รีวิว Polk Audio TSi Series อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญบนเส้นทางสายไฮเอนด์ !!!

บนเส้นทางของนักเล่นเครื่องเสียง ถ้าเป็นระดับมือเก๋า เป้าหมายของการเดินทางมักจะเป็นชุดซิสเท็มที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างสมจริงถูกใจมากที่สุด แต่หากเป็นมือใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มก้าวเข้ามาในวงการนี้ เป้าหมายของพวกเขาเหล่านั้น คงจะเป็นเพียงชุดเครื่องเสียงระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับกลาง ที่พอจะใช้ฝึกฝนประสาทการรับฟังก่อนที่จะก้าวไปยังระดับต่อไป

Polk Audio บริษัทผู้ผลิตลำโพงและชุดเครื่องเสียงขายดีอันดับต้น ๆ ในอเมริกา ที่แฟน ๆ เว็บไซต์หลาย ๆ ท่านอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันไปบ้างแล้วกับรีวิว Polk Audio RTi A Series และ Polk Audio BlackStone TL1600 ที่คุณชานมได้นำมาทดสอบไปก่อนหน้านี้ สำหรับวันนี้จะเป็นคิวของ Polk Audio TSi Series ซึ่งเป็นชุดที่รองลงมาจาก RTi Series หนึ่งขั้น โดยอุปกรณ์ที่บริษัท CMG ตัวแทนจำหน่ายส่งมาให้เราทดสอบมีดังต่อไปนี้ครับ
Floorstanding : Polk Audio TSi400 (ราคากลาง 18,900 บาท ต่อคู่)
Bookshelf : Polk Audio TSi200 (ราคากลาง 9,900 บาท ต่อคู่)
Center : Polk Audio CS20 (ราคากลาง 9,900 บาท)
Subwoofer : Polk Audio PSW110 (ราคากลาง 7,900 บาท)
โดยทั้งหมดถูกนำมาเชื่อมต่อกันในระบบ 5.1 แชนแนล และทดสอบในสภาพแวดล้อม 2 แบบ คือห้องที่สามารถควบคุมอะคูสติกได้ และห้องนั่งเล่นทั่วไป เพื่อให้ท่านผู้อ่านสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Design – การออกแบบ
วัสดุหลักทั้งเซ็ตของ Polk Audio TSi Series เป็นแผ่น MDF(Medium Density Fibreboard) ซึ่งเป็นวัสดุที่เกิดจากการอัดไม้อัดด้วยแรงดันสูงเข้าด้วยกัน ไม่ใช่ Particle board เหมือนอย่างลำโพงถูก ๆแต่อย่างใด โดยเซ็ตนี้มีให้เลือกอยู่สองสีคือสีดำและสี Cherry wood ด้านบริเวณด้านบนของลำโพงแต่ละตัวแปะด้วยเพลตวัสดุสังเคราะห์สีดำมันวาว

ลำโพงเซ็นเตอร์ ประกอบไปด้วยลำโพงวูฟเฟอร์เพื่อขับย่านเสียงกลาง/ต่ำ
และ Silk Dome ทวิตเตอร์เพื่อตอบสนองย่านเสียงสูง เมื่อถอดหน้ากากออกก็ดูดีใช่ย่อย

บริเวณด้านหลังเป็นขั้วต่อสายลำโพงและท่อยิงเบส น้ำหนักโดยรวมประมาณแปดโลกว่า ๆ
ใครต้องการออกกำลังแล้วขี้เกียจซื้อดัมเบลล์ ก็หยิบขึ้นมายกเบิร์นไขมันได้เป็นอย่างดี (ฮา)

มาดูในส่วนของคู่เซอร์ราวนด์กันมั่งครับ ไดร์ฟเวอร์ยังคงเป็นวูฟเฟอร์และ Silk Dome ทวิตเตอร์เหมือนเดิม
แต่วูฟเฟอร์จะมีขนาดเล็กกว่าของเซ็นเตอร์อยู่เล็กน้อย

ด้านหลังมีท่อยิงเบสเช่นเดียวกัน พร้อมขั้วต่อสายสัญญาณแบบ Single-wired

ถัดมาเป็นฟลอร์สแตนดิ้งขนาดความสูงเกือบ 1 เมตร(วัดเฉพาะตัวลำโพงไม่รวมขาตั้ง)
โดย TSi400 จะเป็นรุ่นกลางของซีรี่ส์นี้

ขั้วต่อสายแบบไบดิ้งโพสต์ เลือกเสียบได้ตามรสนิยมของแต่ละคนโดยความแตกต่างของเสียงนั้น ตามหลักการแล้วการเสียบช่องบนจะให้น้ำเสียงเปิดสว่างและช่องล่างจะเป็นการเน้นในเรื่องของเสียงในย่านความถี่ต่ำแทนแต่ถ้าหากท่านใดมีอุปกรณ์รองรับการทำไบแอมป์หรือไบไวร์แล้วล่ะก็แนะนำให้เสียบแบบนั้นเลยครับ เพื่อรีดประสิทธิภาพสูงสุดของลำโพงออกมา

หน้ากากของทั้งซีรี่ส์ TSi นี้เป็นแบบสลักเสียบเวลาแงะออกมาควรจะเบามือสักเล็กน้อยนะครับ
เปลื้องผ้าออกก็จะมีหน้าตาดังรูปนี้เลยครับ

ท่อยิงเบสของ TSi 400 ฟลอร์สแตนดิ้งของเราครับ เป็นแบบยิงอัดพื้น
ดังนั้นแม้ตำแหน่งของลำโพงจะใกล้ผนังมาก ก็จะไม่ส่งผลกับปริมาณเบสที่ได้รับสักเท่าไรครับ

สำหรับบริเวณส่วนขาของลำโพงฟลอร์สแตนด์ดิ้งนั้นจะมีลักษณะเป็นแบบนี้ครับ
ซึ่งออกแบบมาให้คล้ายกับ Spike แต่สะดวกกว่าเพราะไม่ต้องไปหาจานรองมากรณีกลัวพื้นจะเป็นรอย
แต่ก็มีจุดอ่อนตรงที่ไม่สามารถปรับระดับสูงต่ำได้กรณีที่พื้นบ้านเราเอียง

ส่วนซับวูฟเฟอร์ที่จัดมาเข้าชุดกับซีรี่ส์นี้นั้นก็คือ PSW110 ตัวเดียวกับในรีวิว RTi Series
ที่คุณชานมได้เคยรีวิวให้ทุกท่านได้รับชมกันไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้

ประกอบเข้าชุด Reference ของเราก็จะได้ออกมาประมาณนี้เลยครับผม
หล่อใช้ได้เหมือนกัน
จบจากดีไซน์คร่าวๆ กันไปแล้วนะครับ จะเห็นว่าหน้าตาของ TSi Series นั้นก็ไม่ธรรมดาทีเดียว ด้วยวัสดุคุณภาพที่ใช้ประกอบขึ้นรูปมาเป็นตัวลำโพงอย่างที่ได้เห็นกัน การออกแบบก็ค่อนข้างจะแหวกแนวด้วยการนำ Piano black top plate มาแปะไว้ที่ด้านบนของลำโพงแต่ละตัว สร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
ในหน้าต่อไปผมจะพาทุกท่านมาสัมผัสกับเทคโนโลยีที่ทาง Polk Audio ได้ทำการปรุงแต่งมาในลำโพงซีรี่ส์นี้กัน ว่ามีอะไรอย่างไรบ้าง เพื่อที่ทุกท่านจะได้ทราบว่าหลังจากที่นำมันมาตั้งภายในห้องฟังเพลงอันสุนทรีย์ของท่านแล้ว Polk Audio TSi Series จะสำแดงความสามารถออกมาขนาดไหน
Klippel Optimization นิ่งสนิทแม้ดังสนั่น !!
เคยไหมครับ เวลาเปิดเครื่องเสียงดูหนังดัง ๆกับลำโพงโนเนมจะรู้สึกว่ามันกำลังกรีดร้องด้วยแรงสั่นบางอย่าง คล้ายกับว่าจะระเบิดออกมาจากตู้ ครั้นจะเบาเสียงก็อาจจะเสียอรรถรสของภาพยนตร์ชั้นดี ในทางกลับกันถ้าเรารั้นจะเปิดต่อก็อาจจะต้องเสียตังซ่อมดีไม่ดีพี่แกกลับบ้านเก่าเลยก็เป็นได้ ทาง Polk Audio ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวนี้ จึงได้ร่วมมือกับบริษัท Klippel นำเครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนด้วยเลเซอร์ มาใช้ในการออกแบบลำโพง TSi ซีรี่ส์ตัวนี้ !!

ซึ่งการร่วมมือดังกล่าวทำให้ Polk Audio TSi Series มีความสามารถในการขับเสียงดังมาก ๆได้โดยไม่เกิดอาการเพี้ยนแตกแต่อย่างใด สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานโดยไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะต้องยอมเสียอรรถรสในการรับชมเพื่อแลกกับอายุการใช้งานอย่างแน่นอน
Dynamic Balancing สร้างสมดุลแห่งเสียงให้กับลำโพง
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1988 เหล่าวิศวกรนักออกแบบลำโพงของทาง Polk Audio ได้ร่วมมือกับวิศวกรจากมหาวิทยาฮ็อปกินส์ เพื่อร่วมกันสร้างเครื่องมือ Laser Interferometer (เลเซอร์อีกแล้ว!?) เพื่อนำมาวิเคราะห์รูปแบบการเคลื่อนตัวของบริเวณพื้นผิวของตัวไดร์ฟเวอร์ ซึ่งการที่ลำโพงจะสามารถให้เสียงที่มี Tonal Balance ยอดเยี่ยมนั้น จะต้องมีการสั่นพ้องในลักษณะราบเรียบ ไม่บิดเบี้ยว ตามรูปด้านล่างเลยครับ
Polk Audio TSi Series ก็เป็นหนึ่งในซีรี่ส์ลำโพงที่ได้รับการออกแบบภายใต้เทคโนโลยี Dynamic Balancing นี้ ซึ่งทาง Polk Audio การันตีว่ามันจะให้เสียงที่มีสมดุลและใกล้เคียงกับความเป็นจริงอย่างสุดความสามารถ นอกจากนี้ยังทำให้สินค้าในซีรี่ส์เดียวกันทำงานสอดประสานกันอย่างมีระบบ สร้างเวทีเสียงที่ต่อเนื่องไม่มีสะดุด

นอกเหนือจากเทคโนโลยีด้านบนแล้ว งานออกแบบลำโพง TSi ซีรี่ส์นั้นมีจุดประสงค์หลักเพื่อที่จะขับเสียงที่มีเอกลักษณ์เปิดสว่าง แต่ต้องไม่ทำให้คนฟังเหนื่อยล้าด้วยความชัดแจ่ม ดังนั้นทาง Polk Audio จึงเลือกที่จะใช้ ทวิตเตอร์แบบโดมผ้าแทนโดมโลหะที่ให้เสียงสว่างใสในคราแรก แต่หากฟังไปนาน ๆจะรู้สึกเครียด และอึดอัด จนไม่อยากจะกลับมาฟังอีกก็เป็นได้

นอกเหนือจากทวิตเตอร์แล้ว TSi ซีรี่ส์ยังมีท่อยิงเบสแบบ Critically Tuned Flared Port ซึ่งมีลักษณะพิเศษแตกต่างจาก Flared Port แบบธรรมดาตรงที่ มันสามารถลดเสียงรบกวนที่เกิดจากการขับเสียงย่านความถี่ต่ำได้เป็นอย่างดี ซึ่งข้อดีของมันคือจะทำให้เสียงเบสที่ถูกสำรอกออกมาจากลำโพงชุดนี้มีความสมจริง เป็นธรรมชาติ ในปริมาณที่พอดี

ฟังเรื่องขี้โม้มาก็เยอะแล้วนะครับ ทีนี้ก็ได้เวลาที่จะมาทดสอบกันเสียที ว่าเรื่องขี้โม้ดังด้านบนนั้นเป็นความจริงอย่างที่ทาง Polk Audio ได้กล่าวอ้างหรือเปล่า ซึ่งการทดสอบของเรานั้นก็จะเป็นไปตามที่ได้เกริ่นไว้ในหน้าแรกนะครับ ว่าเราจะลองกับสภาพห้องที่คุมอะคูสติกได้ดี และห้องที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย เพื่อสัมผัสถึงความแตกต่างกันไป เพราะท่านผู้อ่านทุกท่านคงจะไม่ได้มีห้องที่เพอร์เฟ็กต์กันทุกคนใช่ไหมครับ เราเลยต้องทำการทดสอบให้รู้ว่าสภาพห้องที่เปลี่ยนไปจะส่งผลต่อเสียงของลำโพงอย่างไร….
Sound – เสียง
ก่อนจะเริ่มการทดสอบต้องทำความเข้าใจกันสักนิดนะครับ ว่าคำวิจารณ์ทั้งหมดนั้น เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลล้วน ๆนะครับผม ซึ่งสามารถบ่งชี้ภาพลักษณ์ของสินค้าได้เพียงส่วนนึงเท่านั้น เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่ผมเห็นว่าดีท่านผู้อ่านอาจจะไม่ชอบก็เป็นได้ ทั้งนี้เวลาตัดสินใจจริง ๆทางทีมงานจึงอยากให้ทุกท่านได้ไปทดลองฟังด้วยตัวเองหลังจากอ่านรีวิวอีกที เพื่อเป็นการยืนยันในสิ่งที่ท่านคิดว่าถูกใจจริง ๆไม่ใช่ซื้อตาม ๆกันแล้วมาเสียใจในภายหลังครับผม
ในเมื่อความคิดเราตรงกันแล้ว ก็มาเริ่มกันเลยครับผมกับการทดสอบแรก การดูภาพยนตร์ในระบบเสียง 5.1 !!!

ภาพยนตร์ที่เรานำมาใช้ในการรับชมนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นแผ่น Blu-ray เกือบทั้งหมด เนื่องจากเป็นที่สุดของสื่อบันเทิง ณ เวลานี้แล้ว นอกจากนี้ระบบเสียงที่ได้ยังเป็นระบบเสียง HD แท้ ๆจากสตูดิโอดังอย่าง DTS และ Dolby Digital ซึ่งทั่วทั้งโลกยอมรับ
วินาทีแรกที่ได้เปิดทดสอบ บอกได้คำเดียวเลยครับว่าประหลาดใจ ว่าทำไมสุ้มเสียงที่ได้มันตีกันมั่วขนาดนี้ !! “ก็แหงล่ะยังไม่ได้เซ็ตอัพเลยนี่หว่า” หลาย ๆท่านคงคิดแบบนี้อยู่ในใจใช่ไหมครับ แน่นอนครับว่าหัวใจสำคัญของเครื่องเสียงทุกชนิดก็คือการเซ็ตอัพระดับเสียง, ระยะห่าง, ขนาด, ฯลฯ ของซิสเต็มของเราให้เข้าที่กับสภาพห้องเสียก่อน ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ก็มักจะเป็น Set up mic ที่แถมมากับแอมป์ของท่าน ซึ่งก็มีความแม่นยำแตกต่างกันออกไป ก็ไม่ขอพูดถึงในรีวิวนี้ละกันนะครับ เพราะคาดว่าน่าจะใช้เป็นกันทุกคน

หลังจากเซ็ตอัพเสร็จสิ้นก็ลองกันกับภาพยนตร์เรื่องแรก Fast Five ในฉากสุดท้าย “ขับรถ ปล้นเซฟ พระเอกหล่อ” ที่เป็นอีกหนึ่งฉากไฮไลท์ของเรื่อง เสียงโอบล้อมที่ได้รับจาก TSi ซีรี่ส์อยู่ในเกณฑ์กลาง ๆไม่หวือหวา การโยนเสียงซ้ายขวาในช่วงที่รถหักเลี้ยว ก็ทำได้ตามมาตรฐานชุดโฮมเธียร์เตอร์ครับ โดยข้อได้เปรียบของซีรี่ส์นี้อยู่ที่ ชุดลำโพงเซ็นเตอร์และเซอร์ราวนด์ที่มีขนาดใหญ่พอสมควร ช่วยสร้างบรรยากาศและเก็บรายละเอียดโดยรอบให้กับห้องรับชมได้เป็นอย่างดี

เปลี่ยนเรื่องกันสักหน่อยเป็น The Bourne Ultimatum มหากาพย์ภาพยนตร์สายลับแนวบู๊สุดมันส์ ฉากต่อสู้ยิงกันกระหน่ำหูดับตับไหม้ ชุดลำโพงทั้ง 5 ตัว หลังจากได้ทำการเซ็ตอัพแล้ว ความสามารถในการแพนสัญญาณจากซ้ายไปขวาได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเด่นชัด ไม่ได้แข่งกันดังรบกวนกันแต่อย่างใด แม้กระทั่งความต่อเนื่องของเสียงสิ่งแวดล้อมภายในฉากที่มีการแพนกล้องตามตัวละคร ลำโพง TSi ซีรี่ส์ก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ให้น้ำเสียงที่กระชับจับใจความง่าย ในส่วนของน้ำหนักของระเบิดอาจจะเบาไปเสียหน่อย เปรียบเทียบได้กับคำว่า ตูม! กับ ตรู้วมมมม!!! ซึ่ง TSi จะออกมาในแนวคำแรกมากกว่า

เปลี่ยนอารมณ์อันดุดันมานั่งฟังคอนเสิร์ตของ Adele : Live at the Royal Albert Hall นักร้องสาวเสียงมหัศจรรย์ที่ถูกบันทึกภายในฮอลล์ที่ได้ชื่อว่ามีสภาพอะคูสติกดีเยี่ยมแห่งหนึ่งของโลก แน่นอนว่าการจะหยิบยกแผ่นนี้มาเป็นแผ่นทดสอบก็คงจะเหมาะสมไม่น้อย
เสียงร้องที่ถูกถ่ายทอดออกมามีความบางอยู่พอสมควร ไม่ทุ้มมาก แหลมปลายสดใสไม่ขุ่น เสียงเมโลดี้จากเครื่องดนตรี ดูพริ้วไหว สละสลวย รวบรัด พอดีคำ อาการครางค้างของปลายเสียงมีให้พบเห็นเพียงเล็กน้อย น้ำหนักของเสียงต่ำในบางจังหวะที่ถูกขับออกมาจาก TSi 400 อาจจะดูเบาไปสักนิด หากเทียบกับรุ่นพี่อย่าง RTi A7 ซึ่งตัวนั้นจะได้ความนุ่มอิ่มของเนื้อเสียงมากกว่า(แหงล่ะแพงกว่าตั้งเท่าไร)

เร่งจังหวะขึ้นมาหน่อยกับคอนเสิร์ตลืมแก่ของวง Scorpions ที่มีชื่อว่า Scorpions Get Your Sting & Blackout Live in 3D ให้จังหวะร็อคแอนด์โรลมันส์ ๆ กระแทกกระทั้นกันให้หายง่วงสักนิดนึง นอกจากนี้มันจะเป็นตัวชี้วัดอย่างดีว่าความหนักแน่นของเบสที่กระแทกลงไปนั้น มีตัวตนสัมผัสได้ขนาดไหนเป็นอย่างไร
แล้วผลที่เราได้รับนั้นก็ไปในทิศทางเดียวกันกับคอนเสิร์ตที่แล้วครับ ทุกครั้งที่มือกลองย่ำกระเดื่อง(กลองใบใหญ่) ลงไปนั้น ผมรู้สึกได้ถึงความสนั่นแต่ขาดน้ำหนักไปเล็กน้อย เนื่องจากย่านเสียงกลางที่ขาดหายไปนั่นเอง นอกจากนั้นแล้ว TSi ซีรี่ส์สามารถให้ท่านได้อย่างไม่ขัดเขิน กับชุดลำโพงราคาเฉียดครึ่งแสน
เปลี่ยนสภาพแวดล้อม จากห้องฟังเพลงสภาพแวดล้อมนิ่งสงัด มาเป็นห้องนั่งเล่นที่ควบคุมอะไรไม่ได้เลยบ้าง
อย่างที่บอกไปในหน้าแรกนะครับ ว่าเราจะทำการย้ายอุปกรณ์ทั้งหมดมาทดสอบในห้องที่ไม่สามารถควบคุมอะคูสติกกันบ้าง เพื่อผลลัพธ์ที่ครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้งาน โดยการขนย้ายครั้งนี้ก็เรียกว่าเหนื่อยหนักกันพอสมควร ด้วยสภาพอากาศช่วงบ่ายที่ร้อนดั่งนรก เหมือนตอนก่อนฝนจะตก ทำให้ทีมงานเหงื่อแตกมันกันซะยกใหญ่ แต่เพื่อท่านผู้อ่านเราสู้ตายครับ เท่าไรเท่ากัน

หลังจากนั่งพักเหนื่อยกันไปสักพัก การทดสอบในห้องที่มีสภาพ “มั่ว” ที่สุดแห่งหนึ่ง ก็ได้เริ่มขึ้น.. โดยยังคงเดินตามรอยจากห้องที่แล้ว คือการฟังไล่จากภาพยนตร์แอ็คชั่นไปจนคอนเสิร์ตประจบกับการฟังเพลง 2 แชนแนลทั่วไป จากรูปด้านบนนะครับ จะเห็นว่าลำโพงเราวางใกล้กับผนังปูนด้านหลัง ทำให้ปริมาณเสียงเบสวิ่งเข้าหาเราได้มากขึ้นนิดนึงแม้ว่าท่อเบสที่ยิงลงพื้นจะไม่ค่อยส่งผลกับผนังมากเท่าไรนัก แต่ก็ช่วยให้เสียงนิ่มขึ้นอีกนิดนึง มวลเสียงโดยรวมยังคงถูกจัดให้วิ่งเรี่ยพื้นหนักกลาง เนื่องจากขนาดของเซ็นเตอร์ที่ค่อนข้างใหญ่ ช่วยให้ผู้ชมโฟกัสจุดสนใจได้ง่ายขึ้น เรียกได้ว่าชุด TSi นี้เซ็นเตอร์เด่นเซอร์ราวนด์ดังดีจริงๆ
ในหน้าที่แล้วเราก็พอจะเห็นตัวตนคร่าว ๆ ของ Polk Audio TSi ซีรี่ส์ ไปแล้วนะครับ ด้วยความที่เป็นลำโพงระดับมือใหม่-กลาง ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นลำโพงที่เด่นในย่านแหลมและกลาง ไม่หนักหน่วงในย่านเบสอย่าง RTi ซีรี่ส์ เสียงที่ได้จึงอาจจะไม่อึกทึกดดุดันมากมายขนาดนั้น แต่จะเป็นไปในทางสดใส สว่างจ้า จนเกือบจะบางไปเสียหน่อยสำหรับคนหูหนักแบบผม
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะธรรมดานะครับ เวลาที่เรารับชมภาพยนตร์ ด้วยขนาดที่ได้เปรียบของเซ็นเตอร์และลำโพงวางหิ้งที่เป็นเซอร์ราวนด์ บรรยากาศที่โอบล้อมบริเวณห้องรับชมจึงมีมวลจับต้องได้สูง ช่วยให้เราโฟกัสความสนใจได้อย่างง่ายดายถือเป็นข้อดีของชุดลำโพงในซีรี่ส์นี้เลยล่ะครับ

ดูมาจะร้อยรอบจนจะออกแฟนพันธุ์แท้ได้อยู่แล้วฉากนี้ (ฮา)
นอกจากนี้ด้วยความราบเรียบของมัน จึงเป็นข้อได้เปรียบเรื่องสถานที่พอสมควรครับ ดังเช่นสภาพห้องในรูปด้านบนที่มีผนังปูนอยู่ด้านหลัง หากเป็นลำโพงชุดอื่นที่ออกแบบมาเน้นย่านเสียงต่ำ การันตีได้เลยว่ามันต้องมีอาการเบสครางสะท้านโสตประสาทของท่านอย่างแน่นอน ซึ่งในกรณีนั้นคงจะต้องมาหาวิธีแก้กันไป แต่สำหรับ TSi ซีรี่ส์ การวางชิดผนังปูนตามรูปด้านบน จะเป็นการช่วยขุดเสียงเบสให้ผุดขึ้นมามากขึ้นครับ ทำให้เราได้เนื้อเสียงเพิ่มขึ้นมาในระดับที่กำลังดี สร้างความอึกทึกได้อีกนิดนึง

แล้วฟังเพลงล่ะเสียงเป็นไง ?
ในส่วนของการฟังเพลงแบบ 2 แชนแนล เริ่มจากทดสอบแบบดิบๆ กันก่อน ด้วยการกดโหมดที่ AVR เป็น Pure Direct(อ้างอิงจาก Onkyo TX-NR1008) เพื่อหาตำแหน่งอ้างอิงในการกำหนดปรับจูนเสียงจากผลกระทบภายในห้องเบื้องต้นก่อน โดยจะเน้นที่ลำโพงฟลอร์สแตนดิ้งคู่หน้าเป็นหลัก แล้วค่อยตามด้วยแชนเนลอื่นๆ (สำหรับมัลติแชนเนล) หลังจากนั้นจึงค่อยใช้ Auto Calibration ตั้งค่าเบื้องต้น แล้วตรวจสอบผลพร้อมแก้ไขโดยละเอียดอีกทีเพื่อให้ลำโพงทั้งหมดทำงานเสริมประสานกันนั่นเอง

แทร็คเพลงที่เราใช้ในการทดสอบก็จะแบ่งออกเป็นหลากหลายแนวด้วยกัน เพื่อที่จะได้รู้ว่า TSi ของเรานั้นเหมาะกับแนวไหนมากที่สุด ซึ่งจากการฟังเพลงจำพวกแนว Audiophile ที่เน้นเสียงร้องใส ๆฟังเล่นสบาย ๆในวันหยุดสุดสัปดาห์ ลำโพงตัวนี้ตอบโจทย์ได้ดีครับ รายละเอียดเปิดเผยชัดเจนดีแต่ไม่จัดเกินไป ตามคุณลักษณะของทวิตเตอร์โดมผ้า กลางชัดแจ่ม อาจเน้นอยู่นิดๆ กับบางอัลบั้มอาจให้ความรู้สึกรุกเร้าเล็กๆ จากการทดสอบพบว่าการใส่หน้ากากผ้า ช่วยให้ดุลย์เสียงโดยรวมมีความผ่อนคลายไหลลื่นน่าฟังมาก

การถ่ายทอดเสียงพลังเสียงของนักร้องคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ส่วนเสียงต่ำนั้นมีพอให้พบเห็นจับต้องได้ แต่ทว่ายังลงไปได้ไม่ลึกสักเท่าไรนัก ซึ่งมิใช่เรื่องน่าแปลก เนื่องจากขนาดลำโพงก็มิได้ใหญ่โตอะไรนัก ผลของการดีไซน์ท่อเปิดแบบยิงพื้น ช่วยให้ย่านต่ำได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมน้อย ถึงแม้ทดลองวางลำโพงชิดผนังหรือมุมห้องมากก็ไม่เกิดอาการเบสบวมรุนแรง แต่ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าการเสริมฐานเบสเพื่อดึงให้ย่านเสียงต่ำไปจนถึงย่านกลางต่ำมีน้ำหนักขึ้นโดยอาศัยการปรับจูนตำตำแหน่งลำโพง อาจจะใช้เทคนิคเดิมๆ ที่ทำกับลำโพงคู่อื่นไม่ได้อย่างที่คิด แต่โดยรวมให้ผลลัพธ์คุณภาพเสียงโอเคครับ ออกจะเกินค่าตัวเสียด้วยซ้ำ

หากเปลี่ยนแนวเร่งจังหวะให้ดุดันขึ้นกับเพลงแนวร็อคแอนด์โรลหรือพวกเพลงนิวเอจที่มีจังหวะรุกเร้าสนุกสนาน เมื่อนำมาเปิดกับ TSi 400 ตัวนี้ อาจต้องฟังแบบ 2.1 (เลือก Litening Mode: Stereo แทน Pure Direct) กรณีรับฟังแหล่งโปรแกรมระบบเสียง 2 แชนเนล เพื่อให้ซับวูฟเฟอร์ช่วยถีบส่งสัญญาณเสียงต่ำให้มากระแทกทรวงหนักข้อขึ้นสักหน่อย ให้มันเข้าถึงอารมณ์อึกทึกของเพลง ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็แล้วแต่คนชอบด้วยนะครับ แต่ผมว่าทำแบบนี้แล้วผลลัพธ์ออกมาดีกว่านะ
Conclusion – สรุป
Polk Audio TSi Series ชุดนี้เป็นซิสเต็มที่คุ้มราคาชุดหนึ่งเลยทีเดียว ด้วยขนาดที่ใหญ่พอสมควรของเซ็นเตอร์ และเซอร์ราวด์ทำให้บรรยากาศขณะรับชมภาพยนตร์ดูสนุก ไม่ป้อแป้เหมือนลำโพงเล็ก จึงอินไปกับเนื้อเรื่องได้ไม่ยาก การตอบสนองในฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อม ก็ทำได้สมน้ำสมเนื้อ แม้ว่าการสร้างอิมเมจแรงกระแทกของฉากระเบิดลั่น ๆอาจจะดูไม่อลังการดังเช่นรุ่นพี่ RTi A Series รวมถึงปริมาณย่านต่ำ และการให้น้ำหนักเน้นย้ำในน้ำเสียง ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะราคาค่าตัวของ RTi สูงกว่า (และขนาดก็ใหญ่กว่า) แต่ก็ทดแทนได้ด้วยการใช้งานร่วมกับซับวูฟเฟอร์
หากนำมาฟังเพลง 2 แชนแนลธรรมดา TSi 400 ที่ส่งมาให้ทดสอบนั้นมีความเด่นในย่านแหลมและกลางพอสมควรจนเกินคุ้มก็ว่าได้ ปลายแหลมเปิดสว่างทอดตัวยาว กลางชัดแจ่มไม่ขุ่นมัว แม้ประสิทธิภาพในการตอบสนองย่านเสียงต่ำจะไม่หนักหน่วงอิ่่มลึกมากมายดังเช่นลำโพงตัวใหญ่ ๆ สามารถทำได้ แต่ก็สัมผัสได้ถึงแรงกระทบที่มีน้ำหนักอยู่ไม่ได้หลบหายไปในกลีบเมฆซะทีเดียว หากใครต้องการความอึกทึกที่รุนแรงกว่านั้นก็เปิดซับช่วยเสียหน่อย หรือไม่ก็อาจจะขยับตำแหน่งให้เข้าชิดผนังมากขึ้น จะช่วยขุดความลึกและดุดันให้เผยออกมาได้สัมผัสกันไม่น้อย
การเก็บงานในส่วนของดีไซน์ตัวลำโพงมีความประณีตเหมาะสม ดูแล้วไม่ใช่ลำโพงก็อปกิ๊กก๊อกป๋องแป๋งแน่นอน เสริมสง่าราศีให้กับห้องรับชมได้ไม่ธรรมดา แม้จะไม่ใช่ไม้แท้ ๆทั้งตัว เป็นเพียงแผ่น MDF แต่ก็เก็บงานได้เรียบเนียนมาก แปะส่วนหัวด้วยวัสดุสังเคราะห์สีดำมันวาว (คล้าย Piano black) สร้างความโดดเด่นไม่เหมือนใคร ดูเหมือนลำโพงรุ่นนี้จะออกแบบมาให้ใส่หน้ากากตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความลงตัวทางรูปลักษณ์ (ดูลงตัวไม่ขัดตา) หรือแม้แต่ดุลย์เสียงที่ฟังสบายไหลลื่นขึ้น
จากข้อวิจารณ์ดังกล่าวสามารถสรุปออกมาเป็นข้อดี-ข้อเสียได้ดังนี้ครับ
ข้อดี
– งานประกอบดีมีความประณีตสวยงามสมราคา
– สองเทคโนโลยีเด็ด Klippel Optimization และ Dynamic Balancing ช่วยเสริมคุณภาพของลำโพง
– น้ำเสียงย่านกลางไปจนถึงแหลมชัดเจนเปิดสว่าง แต่หากใส่หน้ากากจะให้ความโดดเด่นด้านดุลย์เสียงที่ฟังได้ไหลลื่นขึ้น
– ลำโพงเซ็นเตอร์และเซอร์ราวด์ขนาดใหญ่สะใจ สร้างบรรยากาศโอบล้อมห้องรับชมได้อย่างง่ายดาย ไม่ป้อแป้
ข้อเสีย
– พลังเสียงย่านเบส(เสียงต่ำ) น่าจะให้ปริมาณ และลงได้ลึกอีกสักนิดเพื่อความอุ่นหนาอิ่มเอิบของเนื้อเสียง
– หน้ากากแบบสลัก ติดแน่น ขณะแกะออกควรจะต้องเบามือลงสักหน่อย (แต่แนะนำให้ใส่หน้ากากคาไว้ หากต้องการดุลย์เสียงที่ฟังสบาย ให้ความไหลลื่นของเสียงร้อง)
– ฐานลำโพงฟลอร์สแตนดิ้งแบบกึ่งทิปโท ทำให้ไม่สามารถปรับระดับสูงต่ำของลำโพงได้
ราคากลาง Polk Audio TSi Series
Floorstanding : Polk Audio TSi400 (ราคากลาง 18,900 บาท ต่อคู่)
Bookshelf : Polk Audio TSi200 (ราคากลาง 9,900 บาท ต่อคู่)
Center : Polk Audio CS20 (ราคากลาง 9,900 บาท)
Subwoofer : Polk Audio PSW110 (ราคากลาง 7,900 บาท)