบไบน์ดิ้งโพสต์
สามารถเสียบใช้งานได้กับสายเกือบทุกรูปแบบบนโลก

เราสามารถเสียบหัวสายลำโพงแบบก้ามปูเข้าที่ด้านข้างแบบนี้ได้เลยครับ
ออกแบบมาดักไว้หมดเลย

นอกจากช่องต่อมากมายหลายสิบด้านหลังแล้ว ด้านหน้าก็จะเป็นช่องเสียบหูฟัง
อย่างที่บอกว่าตัวแอมป์สามารถทำหน้าที่เป็น Headphone Amp ได้อีกด้วย เรียกว่าอเนกประสงค์สุดๆ
Setup – การติดตั้ง
อย่างที่ได้เกริ่นกันไว้ว่า Audiolab 8200A ตัวนี้นอกจากจะสามารถใช้งานเป็นอินทิเกรตแอมป์ ฟังเพลงสองแชนแนลชิลๆ จากเครื่องเล่นแผ่นทั่วไป ตัวแอมป์ยังรองรับการทำงานเป็นปรี-พาวเวอร์ และพาวเวอร์แอมป์ได้อีกด้วย ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าต้องการจะนำมาเพิ่มเติมและปรุงแต่งซิสเต็มที่บ้านของท่านอย่างไร สำหรับรีวิวนี้จะหยิบยกขึ้นมาให้ดูกันคร่าวๆ ละกันนะครับว่าถ้าต้องการใช้งานแบบนี้ จะต้องเสียบสายอะไรยังไง
1. โหมดอินทิเกรตแอมป์ (Integrated)

โหมดหน้าที่พื้นฐานของ Audiolab 8200A การเชื่อมต่อก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่หยิบสายอะนาล็อกมาเสียบเข้าที่ช่อง Output L/R บริเวณหลังเครื่องเล่นหรือมีเดียเพลเยอร์ต่างๆ จากนั้นก็ลากมาเสียบเข้าที่ Input บริเวณด้านหลังตัวแอมป์ แล้วก็บิดลูกบิดเลือก Mode หน้าเครื่องไปที่โหมด integrated (เลือกอินพุตให้ตรงด้วยนะ) ก็เริ่มใช้งานได้ทันที
2. โหมดปรี+พาวเวอร์ ไบแอมป์ (Pre-Power)
สำหรับท่านที่ต้องการอะไรที่แรงๆ สุดๆ โหมดนี้คืออีกหนึ่งทางเลือกครับ ประมาณว่าที่บ้านมีลำโพงตั้งพื้นตัวใหญ่ กลัวว่า 8200A จะขับไม่ไหว เลยไปสอยเอาพาวเวอร์แอมป์ในซีรี่ย์เดียวกัน Audiolab 8200P มาด้วย การเชื่อมต่อในโหมดนี้จะช่วยให้เราใช้งานซิสเต็มแบบไบแอมป์เพื่อรีดประสิทธิภาพลำโพงออกมาให้สุดๆ ได้ การเชื่อมต่อก็ตามรูปด้านล่างเลยครับ

ประโยชน์ของโหมดปรี-พาวเวอร์ นอกจากจะช่วยให้เราเค้นเอาประสิทธิภาพที่ดีของลำโพงออกมาได้แล้ว กรณีที่เรามีซับวูฟเฟอร์แล้วอยากได้แรงส่งดีๆ มาเติมเต็มซิสเต็ม เราก็สามารถเสียบสายออกจากช่อง PRE OUTPUT มายังหลังซับวูฟเฟอร์ได้อีกเช่นเดียวกัน
3. โหมดปรีแอมป์ (Pre)

หากคุณคิดว่าลำโพงของคุณควรจะได้แรงส่งเน้นๆ จากพาวเวอร์แอมป์ทั่วไป หรือว่าจะเป็นแบบมอนอบล็อก (1 เครื่อง ต่อลำโพง 1 ข้าง) โหมดปรีแอมป์นี้ก็จะแปลงร่างอินทิเกรตแอมป์ 8200A ให้กลายเป็นปรีแอมป์ขนาดเล็ก เพื่อส่งผ่านสัญญาณออกไปยังพาวเวอร์แอมป์ด้านนอก ในขณะที่เรายังสามารถใช้ 8200A ตัวนี้ในการปรับระดับเสียงได้
4. โหมดปรีพาวเวอร์เอวี (Pre-Power AV)
ที่บ้านมีลำโพงเซ็ตใหญ่พร้อม AVR อยู่แล้ว แต่ก็อยากฟังเพลงแบบเพราะๆ คิดจะซื้อเซ็ตฟังเพลงใหม่อีกเซ็ตบ้านก็ไม่มีที่จะวางแล้ว… โหมดปรีพาวเวอร์เอวีช่วยคุณได้ครับพี่น้อง โดยหลักการทำงานในโหมดนี้จะเป็นการใช้ภาคขยายของ 8200A ในการขับลำโพงคู่หน้า ว้าววว!

จากแผนผังการเชื่อมต่อด้านบนคือ Out สัญญาณจาก AVR มาเข้าทางช่อง Power Input ของ 8200A จากนั้นก็ส่งเอาสัญญาณเสียงของลำโพงตัวอื่นยกเว้นคู่หน้า กลับไปให้ AVR ขยายต่อเอง เท่านี้เวลาฟังเพลงและดูหนังเราก็จะได้แรงลำโพงคู่หน้าจากอินทิเกรตแอมป์ 8200A ซึ่งหน่วยก้านดีกว่า AVR หลายช่วงตัว ทำให้เสียงออกมาฟังดูแน่นและอิ่มมากขึ้น ที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องไปหาลำโพงอีกเซ็ตมาต่อเพิ่ม(เว้นแต่ว่าลำโพงที่ใช้ดูหนัง เอามาฟังเพลงแล้วไม่ถูกใจ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงต้องมีเหตุให้เสียทรัพย์กันบ้าง)
และทั้งหมดด้านบนก็คือแนวทางในการติดตั้งและใช้งานเบื้องต้นของ Audiolab 8200A สำหรับการทดสอบครั้งนี้ผมจะเน้นไปที่โหมด Integrated ซะส่วนใหญ่ โดยเราจะใช้ลำโพงวางหิ้งตัวขายดีจากผู้นำเข้าเดียวกันอย่าง Wharfedale Diamon 122 ร่วมทดสอบครับผม ตัวเพลเยอร์ก็เห็นจะยังเป็น OPPO BDP-95 ตัวเก่าของเราแต่ก่อน ซึ่งยังคงให้เสียงที่น่าฟังอยู่มีสร่าง
Sound – เสียง

รูปด้านบนคือหน้าตาสำเร็จเมื่อทำการเซ็ตอัพระบบทั้งหมดแล้วครับ เป็นชุดฟังเพลงพื้นฐานที่ใช้อุปกรณ์แค่ไม่กี่ตัวดังที่เกริ่นไว้ในหน้าที่แล้ว ส่วนที่เพิ่มเติมก็เห็นจะเป็นเครื่องกรองไฟและสายสัญญาณที่ใช้ ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะขึ้นอยู่กับรสนิยมของท่านว่าจะชอบให้ซิสเต็มมาแมทชิ่งกับอุปกรณ์แบบใดเพื่อให้เสียงออกมาถูกใจ
เนื่องจาก Audiolab 8200A ตัวนี้ เป็นตัวสินค้าที่ทาง HiFi Tower ใช้โชว์อยู่หน้าร้านอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงหมดห่วงเรื่องการเบิร์น ผมจึงเลือกที่จะหยิบเอาแทร็ค Make It With You ของสาวเสียงใส Olivia Ong มาทดสอบเป็นเพลงแรกก่อนเลยครับ เอกลักษณ์เด่นที่หลุดออกมาแบบสัมผัสได้คือความเคลียร์และสะอาดของตัวแอมป์ เพราะขนาดลำโพงที่มีเนื้อเสียงติดโทนอุ่นอย่าง Wharfedale Diamond 122 ยังถูกขับเสียงร้องของโอลิเวียที่เปิดสว่างออกมาได้

ซิสเต็มฟังเพลงแบบง่ายๆ หน้าตาหล่ออย่าบอกใคร
เมื่อเอกลักษณ์ของทั้งลำโพงและแอมป์แมทชิ่งกัน ทำให้ผมสามารถนั่งฟังเพลง Audiophile ได้อย่างไหลลื่น จาก Make It With You แทร็คแรก ไปจนถึง Lover”s Tears แทร็คสุดท้ายในอัลบั้ม Fall in Love With Olivia ถูกย่อยเข้าโสตสัมผัสไปอย่างรวดเร็ว จนต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแผ่น เปลี่ยนแนว มาฟังวงบริทป็อปขวัญใจชาวโลก Coldplay
The Scientist เพลงฮิตติดชาร์ตจังหวะช้าๆ ซึ้งๆ ถูกขับออกมาจากไดร์เวอร์ทั้งสองตัวของ Diamond 122 อย่างพริ้วไหวนุ่มนวล ดูมีมนต์ขลัง ตัวแอมป์ 8200A สามารถคุมอารมณ์เพลงให้ผ่านออกมาทางลำโพงได้อยู่หมัด ด้วยกำลังขับกว่า 60 วัตต์ต่อแชนแนลที่เหลือเฟือ ทำให้แม้ในจังหวะที่เริ่มมีเครื่องเคาะเข้ามาประกอบ ลำโพงอย่าง Wharfedale ก็ยังฟังสนุกไม่ยืดย้วยจนเกินงาม แต่อาจจะต้องเร่งระดับเสียงให้ดังขึ้นสักเล็กน้อย(ณ ตำแหน่ง 10-11 น.) เพื่อให้ได้เนื้อเสียงที่ครบถ้วน และการถ่ายทอดไดนามิคที่ดีขึ้น

Conclusion – สรุป
ต้องบอกว่าผมค่อนข้างจะถูกโฉลกกับสินค้าจากประเทศอังกฤษอย่างบอกไม่ถูก ด้วยสไตล์เสียงจากทั้งตัวแอมป์ Audiolab 8200A และลำโพง Wharfedale Diamond 122 มันชวนให้เราเคลิบเคลิ้มไปกับจังหวะการเข้าทำที่นุ่มนวลและอ่อนละมุน กล่าวคือ ด้วยสไตล์เสียงที่ไม่บีบคั้น และไม่เร่งเร้านี้ มันช่วยให้เราสามารถคลุกคลีอยู่ได้เป็นเวลานานเท่าที่ใจเราต้องการ โดยเราแทบจะไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่ามาถึงแทร็คสุดท้ายของแผ่นซีดีที่ฟังอยู่แล้ว
มาพูดเรื่องประสิทธิภาพของ Audiolab 8200A กันบ้างดีกว่า ส่วนตัวผมเองคงต้องบอกว่าเป็นสินค้าอีกตัวที่ทดสอบแล้วอยากจะแอบยกกลับไปเก็บที่บ้านเงียบๆ เพราะมันพร้อมสำหรับใช้งานไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเอาฟังเพลงสบายๆ สไตล์อินทิเกรตแอมป์ หรือมาช่วยขับลำโพงคู่หน้าในชุดดูหนังของคุณ ก็ทำได้ง่ายๆ แทบไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เพิ่มเติมสักเท่าไร กำลังขับที่มีมาให้ก็เหลือเฟือสำหรับลำโพงบุ๊คเชลฟ์ตามท้องตลาด ไปจนถึงฟลอร์สแตนด์ระดับต้นๆ จัดเข้าชุดได้ง่ายๆ ไม่งอแง

แนวเสียงของ 8200A จะเป็นแนวสดสะอาด เสียงเปิดสว่างได้มิติแต่ไม่บาดหู ยังคงความเป็นตัวตนของผลิตภัณฑ์จากเมืองผู้ดีไว้ได้อย่างดี โหมดการเชื่อมต่อก็พร้อมสำหรับใช้งานคู่กับสารพัดซิสเต็มอย่างที่บอกไปนะครับ เป็นแอมป์สารพัดประโยชน์ที่ทำหน้าที่ได้อย่างคุ้มค่าคุ้มราคาจริงๆ ใครที่เริ่มอิ่มตัวกับโฮมเธียเตอร์ แล้วอยากจะเริ่มย้ายมาฝั่ง 2 แชนแนล แอมป์ตัวนี้น่าจะเป็นพี่เลี้ยงขั้นเทพที่พาคุณไปส่งได้จนถึงฝั่งของซิสเต็มเจ็ดหลักได้เลยทีเดียว ไม่ควรพลาดครับ
LIKE
– การเชื่อมต่อหลากหลาย รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ได้อีกมากมาย
– สไตล์เสียงเปิดสว่างแต่ฟังสบาย แมทชิ่งกับลำโพงได้ไม่ยาก จัดเป็นชุดฟังเพลงง่ายๆ แต่ได้อรรถรสอย่าบอกใคร (แถมยังใช้เป็นแอมป์หูฟังได้อีกด้วย)
DISLIKE AND SUGGESTION
– ไหนๆ จะครอบจักรวาลทั้งที น่าจะมี Phono มาให้ใช้กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงซะหน่อย หรือจะเป็นช่องต่อสมัยนิยมอย่าง 3.5mm สำหรับเสียบสมาร์ทโฟนในกรณีที่อยากฟังจากต้นทางที่สะดวกสบาย ไม่ได้เน้นคุณภาพจ๋าจนเกินไป
– น่าจะมี Knob สำหรับการปรับแต่ง EQ พื้นฐานอย่าง Bass, Treble มาให้ เผื่อกรณีเสียงเดิมๆ จากตัวแอมป์ไม่ถูกใจ

Audiolab 8200A ราคาตั้ง 42,900 บาท
ขอขอบคุณร้าน HiFi Tower ที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ในการทดสอบในครั้งนี้ด้วยครับ
สนใจสินค้าโทร. 02-881-7273-7