Skip to content
|

AVENTAGE The Season of Advent !!! Yamaha RX-A1010

by EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 08 Jan 2022 0 comments

The Season of Advent !!!

หากย้อนอดีตที่ผ่านมา Yamaha ไม่เคยตั้งชื่อซีรี่ส์ให้กับ AVR ของตนมาก่อนเลย นี่จึงเป็นครั้งแรก และแน่นอนว่าการเปิดตัวซีรี่ส์ใหม่ภายใต้ชื่อ “AVENTAGE” ครั้งนี้ย่อมไม่ธรรมดา กล่าวได้ว่า เป็นการปฏิวัติแนวคิดในการปรับปรุงรูปแบบของ AVR ระดับกลาง ไปจนถึงสูง เลยทีเดียว !?

AVENTAGE มาจากการผสมรวมคำ 3 คำ คือ Audio/Video + ENTertainment + New AGE หากจะอธิบายความหมาย ก็น่าจะเป็น “ระบบความบันเทิงด้านภาพและเสียงยุคใหม่” อันคำว่า “ยุคใหม่” แฝงนัยของการเปลียนแปลงอยู่ แต่จะเปลี่ยนแค่ไหน อย่างไร จะเรียกว่า “ปฏิวัติ” ได้หรือไม่ คงต้องมาพิสูจน์กัน

Design – การออกแบบ

ถึงแม้แนวคิดทางการตลาดของ AVENTAGE จะออกมาค่อนข้างชัดเจนในแง่ของการปฏิวัติปรับเปลี่ยนแนวคิดการออกแบบ AVR แต่ลักษณะภายนอกโดยทั่วไป ก็ยังคงสไตล์ Yamaha AVR (รุ่นใหญ่) ดังที่ผ่าน ๆ ตามา กล่าวคือ ไม่มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้แหวกแนวออกไปจากเดิมนัก (เห็นหน้าตาแบบนี้ก็รู้ว่าเป็น AVR Yamaha) สำหรับ RX-A1010 ที่ส่งมาทดสอบคราวนี้มาด้วยตัวถังสีดำ แต่น่าจะสามารถหา สี Titan(ium) ! อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Yamaha AVR ได้เช่นเดียวกัน (หากนึกสี Titan ไม่ออก ก็ดังเช่นที่ผ่านตาในรุ่นเล็กอย่าง RX-V471 ที่ส่งมาทดสอบก่อนหน้านี้)

เปรียบเทียบกับซีรี่ส์ก่อน (RX-V1067) ดูเผิน ๆ ก็คล้ายกัน จะต่างบ้าง ก็ในจุดเล็ก ๆ แน่นอนว่าจุดต่างที่สามารถใช้แยกแยะรุ่นเก่ากับใหม่ได้ชัดเจนที่สุด คือ ตัวอักษร “AVENTAGE” เล็ก ๆ ที่กำกับไว้ที่มุมขวาบน ว่าแต่ อะไรคือ “ความแตกต่าง” (ที่แท้จริง) ของ Yamaha AVENTAGE AVR ?

ภาพรวมของแนวคิดในการปรับปรุงระบบฮาร์ดแวร์ จากคอนเซ็ปต์ AVENTAGE

นอกจากรหัสรุ่นที่เปลี่ยนตัวอักษรนำหน้าตัวเลขจาก V เป็น “A” แล้ว (เช่น RX-V1067 กลายเป็น RX-A1010) ก็คงมีเพียงแผงหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เรียกว่าถ้าไม่ตั้งข้าง ๆ กัน คงแยกไม่ออก อาจนึกว่าเป็นรุ่นเดิมด้วยซ้ำ กระนั้นหากจะว่ากันตามตรง ความพิเศษของ AVENTAGE ส่วนใหญ่่มิได้โชว์หลาให้เห็นจากรูปลักษณ์ภายนอก หากแต่แฝงอยู่ภายในต่างหาก… แบบนี้จะเรียกพิมพ์นิยม รุ่นปิดทองหลังพระหรือเปล่า? ว่าแล้วคงต้องเจาะกันทีละจุด (ที่สำคัญ พอหอมปาก หอมคอ)

ขอเริ่มจาก “ช่วงล่าง” ก่อนแล้วกัน… เมื่อส่องข้างใต้ดู จะพบบางสิ่งให้แปลกใจเล่น เพราะเป็นอะไรที่ไม่คุ้นเคยกับสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ตรง “หว่างขา” แหม… เห็นแล้วให้รู้สึก “คันหู” อยากลองฟังเสียงขึ้นมาทันที…(ฮา) ขาที่ 5 แสดงตัวแบบแอบ ๆ นี้ (บาทาไร้เงา ?) แท้จริงแล้ว คือส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่ Yamaha ใช้ลดทอนแรงสั่นสะเทือน และเพิ่มความมั่นคงให้กับ AVR ในตระกูล AVENTAGE เรียกว่า A.R.T. (Anti-Resonance Technology)

หลักการทำงานของขาที่ 5 ในการสลายแรงสั่นสะเทือน ทาง Yamaha มิได้แจงว่ามันทำงานอย่างไร กระนั้นหากสังเกตลักษณะขานี้ ที่เป็นกึ่งทรงกรวยคล้ายทิปโท ทว่าตัดยอดแหลมออกไป มีวัสดุสังเคราะห์แผ่นบางรองรับด้านล่าง เมื่อทำการลากเส้นแทยงจากขารองรับตัวถังหลักทั้ง 4 มุม จะพบว่า ขาที่ 5 นี้ อยู่ที่ตำแหน่งจุดตัดพอดี นัยว่าช่วยบาลานซ์การรับน้ำหนักของขาหลัก และเสริมความแข็งแรงในส่วนพื้นที่ที่อาจเป็นจุดอ่อนเดิม แน่นอนว่าแนวทางนี้ต้องขึ้นอยู่กับการจัดวางตำแหน่งบาลานซ์น้ำหนักของอุปกรณ์ภายในตัวถังให้สัมพันธ์กันด้วย (จะกล่าวถึงต่อไป) นอกจากนี้ทาง Yamaha ยังได้ทำการเสริมโครงเพลทล่างของตัวถังเพื่อเพิ่มความแข็งแรง ดังที่เรียกว่า Double Bottom Construction อีกด้วย เรียกว่าเน้น “ฐานราก” กันเป็นพิเศษเลยนะเนี่ย…

ทีนี้เมื่อเปิดดูโครงสร้างภายในตัวถัง จะพบตำแหน่งของ EI Transformer อยู่บริเวณกึ่งกลาง แตกต่างจากผู้ผลิตอื่นรวมถึง AVR รุ่นก่อน และรุ่นเล็กของ Yamaha เอง ซึ่งมักจะวาง Transformer ไว้ด้านข้าง (ส่วนใหญ่จะอยู่ฝั่งซ้าย) นอกจากนี้ในส่วนของวงจรภาคขยาย ยังได้ทำการแยกฝั่งซ้ายและขวาออกไปอย่างชัดเจน แต่ในส่วนของโครงสร้างภายใน ยังไม่ถึงกับมีการกั้นตัวถังเพื่อกั้นแยกส่วนสำคัญออกจากกัน แต่ก็แยกภาคจ่ายไฟสำหรับภาคดิจิทัล และอะนาล็อกให้ห่างจากกัน

แนวทางการจัดวางภาคขยาย และภาคจ่ายไฟ ตามลักษณะของ AVENTAGE นี้ นอกจากจะเป็นการบาลานซ์ตำแหน่ง (อันส่งผลไปถึงการกระจายน้ำหนัก – จุดศูนย์ถ่วง) แล้ว ผลพลอยได้อีกประการ คือ ช่วยลดการรบกวนข้ามแชนเนลภายในวงจรภาคขยาย หรือที่เรียกว่า Channel Separation (ระหว่างแชนเนลซ้ายและขวา) อันจะช่วยปรับปรุง S/N Ratio ของระบบให้สูงขึ้น (จากสัญญาณรบกวนข้ามแชนเนลที่ลดน้อยลง) แม้ผลลัพธ์อาจจะไม่ชัดเจนเท่ากับรูปแบบ Monoblock Design ของแอมปลิฟายเออร์ไฮเอ็นด์ (2 แชนเนล) แต่ก็นับว่าเป็นไปในแนวทางเดียวกัน…

แน่นอนว่าชิพสำคัญ ๆ หลายตัวเป็นแบบ Custom-made โดย Yamaha และยังมีการ tweak จุดเล็ก ๆ เพื่อปรับปรุงศักยภาพของระบบ สายสีฟ้าที่เกี่ยวสายไฟ-สายสัญญาณอยู่ คือ Zip Tie โดยปลายด้านหนึ่งจะเชื่อมต่กับจุดกราวด์บน PCB เอาไว้ลดทอนการรบกวนทางคลื่นวิทยุ และสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

Connectivity – ช่องต่อ

“บานพับ” ที่ดูจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของรุ่นใหญ่ไปแล้ว ภายใต้บานพับนี้จะเป็นจุดรวมปุ่มควบคุมปลีกย่อย
และอินพุตต่างๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเสียบต่อ (ไม่ต้องอ้อมไปเสียบด้านหลัง)

อินพุตในส่วนนี้ คือ VIDEO AUX รองรับรูปแบบค่อนข้างจะครบครัน ทั้งอะนาล็อกและดิจิทัล เอาไว้เสียบต่อพวก “อุปกรณ์ชั่วคราว” ที่มีในปัจจุบันได้แทบจะครบทุกมาตรฐาน สะดวกดี แม้แต่มาตรฐานที่กำลังจะถูกลืมอย่าง S-Video ก็มี แน่นอนส่วนที่สุดของมาตรฐาน AV Input วันนี้ อย่าง HDMI จะขาดไปได้อย่างไร…

นอกนั้นก็เป็นจุดเชื่อมต่ออย่างหูฟัง และ YPAO MIC In รวมไปถึงอีกหนึ่งมาตรฐาน (ที่เกี่ยวเนื่อง) สำหรับ Network AVR อย่าง USB Input ที่นอกจากเอาไว้รับฟังคอนเทนต์ร่วมกับ USB Storage Devices แล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อ (แบบ Digital Direct) และชาร์จไฟให้กับ iPod/iPhone ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดีจุดเชื่อมต่อที่รุ่นนี้ (รวมไปถึงรุ่นใหญ่อื่น ๆ) ไม่มี แต่รุ่นเล็ก (471) มี คือ Portable (Analog 3.5 mm) Input แล้วมันจำเป็นหรือไม่ ? ทั้งนี้ เมื่อ AVR รองรับฟังก์ชั่นการเชื่อมต่ออุปกรณ์มัลติมีเดียพกพาอย่าง iPod/iPhone ในรูปแบบ Digital Direct (via USB) แล้ว และผลลัพธ์ที่ได้ ก็ดีกว่าทั้งในแง่คุณภาพเสียง จากลักษณะการส่งสัญญาณแบบดิจิทัล (จึงได้อานิสงส์จากภาค DAC ภายใน AVR) ไปจนถึงความยืดหยุ่นในการใช้งาน (สามารถชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์นั้นไปพร้อมกัน) ดังนั้นมาตรฐานช่องต่อแบบเก่าอย่าง Portable (Analog 3.5mm) Input จึงถูกลดความสำคัญลงไปมาก แต่ในบางกรณีก็อาจจะมีประโยชน์อยู่บ้าง หากว่าอุปกรณ์มัลติมีเดียพกพาที่ท่านใช้นั้น ไม่รองรับการเชื่อมต่อผ่านทาง USB แต่ก็มักจะเป็นรุ่นเก่า ๆ ที่ไม่ค่อยจะมีคนใช้งานกันแล้ว

จุดเชื่อมต่อด้านหลัง อิงพื้นฐานเช่นเดียวกับ AVR รุ่นใหญ่

นอกจากการรองรับ Audio Video Input/Output หลากหลายชนิดพอ ๆ กับปริมาณที่เหลือเฟือแล้ว (HDMI Input มากถึง 7+1 ชุด) ก็ยังมีช่องต่อพิเศษ ที่ปัจจุบันแทบจะไม่ได้ใช้ (หรือใช้งานกันเพียงบางส่วน) เรียกว่ามีไว้ก็ไม่เสียหลาย อย่างเช่น 7.2 Ch Pre-out (2 SW supported) และ 7.1 Multi Ch Input

จุดถัดมาที่ไม่กล่าวถึงมิได้ เพราะเป็นจุดเด่นของ AVENTAGE เช่นกัน คือ ลักษณะของขั้วต่อสายลำโพง ซึ่ง “ดูดี” กว่า AVR ระดับเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าในแง่ความมั่นคงเสียบต่อจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่เรื่องรูปลักษณ์ ต้องเรียกว่า “เป็นต่อ” !

จุดเชื่อมต่อสายไฟ AC ตามมาตรฐาน IEC ดูแล้วค่อนข้างอยู่ชิดกับขั้วต่อสายลำโพงอยู่บ้าง เวลาเสียบกับปลั๊กไฟหัวโต Audio Grade อาจจะมีการเบียดอยู่บ้าง แต่ก็ใช้งานได้ ไม่มีปัญหาอะไร (อ้างอิงด้วย IeGO Ti2000 8055/8075Furutech FI-25 และ Wattgate 350i)

มุมซ้ายมือบน คือ Dock port ช่องต่อพิเศษของ Yamaha สำหรับเชื่อมต่ออัพเกรดอุปกรณ์เสริม เท่าที่มีตอนนี้ เช่น AirWired Dock ฯลฯ ถัดมาก็เป็น LAN port มาตรฐานจุดเชื่อมต่อหลักสำหรับ Network AVR ที่ใช้ในการแชร์มีเดีย และเข้าถึงออนไลน์คอนเทนต์ (Internet Radio)

อุปกรณ์อื่น ๆ ที่ให้มา คือ Easy Setup (Quick Start) Guide, User Manual รูปแบบ PDF บรรจุในแผ่น CD ไว้เปิดอ่านจากคอมพิวเตอร์, YPAO Setup Mic และรีโมตคอนโทรล

รีโมตคอนโทรลก็คุ้นเคยกันดี ดังเช่นที่ผ่านตากับรุ่นเล็ก (471) จะต่างก็นิดหน่อยเรื่องสีที่เป็นแบบทูโทนจึงดูมีราศีขึ้นอีกนิดนึง แต่รุ่นพี่ตระกูล AVENTAGE ทั้ง RX-A3010 และ 2010 ให้รีโมตดีไซน์ใหม่ (เริ่มใช้มาตั้งแต่รุ่นก่อน คือ RX-V3067 และ 2067) ที่ดูดีมีชาติตระกูลกว่ารุ่นน้องขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งเลยทีเดียว

จุดหนึ่งที่ผมรู้สึกชอบรีโมตของ Yamaha AVR ก็ตรงปุ่ม SOURCE / RECEIVER Mode Selector ที่แยกออกมาชัดเจน ปกติการกำหนดหน้าที่ของรีโมตว่า จะใช้ควบคุม AVR หรือจะควบคุมแหล่งโปรแกรมอื่น (อันเป็นผลจากฟังก์ชั่น Pre-programing & Learning Remote Control) ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับ AVR ในปัจจุบัน * แต่ผู้ผลิตเจ้าอื่นมักจะกำหนดให้ปุ่มที่ใช้งานกันบ่อย ๆ อย่าง (Source) Input Selector ให้ทำหน้าที่การกำหนดฟังก์ชั่นโหมด ของรีโมตคอนโทรล (เปลี่ยนฟังก์ชั่นจาก RECEIVER Mode – ควบคุม AVR ไปเป็น SOURCE Mode – ควบคุมอุปกรณ์อื่น) ไปในคราวเดียวกัน ดูเผิน ๆ ก็น่าจะสะดวกดี แต่กลับกลายเป็นว่า เวลาจะกลับไปใช้งานรีโมตเพื่อควบคุม AVR (RECEIVER Mode) ก็ต้องมากดที่ปุ่ม AMP (หรือปุ่ม RECEIVER แล้วแต่ยี่ห้อ) เสียทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนอินพุต

แต่รีโมตของ Yamaha AVR สามารถกำหนดฟังก์ชั่นโหมด ว่า จะใช้ฟังก์ชั่น RECEIVER Mode (อันเป็นหน้าที่หลัก ของรีโมตอันนี้) แบบถาวรเลยก็ได้ โดยกำหนดที่ปุ่ม RECEIVER Mode Selector (หากกดปุ่มใด ๆ ที่รีโมตแล้วมีไฟ “สีเขียว” ติดสว่างที่ปุ่มนี้ แสดงว่าอยู่ในโหมด SOURCE แต่ถ้าเป็น “สีส้ม” คือ โหมด RECEIVER)

หมายเหตุ: Remote Control ของ AVR ก็มีไว้เพื่อควบคุมสั่งการ AVR กระนั้น แนวคิดเรื่องของ Function Mode (SOURCE / RECEIVER) Selector เป็นผลสืบเนื่องจากความพยายามเพิ่มคุณค่าให้กับ Remote Control ของ AVR ในการรวมหน้าที่ควบคุมสั่งการอุปกรณ์ต่อพว่งอื่น ๆ (แหล่งโปรแกรม) เข้าไปด้วย อธิบายง่าย ๆ คือ เป็นความพยายามทำให้รีโมตคอนโทรลอันเดียว ควบคุมอุปกรณ์ได้ทุกอย่าง ซึ่งการจะทำเช่นนี้ได้ รีโมตคอนโทรลของ AVR รุ่นนั้น จะต้องรองรับฟังก์ชั่น Pre-programing & Learning เพื่อให้สามารถ “จำลอง” หน้าที่ในการควบคุมรีโมตของอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ ซึ่งในปัจจุบัน รีโมตคอนโทรลของ AVR ทำแบบนี้ได้เกือบหมด…

Setup – การติดตั้ง

จุดเด่นที่พบกับ AVENTAGE คือ การกำหนด Power Amp Assign ได้จาก Setup Menu เดิมที Yamaha AVR รุ่นเก่า ๆ จะแปลกกว่าผู้ผลิตอื่น ตรงหัวข้อการกำหนดฟังก์ชั่น Bi-amp มิได้ถูกรวมอยู่กับ Setup Menu ปกติ ทว่าต้องกระทำผ่าน Advanced Setup ซึ่งมีขั้นตอนการเข้าถึงที่ซับซ้อนอยู่เล็กน้อย (ต้องทำการปิดเครื่อง แล้วเปิดใหม่พร้อมกรรมวิธีพิเศษ) Power Amp Assign นี้ จะเป็นตัวเลือกที่ใช้บริหารหน้าที่ของภาคขยายมัลติแชนเนลที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามความเหมาะสมที่ผู้ใช้ต้องการ ตัวเลือกตรงนี้ยังใช้อ้างอิงแบบแผนการใช้งานระบบลำโพงโฮมเธียเตอร์ในเบื้องต้นได้อีกด้วย (เช่น ใช้จะใช้งานลำโพงในโซนหลักกี่แชนเนล จะมีการขยับขยายแยกไปยังต่างห้องหรือไม่ หรือแม้แต่การนำภาคขยายที่ไม่ได้ใช้มา “ไบแอมป์” เพิ่มศักยภาพในการขับลำโพงคู่หน้า)

สำหรับฟีเจอร์ถัดมา อาจมิได้เป็นเรื่องใหม่ แต่มีความสำคัญ เรียกว่าอยู่คู่กับ AVR ในปัจจุบัน คือ ระบบ Auto Calibration ซึ่งทาง Yamaha เรียกว่า YPAO (Yamaha Parametric Acoustics Optimizer)โดยเป็นตัวช่วยในการติดตั้งระบบลำโพงกึ่งอัตโนมัติ เพียงแค่ผู้ใช้กำหนดตำแหน่งตั้งวางลำโพง เชื่อมต่อสายให้เรียบร้อย แล้วทำการเสียบต่อ Setup Mic ที่ให้มา เพื่อดำเนินการให้ระบบ YPAO ตรวจวัดเสียง เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงตั้งค่าลำโพงพื้นฐาน และวิเคราะห์พร้อม ๆ กับการแก้ไขผลกระทบจากสภาพแวดล้อม (ที่ไม่เหมาะสม) โดยอัตโนมัติ

การตรวจสอบเฟส เป็นผลเกี่ยวเนื่องจากระบบ YPAO ซึ่งใช้ตรวจสอบทั้งความผิดปกติจากการเชื่อมต่อสายลำโพงหลัก (Polarity หรือการเชื่อมต่อตามตำแหน่งขั้วบวก-แดง, ลบ-ดำ) ไปจนถึงการตั้งค่าชดเชยเฟสการทำงานของซับวูฟเฟอร์ เพื่อให้ได้เสียงที่กลมกลืนกับลำโพงหลัก (ระบบสามารถชดเชยได้ 2 ค่า คือ Normal – 0° และ Reverse – 180°) นับเป็นฟีเจอร์พื้นฐานจากระบบตรวจสอบอัตโนมัติ อันจะช่วยลดทอนความผิดพลาดจากการติดตั้งของผูใช้ ประเด็นเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบกับศักยภาพการทำงานของระบบโดยรวม หากทุกอย่างลงตัวดี คำว่า คุณภาพเสียงดี ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ในการใช้งาน Room EQ ของระบบ YPAO นั้น สามารถเลือกรูปแบบการชดเชย Parametric EQ (PEQ)ได้ 4 ลักษณะ (ไม่นับ Through ที่หมายถึงไม่ใช้ PEQ) คือ

Parametric EQ Name Result
Manual เป็นการกำหนดรูปแบบ PEQ แบบแมนนวลโดยผู้ใช้เอง ซึ่งในซี่รี่ส์ AVENTAGE เพิ่มเติมพารามิเตอร์ในการปรับแต่งได้ละเอียดมากยิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา
YPAO:Flat ถือเป็นรูปแบบการปรับแก้ชดเชยการตอบสนองความถี่ของลำโพง (แบบ Auto) ในทางอุดมคติ โดยระบบจะเข้าไปจัดการย่านความถี่ให้มีความแฟล็ตตั้งแต่ประมาณ 60Hz ถึงราว 16k~20kHz แต่ในความเป็นจริงอาจต้องพิจารณาความเที่ยงตรงของระบบ และลักษณะสภาพแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบกับการประเมินผลลัพธ์
YPAO:Front เว้นการชดเชย PEQ เฉพาะกับลำโพงคู่หน้า แต่จะยังคงมีผลกับลำโพงแชนเนลอื่น ๆ ในระบบ เหมาะกับซิสเต็มที่ใช้งานลำโพงคู่หน้าที่มีความเที่ยงตรงสูง (และไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อม)
YPAO:Natural คล้ายกับ Flat แต่เป็นการปรับแก้ PEQ ที่ลดทอนการตอบสนองย่านความถี่สูงช่วงปลาย อาจจะเหมาะกับบางซิสเต็มที่ (รู้สึกว่า) เสียงจัด แต่โดยทั่วไปไม่เหมาะที่จะใช้

หมายเหตุ:
– การปรับแก้ชดเชย PEQ (Room EQ) จากระบบ YPAO จะส่งผลกับลำโพงแชนเนลหลักเท่านั้น ไม่นับรวมถึงลำโพงซับวูฟเฟอร์ (ในการแก้ไข Room Mode)
– ในโหมด Through มีความหมายคือ ไม่ใช้ PEQ ตัวเลือกนี้เหมาะกับกรณีที่ผู้ใช้ต้องการผลการตั้งค่าลำโพงพื้นฐาน (Speaker Settings, Crossover, Level, Distance, SW Phase) จากระบบอัตโนมัติ YPAO เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็วในการเซ็ตอัพลำโพง แต่ไม่ใช้ในส่วนของการชดเชย EQ

“Standby Through” อีกหนึ่งการพัฒนาที่เพิ่มความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อ
(ถือเป็นฟีเจอร์ใหม่สำหรับ AVR เกือบทุกค่ายในปีนี้)

ประโยชน์ของมันคืออะไร ? เดิมทีก่อนที่จะมี Standby Through เมื่อเชื่อมต่อสัญญาณภาพ/เสียงจากแหล่งโปรแกรมมาที่ AVR แล้ว เวลารับชม(ฟัง) จะต้องเปิดสวิทช์ (On) เพาเวอร์ของ AVR เสมอ หากอยู่ในสถานะปิด (Standby) ก็จะเป็นการบล็อกสัญญาณเอาไว้ ครั้นหากต้องการรับชมแบบลำลอง คือ ดูข่าวชมละครง่าย ๆ ฟังเสียงจากโทรทัศน์ก็ได้ มิได้ต้องการความอลังการจากชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์ กรณีนี้ต้องถอดสลับสายจากอินพุต AVR ไปยังทีวี เพราะ AVR ไม่สามารถทำหน้าที่เป็น “ทางผ่าน” ของสัญญาณภาพ/เสียง ในขณะปิดเครื่อง (Standby) ได้

แต่พอมี Standby Through แล้ว AVR จะเพิ่มความสามารถเป็น “ทางผ่าน” สัญญาณภาพ/เสียง ไปยังทีวีได้ ถึงแม้จะอยู่ในสถานะ Standby นอกจากสะดวกและยืดหยุ่นขึ้นแล้ว วิธีการนี้ยังช่วยลดอัตราการสูญเสียพลังงานลงได้ เพราะเมื่อไม่ได้ต้องการให้ AVR ทำงาน ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่อง อัตราการสูญเสียพลังงานย่อมลดลง

หมายเหตุ: 
– อย่างไรก็ดี การเปิดใช้ฟีเจอร์ Standby Through จะส่งผลให้อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าของ AVR เมื่ออยู่ในสถานะ Standby (ปิดเครื่อง) สูงขึ้นเป็น 2W (เทียบกับสถานะ Standby ปกติ เมื่อ Off ฟีเจอร์ HDMI Control, Standby Through และ Network Standby อยู่ที่ 0.3W) ถึงแม้ดูตัวเลขแล้วรู้สึกว่าน้อย แต่เพื่อมิให้สูญเสียพลังงานในส่วนนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์ เมื่อมิได้ใช้งาน AVR เป็นเวลานาน ควรทำการถอดปลั๊กออกจากเต้ารับ หรือ Off ฟีเจอร์ Standby Through (และ HDMI Control) ทั้งนี้สำหรับห้องโฮมเธียเตอร์ที่่เน้นเจาะจงชมภาพยนตร์ ซึ่งต้องอาศัยเสียงจากชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์เป็นหลัก จึงต้องเปิด AVR ทุกครั้ง ฟีเจอร์ Standby Through คงไม่ได้ช่วยอะไร
– ความพิเศษของฟีเจอร์ Standby Through ของ Yamaha คือ สามารถใช้รีโมตคอนโทรลเลือกเปลี่ยนอินพุตได้ แม้ AVR จะอยู่ในสถานะ Standby (Standby Through – On)

Features – ลูกเล่น

AVENTAGE ยังคงรูปแบบ การเป็น Network AVR ที่รองรับเน็ตเวิร์กฟีเจอร์ อย่างการแชร์คอนเทนต์ร่วมกับอุปกรณ์มัลติมีเดียอื่น ๆ ผ่านระบบเครือข่าย ไปจนถึงการเข้าถึงออนไลน์คอนเทนต์ และอัพเดทเฟิร์มแวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต ผลพลอยได้ประการถัดมา คือ การควบคุม AVR ผ่านอุปกรณ์ทางเลือก แน่นอนว่า AVENTAGE ได้ผ่านการอัพเกรดเพิ่มเติมจาก Network AVR รุ่นก่อน ทั้งฟีเจอร์ใหม่ ๆ และปรับปรุงศักยภาพจากฟีเจอร์เดิม ๆ ให้สูงขึ้นอีก

การแชร์คอนเทนต์ร่วมกับอุปกรณ์มัลติมีเดียที่เชื่อมต่อกับโฮมเน็ตเวิร์กเดียวกับ AVR ถือเป็นมาตรฐานที่หลายผู้ผลิตนำเสนอมานาน พร้อม ๆ กับการเปิดตัว Network AVR หลักการพื้นฐานในช่วงแรก จะเป็นแบบ DLNA Pull Method หรือให้ AVR ทำหน้าที่ “ดึง” ข้อมูล (เพลง) จากอุปกรณ์ในระบบเครือข่าย AVENTAGE เองก็ทำได้ ไม่ต่างจากรุ่นก่อน ๆ นี่จึงมิใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมาก คือ ปัจจุบัน Yamaha ได้บิลท์อินฟีเจอร์การแชร์ข้อมูล (เพลง) ผ่านระบบเครือข่ายแบบ DLNA Push Method โดยผนวกมาเป็นฟังก์ชั่นหนึ่งร่วมกับการควบคุมผ่าน AV Controller App หลักการคือการใช้อุปกรณ์มัลติมีเดียในมือผู้ใช้ทำหน้าที่ “ส่ง“ข้อมูล (เพลง) ไปยัง AVR โดยตรง ด้วยเหตุนี้ ผู้ใช้จึงสามารถแชร์คอนเทนต์ภายในอุปกรณ์ Samrt Phone และ/หรือ มัลติมีเดียพกพาอื่น ๆ ในมือ พร้อม ๆ กับการควบคุมสั่งการ AVR ได้พร้อมกัน

ทั้งนี้การพัฒนา AV Controller App ดังกล่าว ทาง Yamaha ให้ความสำคัญกับ Android Version เท่าเทียมกับ iOS Version เรียกว่าฟังก์ชั่นใช้งานต่าง ๆ รวมถึงหน้าตาอินเทอร์เฟสมาพิมพ์เดียวกันเลย ไม่มีให้ต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ (เดิมทีดูเหมือนจะเทไปที่ iDevices เสียหมด) สรุปสั้น ๆ ก็คือ ปัจจุบันเราสามารถใช้งาน “Android Devices” เพื่อแชร์เพลงไปยัง Yamaha Network AVR ได้ ในลักษณะเดียวกับ AirPlay (มาตรฐานที่ใช้กับอุปกรณ์ iDevices) ซึ่งในขณะทดสอบนี้ มี AVR เพียงไม่กี่ยี่ห้อที่ทำได้ !

หมายเหตุ:
– DLNA Push Method อีกลักษณหนึ่งที่มีมาก่อนหน้านี้ คือ ฟีเจอร์ Play to โดยเป็นการใช้งานร่วมกับ Windows 7 PC และ Windows Media Player 11 ซึ่งค่อนข้างจำกัดในประเด็นเรื่องการรองรับมาตรฐานสำหรับอุปกรณ์ Smart Phone และมัลติมีเดียทั่วไป
– Yamaha AV Controller App สำหรับ iOS และ Android เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีผ่าน iTunes Store และ Android Market

Web Control Interface ของ Yamaha AVR ที่หลายท่านอาจจะคุ้นเคยกันดี (เพราะมีมานานแล้ว) สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ในเครือข่ายทุกชนิดที่มี Web Browser ถึงแม้ฟังก์ชั่นจะไม่รวมไปถึงการตั้งค่าระบบต่าง ๆ ของ AVR แต่ถ้าเน้นการควบคุมสั่งการพื้นฐาน นับว่าเป้นทางเลือกที่ตอบสนองการใช้งานได้อย่างน่าสนใจ

การใช้งานฟีเจอร์ที่กล่าวไปข้างต้นนั้น จะต้องเชื่อมต่อ A1010 และอุปกรณ์ร่วมอื่น ๆ เข้ากับระบบโฮมเน็ตเวิร์ก วิธีการเซ็ตอัพมิได้แตกต่างจาก AVR อื่น ๆ ทั่วไป เผลอ ๆ อาจไม่ต้องตั้งค่าอะไรเลยด้วยซ้ำ (หากอุปกรร์ระบบเน็ตเวิร์กรองรับฟังก์ชั่น DHCP) แต่ปัญหาหนึ่งที่ผมไม่เจอกับ Network AVR ทั่วไป คือ ผมไม่สามารถใช้งาน Internet Radio กับ A1010 ได้ครับ !? จะว่าเป็นที่การตั้งค่าเน็ตเวิร์กผิดก็ไม่น่าใช่ เพราะลองแชร์เพลงร่วมกับ PC/Notebook/Android Phone และการ Yamaha AV Controller App ผ่านระบบเครือข่ายก็ปกติดี แต่คิดว่านี่คงมิใช่ความผิดปกติของ AVR น่าจะแก้ไขได้

หมายเหตุ: การตั้งค่าให้ AVR ให้รองรับการควบคุมสั่งการจากอุปกรณ์อื่นทาง Web Control และ AV Controller App (การสั่งการ รวมไปถึงสั่ง ปิด-เปิดเครื่อง ผ่านเน็ตเวิร์ก) จะต้องกำหนดพารามิเตอร์ Network Standby ให้เป็น On เสียก่อน อยู่ในหัวข้อย่อย Setup Menu –> Network ทั้งนี้เมื่อเปิดใช้ฟีเจอร์ Network Standby จะส่งผลให้อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าของ A1010 เมื่ออยู่ในสถานะ Standby (ปิดเครื่อง) เพิ่มสูงขึ้นเป็น 2.5W (เทียบกับสถานะ Standby ปกติ ที่ 0.3W เมื่อ Off ฟีเจอร์อย่าง HDMI Control, Standby Through และ Network Standby) ถึงแม้ตัวเลขตรงนี้ ดูแล้วรู้สึกว่าเล็กน้อย แต่เพื่อมิให้เป็นการสูญเสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ (ลดโลกร้อน) เมื่อมิได้ใช้งาน AVR เป็นเวลานาน ควรทำการถอดปลั๊กไฟออกจากเต้ารับเสีย

AVENTAGE AVR ทุกรุ่น มาพร้อมกับ Video Up-Conversion และ Video Scaler ในการทำหน้าที่ “อัพสเกล” นั้น ถือว่า “เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ทันที” ครับ สามารถลดอาการภาพเบลอ ๆ มัว ๆ ของแหล่งโปรแกรมความละเอียดต่ำ (Standard Definition) ได้ ผลก็คือ “ดูแล้วคมชัดขึ้น” แน่นอนว่าคงไม่ทำให้รายการฟรีทีวีจากเคเบิล/ดาวเทียม กลายเป็นบลูเรย์ แต่อย่างน้อยก็ดูไม่แย่นัก แต่จะเหมาะที่สุดก็คือใช้กับดีวีดี (เพราะจุดบกพร่อง หรือ artifacts น้อยสุด ในบรรดา SD Video Format ที่นิยมใช้งานกัน)

การใช้งานฟีเจอร์วิดีโออัพสเกล ต้องกำหนดพารามิเตอร์ Processing เป็น On เสียก่อน (อยู่ในหัวข้อ Setup Menu –> Video) อย่างไรก็ดี ด้วยข้อจำกัด ที่มิได้แยกพารามิเตอร์ย่อยในการกำหนดรูปแบบการชดเชยจุดบกพร่องของแหล่งโปรแกรมวิดีโอ (เช่น การกำหนดระดับของฟังก์ชั่นลดทอนน้อยซ์ หรือการเพิ่มระดับ Sharpness/Edge Enhancement ฯลฯ) ความยืดหยุ่นย่อมน้อยลง แนวทางจึงเป็นการอัพสเกลแบบสำเร็จรูป กล่าวคือ ในบางกรณีเมื่อใช้งานกับแหล่งโปรแกรม (บางลักษณะ) อาจพบว่า ผลของการอัพสเกลแบบสำเร็จรูป ที่กำหนดตั้งค่ามาตายตัว สร้างผลกระทบทางลบอยู่บ้าง

ในกรณีของ Yamaha เน้นเพิ่มความคมชัดของภาพเป็นพิเศษ อาจทำให้เห็นน้อยส์บางอย่างที่แฝงอยู่ในคอนเทนต์คุณภาพต่ำได้ชัดกว่าเดิม กระนั้นหากมองอีกมุมหนึ่ง การที่ไม่มีพารามิเตอร์ย่อยมากมาย ดูซับซ้อน ก็เป็นข้อดีสำหรับผู้ใช้มือใหม่ (ที่เมื่อเห็นมีหัวข้อตัวเลือกเยอะ ๆ แล้ว อาจเกิดอาการมึนงงไปเสียก่อน) แต่กระนั้นผลลัพธ์ที่ได้จากการอัพสเกลผ่าน A1010 ก็ค่อนข้างชัดเจน ไม่เหมือนกับการอัพสเกลสำเร็จรูปแบบหลอก ๆ ทั่วไป ที่เปลี่ยนค่า Resolution ได้เพียงอย่างเดียวแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หาความต่างระหว่าง ใช้ กับไม่ใช้ ไม่ได้ (เช่น ในเพลเยอร์ที่มีราคา และคุณภาพต่ำ)

หมายเหตุ:
– ในหัวข้อ Processing จะมีตัวเลือกย่อยในการกำหนด Resolution อยู่ ซึ่งสามารถใช้ในการ “อัพสเกล” หรือ “ดาวน์สเกล” ก็ได้ (ดาวน์สเกล เช่น การทอนสเกลความละเอียดภาพใหม่ให้ตรงกับ Native Resolution ของจอภาพที่ไม่ใช่มาตรฐาน Full HD 1080p)
– Analog to Analog Conversion เป็นตัวเลือกในการเปิดใช้ฟังก์ชั่น Video Up-Conversion เฉพาะในส่วนของอะนาล็อกอินพุต เช่นการ Up-Convert จาก Composite Input ไปเป็น Component Output (ใช้ในกรณีที่ต้องการเชื่อมต่อสัญญาณ Monitor Out แบบ Component ไปยังจอภาพ) ตัวเลือกนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ HDMI Monitor Out
– ขณะเรียก Setup Menu (ซึ่งเป็นรูปแบบ OSD) ขึ้นมา ผลของการอัพสเกล (Processing) จะถูกปิดไปชั่วขณะ (แม้จะตั้งค่า On อยู่) ดังนั้นถ้าต้องการสังเกตผลลัพธ์จากวิดีโอสเกลเลอร์สำหรับ A1010 ต้องปิดหน้า Setup Menu ลงก่อน (จะสังเกตเห็นว่าเมื่อเรียกเปิด หรือปิด OSD Setup Menuจอจะดำไปแป๊บนึง (นั่นคือผลของการที่สเกลเลอร์ถูกปิดและเปิด) กรณ๊จอดำที่กล่าวมานี้จะไม่เกิดขึ้นเมื่อ Off – Processing หรือกำหนด Resolution เป็น Through)

Sound – เสียง

เมื่อตอนทดสอบรุ่นเล็กอย่าง RX-V471 ก็พอจะพิสูจน์ได้ว่า AVR รุ่นใหม่ ๆ ของ Yamaha คงมิได้เป็นอย่างคำปรามาสว่า เสียงบาง ฟังเพลงได้ไม่ไพเราะ ถึงแม้ความไหลลื่นในน้ำเสียง และการเน้นย้ำน้ำหนักจะเป็นรองรุ่นใหญ่ แต่ก็เรียกว่าคุ้มค่ากับระดับราคา อย่างไรก็ดีเรื่องของศักยภาพในการใช้งานเพื่อรับฟังดนตรี ย่อมได้รับการอัพเกรดให้สูงยิ่งขึ้นอย่างชัดเจนในรุ่นใหญ่ และความสามารถในจุดนี้ AVR ของYamaha สามารถตอบสนองได้ดีมานานแล้ว ยกตัวอย่างเช่น RX-V3900 DSP-Z7 ไปถึงรุ่นเรือธงอย่าง DSP-Z11 ทั้ง 3 รุ่นนี้ เรียกว่าเป็นระดับ “ตำนาน” เลยทีเดียว

ที่ผ่านมาในการทดสอบ RX-V3900 นั้น เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในระดับราคาใกล้เคียงกันขณะนั้น พบว่าเสียงกลางโดดเด่นน่าฟังเป็นอย่างยิ่ง จุดนี้น่าจะยืนยันถึงศักยภาพในด้านการฟังเพลงของ Yamaha AVR ได้เป็นอย่างดี แต่ถึงกระนั้น แนวทางของ AVENTAGE ที่ให้ความเอาใจใส่ในจุดเล็ก ๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องของเสียงเข้ามาอีกหลายประการ ส่วนจะส่งผลกับการใช้งานอย่างไร คงต้องทดลองฟังกันครับ

ถ้าพูดถึงศักยภาพที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพเสียง เพราะส่งผลถึงมาตรฐานการติดตั้ง คงต้องดูศักยภาพของระบบ YPAO Auto Calibration กันหน่อย กับน้องเล็กในตระกูล AVENTAGE รุ่นนี้ นับว่าให้ความเที่ยงตรงดีทีเดียว หากลักษณะสภาพแวดล้อมไม่สาหัสจนบิดเบือนผลการตรวจวัด หรือเกินกว่าความสามารถที่ระบบจะทำการปรับแก้ได้ มันก็น่าจะเป็นเครื่องมือที่ลดความยุ่งยากในการเซ็ตอัพระบบลำโพงได้มาก ในด้านของการตั้งค่าลำโพงพื้นฐาน อย่างการกำหนดขนาดลำโพง (Large/Small) จุดตัดความถี่ของลำโพงหลัก และซับ ฯ (เป็นแบบ Single Point ใช้จุดตัดค่าเดียวกันสำหรับลำโพง Small ทุกแชนเนล) บาลานซ์ระดับเสียง (Level) และระยะห่าง (Delay Time) ไปจนถึงระบบตรวจสอบความผิดปกติทางเฟสในการเชื่อมต่อสายลำโพงหลัก และเฟสของซับวูฟเฟอร์นั้น ระบบสามารถแจ้งข้อมูล และแก้ไขได้ (สำหรับซับ ฯ แต่การชดเชยจะทำได้เพียงการชดเชยไปที่ 0° – Normal และ 180° – Reverse เท่านั้น และยังไม่มีการปรับแก้ Room Mode EQ) แต่ก็ช่วยลดความยุ่งยากในการติดตั้งลำโพงซับ ฯ ได้มาก การให้น้ำหนักเสียง (Level) ของซับวูฟเฟอร์ดูเหมือนจะเน้นปริมาณอยู่นิด ๆ แบบนี้เวลาชมภาพยนตร์โดยเฉพาะแอ็คชั่น จึงฟังแล้วถล่มทลายดี

ในหน้าที่ 3 ที่ผมนำรูปเมนู YPAO มาลงบางส่วน หลายท่านอาจจะสังเกตเห็นความผิดปกติของข้อมูลที่แสดงอยู่ (อันเป็นผลการตั้งค่าจากระบบ YPAO) คือ การกำหนดตั้งค่าขนาดของลำโพงหลักในซิสเต็ม ซึ่งผิดวิสัยสำหรับการใช้งานปกติ กล่าวคือ ขนาดของลำโพงคู่หน้าเป็น Small ในขณะที่คู่หลัง (เซอร์ราวด์) เป็น Large ทั้งนี้ในความเป็นจริงผมมิได้อุตริ เปลี่ยนตำแหน่งลำโพงที่ใช้ทดสอบ คู่หน้า คือ Paradigm Monitor 7 V.6 ลำโพงตั้งพื้น ส่วนลำโพงเซอร์ราวด์ คือ Paradigm Atom Monitor V.6 ลำโพงเล็กวางหิ้ง ดังเช่นทุกครั้ง แล้วอะไรที่ทำให้ระบบตรวจสอบมันกลับตาลปัตรเยี่ยงนี้ ?

จะว่าไป นี่หาใช่ความผิดเพี้ยนจากระบบตรวจวัด การที่ระบบกำหนดลำโพงคู่หลัง (เซอร์ราวด์) เป็น Large เนื่องจากตำแหน่งการตั้งวางในลักษณะของลำโพงเซอร์ราวด์ ทำให้ระยะอยู่แนบชิดผนัง บวกกับสภาพแวดล้อมอื่น ๆ (ท่อเปิดของลำโพง Atom ก็อยู่ข้างหลัง) จึงส่งผลเหมือนกับเป็นการบูสต์ปริมาณเสียงความถี่ย่านต่ำขึ้นมามาก ระบบจึง detect ลำโพงวางขาตั้งคู่นี้เป็นลำโพงตั้งพื้น ส่วนลำโพงคู่หน้า Monitor 7 แม้ในยามปกติจะให้อัตราการตอบสนองความถี่ต่ำได้ลึกกว่า Atom แต่ด้วยพื้นฐานที่จะเรียกว่าเป็นลำโพงตั้งพื้นขนาดเล็กก็ได้ อัตราการตอบสนองย่านความถี่ต่ำลึกในความเป็นจริงก็มิได้มากมาย (เมื่อเทียบกับลำโพงตั้งพื้นที่ขึ้นชื่อว่ามีขนาดใหญ่จริง) บวกกับการตั้งวางแบบกึ่ง free-space ย่านความถี่ต่ำจึงมิได้ถูกบูสต์ขึ้นโดยสภาพแวดล้อม ระบบจึง detect เป็นลำโพงเล็ก (ซึ่งลำโพงเล็กในที่นี้อาจมีอัตราการตอบสนองความถี่ต่ำคาดหวังได้ตั้งแต่ 40~160 Hz) จึงสรุปได้ว่าการกำหนดค่าของระบบถึงแม้จะดูขัดกับความเป็นจริง แต่นี่ก็เป็นผลจากความเป็นจริง… อย่างไรก็ดีแนวทางการเซ็ตอัพก็มีมากมาย นี่มิใช่ข้อสรุปว่าจะต้องอิงตามระบบอัตโนมัติเสมอไป หากมีแนวทางอื่นที่ดีกว่าระบบอัตโนมัติ คือ ให้ผลดี และการตั้งค่าก็ดูไม่ขัดตาย่อมสามารถกระทำได้ แต่แน่นอนว่าเป็นแนวทางที่ซับซ้อนกว่านี้

เช่นเดียวกับการใช้งาน PEQ (นัยเดียวกับ Room EQ) ผมคงไม่สามารถยืนยันได้ว่าระบบอัตโนมัติจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด (เพอร์เฟ็กต์) เสมอไป เพราะมีตัวแปรที่นอกเหนือการควบคุมอยู่มาก แม้ว่าในการทดสอบจะพบว่าให้การตอบสนองที่น่าสนใจ มีส่วนช่วยในการปรับแก้จุดบกพร่องจากสภาพแวดล้อมลงได้ แต่ในบางกรณีอาจส่งผลลัพธ์ที่แตกต่างไป วิธีตรวจสอบเบื้องต้นง่าย ๆ คงไม่พ้น “การฟัง” โดยให้สังเกตเสียงย่านสูงไว้ก่อน (ต้องอยู่ในข้อแม้ที่ว่าการตอบสนองของลำโพงนั้นได้มาตรฐานอยู่ก่อน) หากรู้สึกว่าเสียงอั้น หรือทึบลงกว่าตอนที่ไม่ใช้ (ปิด) PEQ นั่นแสดงว่ามีความผิดปกติ

ในการเปรียบเทียบผลลัพธ์จาก PEQ Mode ระหว่างใช้ กับไม่ใช้ ให้อ้างอิงจาก PEQ Flat เทียบกับ Through อย่าเทียบกับ Pure Direct ไม่ใช่เพราะ Pure Direct ไม่ดี แต่ในโหมด Pure Direct ระบบจะตัดการทำงานของฟีเจอร์บางอย่างที่อาจมีความจำเป็นกับการเซ็ตอัพระบบลำโพงออกไป เช่น ตัดการทำงานของซับวูฟเฟอร์ (เมื่อรับฟังแหล่งโปรแกรม 2 แชนเนล) ประเด็นนี้จะกระทบกับลำโพงเล็กอันส่งผลกับการประเมินดุลย์เสียงตลอดทั้งย่าน เพราะเมื่อย่านต่ำห้วน หรือขาดหายไป โทนัลบาลานซ์จะเทไปยังย่านสูง อีกทั้ง Pure Direct จะตัดการชดเชยความกลมกลืนของระดับเสียง (Level) และดีเลย์ไทม์ของลำโพงในระบบที่กระทบการอ้างอิงในแบบมัลติแชนเนลด้วย สุดท้าย คือ ในโหมด Pure Direct เกนจะสูงกว่า ทำให้ระดับเสียงดังกว่า หากจะเทียบต้องชดเชยระดับเสียง Master Volume ลงมาให้เท่ากันเมื่อจะอ้างอิงเปรียบเทียบผลลัพธ์ของ PEQ

การทดสอบศักยภาพของ A1010 โดยจับคู่กับชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์ 5.1 แชนเนล จาก Paradigm Monitor Series + Polk PSW110 และทดลองใช้งานร่วมกับ B&W 685 ในแบบ 2 เชนเนล ช่วงท้าย จากแนวเสียงของลำโพงทั้ง 2 ยี่ห้อ ที่มีสไตล์แตกต่างกัน สามารถยืนยันถึงประสิทธิภาพในการแม็ตชิ่งแนวเสียงลำโพงของ A1010 ที่ค่อนข้างหลากหลายใช้ได้ ทั้งนี้การจับคู่ใช้งานร่วมกับ Paradigm พื้นเสียงที่สะอาดของ A1010 รวมกับความดุดันของลำโพง จะให้ความกระฉับกระเฉง เสียงออกไปทางรุกเร้าเล็กน้อย เหมาะกับการฟังดนตรีที่ต้องอาศัยความจัดจ้านสักหน่อย (คือ ไม่เน้นเพลงแนวกล่อมก่อนนอน) การให้นำหนักเสียงความถี่ต่ำของซับวูฟเฟอร์ เสริมความหนักแน่นให้กับดนตรี แนวร็อก พ็อพ ฯลฯ อันมีส่วนช่วยเพิ่ม “ความมันสะใจ” ในอารมณ์เช่นกัน

ส่วนการจับคู่กับ B&W นั้น การถ่ายทอดเสียงที่เปิดโปร่ง ของ A1010 เมื่อแม็ตชิ่งกับความแฟล็ต แต่เสียงกลางก็แฝงไปด้วยลีลาน่าฟังของ 685 ผลรวม คือ พื้นเสียงที่กระจ่างชัด สะอาด สดใส แต่ไม่จัด ถึงแม้จะไม่ถึงกับถ่ายทอดความอิ่มเอิบของเสียงร้องในบางอัลบั้มได้ถึงที่สุด แต่ก็นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจทีเดียว ในส่วนของเบส ปกติการใช้งานร่วมกับ AVR รุ่นเล็ก ๆ จะพบว่าพลังในการผลักดันเสียงความถี่ต่ำยังให้ได้ไม่เต็มที่นัก (เมื่อกำหนดจุดตัดความถี่ของลำโพงไว้ที่ Full Band หรือฟังในแบบ Pure Direct) เบสจึงออกมาบาง ส่วนที่พอจะมีปริมาณก็เบลอ ๆ จับโฟกัสไม่ค่อยได้ ทั้งนี้แม้ภาคขยายของ A1010 จะมิได้มีพละกำลังมหาศาลแบบเพาเวอร์แอมป์ 2 แชนเนล ตัวเขื่อง แต่เพียงเท่านี้ก็นับว่าสอบผ่าน ในการเติมเต็มเสียงย่านความถี่ต่ำเมื่อใช้งานร่วมกับลำโพงที่เหมาะสม ดังเช่นเสียงเบสที่ได้ยินผ่าน 685 มีปริมาณที่เพียงพอ คุณภาพน่าพอใจ ในขณะศักยภาพการควบคุมลำโพงไม่มีปัญหา

หมายเหตุ:หากต้องการเพิ่มศักยภาพในการขับลำโพงคู่หน้าของ A1010 สำหรับท่านที่ต้องการจริงจังกับการฟังเพลง 2 แชนเนล ให้สูงยิ่งขึ้น แนะนำให้กำหนดการใช้งานภาคขยายแบบไบแอมป์

Conclusion – สรุป

AVR จากซีรี่ส์ AVENTAGE ที่ให้ภาพลักษณ์โดดเด่นด้านคุณภาพเสียงไม่แพ้รุ่นใหญ่ แน่นอนว่าผลลัพธ์นั้นชัดเจนเหนือกว่า Yamaha AVR รุ่นกลางสูงในอดีต และประสิทธิภาพในจุดนี้เมื่อเทียบกับ “การเริ่มต้นก้าวเข้าสู่ความเป็นไฮเอ็นด์ !” ก็นับว่าคุ้มค่าไม่น้อยเลยทีเดียว ผมไม่แน่ใจในประเด็นเรื่องของการใช้งาน Internet Radio หากแก้ไขในจุดนี้ได้ (ซึ่งอาจจะเป็นจุดบกพร่องของผู้ทดสอบเอง) ก็เรียกว่า RX-A1010 เป็น Network AVR รุ่นกลาง ๆ ค่อนไปทางสูง ที่สมบูรณ์แบบเกือบทุกด้านครับ

หมายเหตุประกอบการให้คะแนน
– รูปลักษณ์ภายนอกมิได้ปรับเปลี่ยนจากรุ่นก่อนมากนัก ภาพลักษณ์ความโดดเด่นแตกต่างของ AVENTAGE จึงเกิดจากการได้สัมผัสกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน สีตัวถังมีทั้งสีดำ และสีไททัน(เนียม) ให้เลือก ซึ่งแบบหลังให้เอกลักษณ์ความเป็น Yamaha ได้ดี การออกแบบทั้งความแข็งแรงของตัวถัง และคุณภาพของอุปกรณ์ภายในน่าสนใจมากสำหรับ AVR ระดับราคานี้
– สไตล์เสียงเปิดกระจ่าง ถึงแม้จะยังคงสไตล์เสียงโปร่ง ๆ แต่มิได้รู้สึกว่าแห้งบางแต่อย่างใด สามารถแม็ตชิ่งกับลำโพงได้หลากหลายแนว และด้วยมาตรฐานของ AVR ระดับราคานี้ ย่อมรองรับการใช้งานได้ทั้งชมภาพยนตร์ และฟังเพลงอย่างแท้จริง
– ผลลัพธ์ที่ได้จากระบบ YPAO สามารถอ้างอิงได้ทั้งในส่วนของการตั้งค่าลำโพง และ Room EQ ถึงแม้ในบางสถานการณ์จะพบว่า ผลการปรับแก้จาก Room EQ อาจตอบสนองได้ไม่เต็มที่นัก ก็เป็นผลจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยอย่างมาก (ๆ) / Video Up-scale และ Up-conversion ตอบสนองการใช้งานได้ดี สามารถสังเกตความแตกต่างในแง่ของการลดทอนความ “เบลอ” ของแหล่งโปรแกรม Standard Definition ได้ แม้จะไม่มีตัวเลือกพารามิเตอร์อื่น ๆ ให้ปรับ แต่ก็เหมาะกับผู้ใช้มือใหม่ที่ไม่อยากวุ่นวาย / ในการทดสอบแม้จะไม่สามารถเชื่อมต่อกับ Internet Radio และปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ กับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (เช่นการอัพเดทเฟิร์มแวร์ผ่าน NET) แต่ลูกเล่นอื่น ๆ อย่างเช่นการแชร์เพลงจากรูปแบบพื้นฐานอย่าง DLNA Pull Method และยังรองรับ Push Method ร่วมกับ iDevices และ Android Devices อีกด้วย เป็นฟีเจอร์ที่ปัจจุบันเรียกว่าแทบจะไม่มี AVR ยี่ห้ออื่นใดที่ทำได้ (อ้างอิงในช่วงเวลาทดสอบ) 
– Network AVR ที่มีพื้นฐานอินพุตอย่าง USB และ LAN ตามมาตรฐาน แต่ยังไม่รองรับ Wireless Network / ให้AV อินพุตครบครัน ในปริมาณที่พอเพียง สามารถเพิ่มเติมอุปกรณ์เสริมทาง Dock Port (เช่น Bluetooth, Wireless Subwoofer ฯลฯ)
– น้องเล็กสุดในตระกูล AVENTAGE (อ้างอิงเมื่อปี 2011 ปัจจุบัน Yamaha ประเทศไทย นำ AVENTAGE รุ่นเล็กกว่าเข้ามาอีกรุ่น คือ RX-A820) แต่ศักยภาพเที่ยบเท่า AVR รุ่นกลางสูง ที่มีศักยภาพโดดเด่น ถึงแม้ RX-A1010 จะมิใช่ AVR ราคาถูก แต่ถ้าพูดถึงความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่ต้องจ่ายไป (เพื่อให้ได้มา) นับว่าน่าสนใจมากทีเดียว

by ชานม !
2011-12
Updated 2012-10

ราคาตั้ง Yamaha RX-A1010
44,900 บาท

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร
ส่วนการตลาดฝ่ายเครื่องเสียงเอวี – พีเอ
บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด
โทร. 02-2152626-39 ต่อ 1234, 1250

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
Prev post
Next post

Leave a comment

All blog comments are checked prior to publishing

Thanks for subscribing!

This email has been registered!

Shop the look

Choose options

Have Questions?
Back In Stock Notification
is added to your shopping cart.

Choose options

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้